พิมพ์นารากอดอกมองชั้นลิฟต์ เธอเห็นเบอร์ที่เจ้าหน้าที่ด้านล่างกดโทรจึงพอจะเดาได้ว่ารติยาอยู่ชั้นไหน อีกอย่างผู้บริหารก็น่าจะเป็นชั้นบนสุด เธอไม่ได้อยากทำเรื่องให้ใหญ่โต แต่หนึ่งฤทัยขาดการติดต่อไปสามวันแล้ว ปกติแม้ไม่ว่างรับสายอีกฝ่ายก็จะส่งข้อความตอบกลับเมื่อสะดวก แต่นี่กลับเงียบหายไม่เปิดอ่านข้อความ
แม้รติยาจะเคยบอกแล้วว่าอีกฝ่ายกับหนึ่งฤทัยเป็นเพียงเพื่อน แต่หนึ่งฤทัยก็ไว้ใจรติยามากเช่นกัน เธอไม่มีทางเลือก อย่างน้อยก็อยากรู้ว่าเพื่อนสาวของเธอขาดการติดต่อกับรติยาหรือไม่
การที่อยู่ๆ หนึ่งฤทัยเงียบหายไปนั้นเป็นเรื่องแปลกอย่างมาก เหนืออื่นใดพิมพ์นารากังวลว่าอาจเพราะเธอเริ่มแสดงออกชัดเจนในที่สาธารณะทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจจนต้องการเว้นระยะห่าง
มาถึงชั้นบนสุดดาราสาวก็ก้าวออกจากลิฟต์ไปยังส่วนด้านหน้าที่มีโต๊ะติดต่ออีกหนึ่งด่าน มีผู้หญิงสองคนกำลังยืนคุยกันสีหน้าค่อนข้างลำบากใจ เมื่อทั้งคู่หันมามองเธอแล้วต่างก็ยิ้มบางให้ แม้สายตาจะบ่งบอกว่าไม่สะดวกที่จะต้อนรับนัก ราวรู้จุดมุ่งหมายของเธออยู่แล้ว
“ฉันมาขอรอพบคุณรติยา ฟร้อนต์ด้านล่างน่าจะแจ้งขึ้นมาแล้ว”
เธอเอ่ยออกไปก่อนอย่างไม่ต้องการให้ยืดเยื้อมากความ
“ดิฉันพิสินี เป็นผู้ช่วยเลขาของคุณรติยาค่ะ วันนี้คุณรติยามีประชุมทั้งวันค่ะ”
หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ
“ไม่เป็นไร ดึกแค่ไหนฉันก็รอได้”
พิมพ์นาราเอ่ยแล้วหันไปมองรอบๆ เพื่อหาโซฟา
“ฉันนั่งรอที่โซฟานั่นก็ได้”
ทว่ายังไม่ทันเดินไปนั่ง ร่างสูงระหงงดงามในชุดสูทหรูของรติยาก็ก้าวออกจากประตูมา พร้อมหอบแฟ้มด้วยท่าทางเร่งรีบ โดยมีผู้ชายอีกสามสี่คนแต่งตัวภูมิฐานเดินตามมาเวลาไล่เลี่ยกัน
“อ๊ะ...คุณแยม”
พิมพ์นาราเอ่ยเรียกแล้วถอดแว่นให้อีกฝ่ายเห็นหน้าตนชัดขณะรีบก้าวไปหา แม้จะรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนตรงเข้ามาหาตนทว่าเธอไม่ได้มอง ส่วนรติยาก็หยุดหันมามองเธออย่างสนใจ แต่กลับมีแขนของใครคนหนึ่งยื่นมาขวางหน้าเอาไว้ทำเอาหญิงสาวต้องชะงัก หันมองด้วยความไม่พอใจ แต่เพราะรติยาพูดขึ้นมาก่อนเธอจึงต้องมองอีกฝ่าย
“คุณพิมมี่...”
รติยาทักเธอด้วยสีหน้าแปลกใจ
“มาได้ยังไงคะเนี่ย”
“ขวัญติดต่อคุณแยมหรือเปล่าคะ”
พิมพ์นาราถามทันทีด้วยความร้อนใจ แม้ขุ่นใจคนตัวสูงใหญ่ที่ขยับมาใกล้และยื่นแขนขวางตนอยู่ ราวกลัวว่าเธอจะปรี่เข้าไปทำร้ายรติยาอย่างนั้น
รติยานิ่งไปเล็กน้อย สีหน้าคนถามดูไม่สบายใจเอาเสียเลย แต่เธอก็ไม่ได้คุยกับหนึ่งฤทัยมาพักหนึ่งแล้ว
“ไม่นี่คะ”
“แต่นอกจากฉัน ขวัญเขาสนิทกับคุณมาก มีปัญหาอะไรเขาก็น่าจะคุยกับคุณบ้าง”
ท่าทางอีกฝ่ายดูไม่เชื่อคำพูดเธอ แต่รติยาไม่มีเวลาพูดคุยมากนัก
“พักนี้เราไม่ค่อยได้คุยกันน่ะค่ะ”
นอกจากทำงานแล้วเวลาส่วนตัวรติยาก็ใส่ใจแฟนหนุ่มของตน และนับจากที่หนึ่งฤทัยรู้ว่าเธอคบหาวิศรุตต์จริงจังอีกฝ่ายก็ติดต่อเธอเวลากลางคืนน้อยลง ไม่ชวนไปเที่ยวยามราตรีอีก
“แยมขอตัวก่อนนะคะ ต้องรีบเข้าประชุมแล้วค่ะ”
รติยาบอก ทั้งพี่ชายเธอและผู้บริหารคนอื่นทยอยเข้าห้องประชุมกันไปแล้ว แต่ก็ไม่ลืมย้ำด้วยความห่วงใย เพราะหากไม่มีปัญหาจริงพิมพ์นาราคงไม่อุตส่าห์มาหาตนถึงที่
“ยังไงแยมจะลองโทรหาขวัญดูหลังเสร็จงานนะคะ คุณสินีขอเบอร์คุณพิมมี่กับฝ่ายประสานงานให้ด้วยนะคะ”
หญิงสาวหันไปสั่งผู้ช่วยเลขาตน พิสินีรับคำแล้วก็ไปจัดการทันที รติยาจึงหันกลับมาพูดกับดาราสาว
“ได้เรื่องยังไงเดี๋ยวแยมติดต่อกลับนะคะคุณพิมมี่ แยมขอโทษที่ไม่สะดวกคุยนะคะ”
เอ่ยจบก็ขอตัวอีกครั้งแล้วเดินไปทางห้องประชุมที่อยู่อีกด้านหนึ่ง
พิมพ์นารามองตามรติยาด้วยความรู้สึกไม่ดีนัก จะเป็นไปได้อย่างไรที่หนึ่งฤทัยไม่ติดต่อใครเลย ข้อความจากเธอก็ยังไม่อ่าน หากเป็นอย่างนี้เธอยิ่งเป็นห่วงและร้อนใจมากขึ้น แต่ไม่อาจติดต่อไปยังทางบ้านของอีกฝ่ายได้
“เชิญครับคุณ”
เสียงเข้มของคนที่ขวางเธอดังขึ้น หญิงสาวจึงหันกลับมามองเขาตาขุ่นในทันใด
“ฉันจะรอคุณแยมที่นี่”
พิมพ์นาราต้องการคนคุยด้วย ต้องการที่ปรึกษา เธอไม่สามารถพูดคุยกับใครได้ อย่างน้อยรติยาก็รู้เรื่องของเธอกับหนึ่งฤทัยและสนิทกันไม่น้อย หากได้รู้ว่าอีกฝ่ายหายเงียบไปอย่างผิดปกติก็น่าจะแปลกใจเหมือนกับเธอ
“คุณรติยาเชิญคุณกลับก่อน เพราะเธอไม่สะดวก”
คนพูดคือผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ใส่สูทสีเทาเข้มเรียบร้อย สีหน้านิ่งขรึมคมเข้มสันกรามเด่นชัด โครงหน้าแสดงถึงความเป็นลูกผสมทว่าพูดภาษาไทยได้ชัดเจน
“ฉันแลกบัตรเรียบร้อยแล้ว แล้วก็แค่ขอนั่งรอ ไม่ได้วุ่นวายอะไร หรือคุณจะคอยเฝ้าฉันไว้ก็ได้นะ”
หญิงสาวเอ่ยอย่างประชดประชันเพราะท่าทางระมัดระวังจนเกินเหตุของเขา ไม่ยอมให้เธอเข้าถึงตัวรติยาได้ด้วยซ้ำ
เดาจากที่เห็นคิดว่าเขาน่าจะเป็นบอดี้การ์ด ไม่แปลกเพราะเวลเลโอใหญ่โตเป็นบริษัทรถหรูระดับโลก
“ผมมีงานต้องทำ”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ เขารู้ว่าเธอคนนี้คือดาราดังและเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับรถรุ่นใหม่ของเวลเลโอ แต่วันนี้เป็นวันประชุมใหญ่ อย่างไรก็คงไม่จบลงโดยง่าย
“วันนี้คุณรอไปก็ไม่มีประโยชน์ เชิญกลับก่อนเถอะครับ”
อีกฝ่ายย้ำทำให้พิมพ์นาราหงุดหงิด เธอสะบัดหน้าหนีเขา แล้วบอกพลางก้าวเท้าอย่างมั่นใจไปยังโซฟา
“ฉันจะรอ คุณมีงานก็ไปทำ ก็แค่นั่งเฉยๆ ไม่ได้เดินไปมารบกวนใครจะอะไรกันนักหนา...เอ๊ะ มาจับฉันทำไม”
หญิงสาวหันกลับมาพูดเสียงไม่พอใจพร้อมมองมือหนาที่จับแขนตัวเอง
“คุณไม่ยอมกลับดีๆ ผมคงต้องพาคุณลงไป”
“อะไรเนี่ย ฉันมีเรื่องสำคัญต้องปรึกษากับคุณแยม และฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะได้คุยกับเธอ...ตามลำพัง”
พิมพ์นาราเริ่มโวยวายพร้อมดึงแขนออก แล้วย้ำเสียงเข้มใส่ชายหนุ่มในตอนท้าย
“เธอก็บอกแล้วว่าวันนี้ไม่สะดวก อยากพบก็นัดไว้สิครับ ถ้ารีบนัดพรุ่งนี้ก็ได้ แต่คุณยังไม่ยอมกลับแบบนี้ ทำตัวน่าสงสัย”
“พวกคุณก็รู้จักฉันนี่ แถมฉันยังรับเงินของที่นี่ด้วย คิดว่าฉันจะทำอะไรเจ้านายพวกคุณหรือไง”
อารมณ์พิมพ์นาราเดือดปุดๆ อย่างฉุดไม่อยู่ คนพวกนี้ทำราวกับเธอเป็นตัวอันตรายอย่างนั้น
“เชิญครับ”
ชายหนุ่มไม่ฟังที่เธอพูดสักนิด เขารั้งให้เธอเดินไปยังลิฟต์ทั้งที่พิมพ์นาราพยายามฝืนตัวเองเอาไว้ก็ไม่เป็นผล
“แบบนี้มันเรียกว่าเชิญที่ไหนกัน ปล่อยฉันนะ”
อีกฝ่ายเหมือนมีแรงมหาศาล เขาเดินอย่างมั่นคง ไม่กระตุกหรือเซตามแรงของเธอสักนิด ทั้งพอกดลิฟต์ปุ๊บ ประตูก็เปิดทันที พิมพ์นาราเกาะขอบประตูเมื่อถูกพาเข้าลิฟต์
“คุณเสียมารยาทกับฉัน ฉันจะบอกคุณแยม เธอต้องเอาเรื่องคุณแน่”
“ไว้ถึงตอนนั้น ถ้าคุณรติยาไม่พอใจ ผมยินดีรับผิด แต่ตอนนี้ผมต้องป้องกันไว้ก่อน”
เขาคว้ามือเธอออก ทั้งพอพิมพ์นาราจะใช้สองมือเกาะก็ถูกจับรวบด้วยมือหนาเพียงข้างเดียว เพื่อที่เขาจะได้กดปุ่มปิด
“นี่มันจะมากไปแล้วนะ ฉันทำผิดอะไร แค่จะคุยเรื่องส่วนตัวกับเจ้านายของคุณ”
“เรื่องอะไร”
ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าไม่เชื่อถือสักนิด ทั้งพอเธออึกอักเขาก็ยิ้มมุมปาก
“คุณตอบไม่ได้ งั้นผมก็ต้องทำหน้าที่ของผม”
“ฉันไม่จำเป็นต้องสาธยายเรื่องส่วนตัวให้บอดี้การ์ดอย่างคุณฟัง”
ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างไม่พอใจขณะเอ่ย เธอหงุดหงิดเพราะลิฟต์กำลังเคลื่อนลง แถมเขาก็จับมือเธอแน่น พอลิฟต์เปิดพิมพ์นาราก็ไม่ยอมออก พยายามรั้งตัวเองติดผนังลิฟต์
“ฉันไม่ไป ปล่อย เฮ้ย...คุณ ทำอะไรเนี่ย!”
เจ้าของร่างสูงใหญ่ย่อตัวลง ยกเธอพาดบ่าแกร่งพาออกจากลิฟต์ พิมพ์นาราทั้งตกใจทั้งโกรธ แถมเขายังดึงบัตรในมือเธอไปวางตรงเคาน์เตอร์ด้านหน้า
“ขอบัตรเธอคืน”
เจ้าหน้าที่ติดต่อสาวถึงกับอึ้งเหวอ แต่ก็ยอมยื่นบัตรประชาชนให้โดยง่าย ขณะที่มองสบตากับดาราสาว
พิมพ์นาราหน้าร้อนวูบ โกรธจัดและเหมือนเลือดกำลังลงหัว ไม่ว่าเธอจะดิ้นอย่างไรเขาก็ไม่ยอมปล่อย ไม่กล้าโวยวายเสียงดังเพราะเพียงแค่นี้คนด้านล่างก็หันมาสนใจกันแล้ว อีกฝ่ายพาเธอมาปล่อยทิ้งลงหน้าประตูพร้อมยัดบัตรใส่มือ
“เชิญครับ”
เสียงเข้มย้ำมาอีก ความอายแล่นปราดไปทั่วใบหน้า พิมพ์นารากัดฟันสูดหายใจแรง จ้องใบหน้าคมขรึมของคนตรงหน้าอย่างโมโห
“ทำแบบนี้มันเถื่อนมาก คุณบ้าหรือไง”
“ผมคงบ้านั่นแหละ แต่ถ้าคุณยอมกลับดีๆ ผมคงไม่ทำแบบนี้”
หญิงสาวกัดปากฉับ โกรธจัดที่อีกฝ่ายถึงกับอุ้มตนออกมาทิ้งหน้าตึก เขาทำให้ดาราที่คนรู้จักมากมายอย่างเธอต้องอับอายขายหน้า
“คุณมันหยาบคาย ไร้มารยาท ฉันเกลียดคนอย่างคุณที่สุด”
เมื่อความโกรธพุ่งสูงบวกกับรู้สึกอายสายตาผู้คนที่มองมา พิมพ์นาราก็กัดฟันพูดใส่อีกฝ่ายเสียงเข้ม ทว่าไม่ดังนัก แต่เขากลับกอดอกตีหน้าเฉย
“ผมก็ไม่ได้ต้องการให้คุณมาชอบ เชิญครับ”
“คนบ้า คนป่าเถื่อน”
สบถใส่อีกฝ่ายแล้วพิมพ์นาราก็สะบัดหน้าหนีแล้วเดินก้าวขากระแทกกระทั้นหนีไปบริเวณด้านหน้าตึก และเหมือนรปภ.จะจ้องรอเธออยู่แล้ว อีกฝ่ายรีบเอากุญแจมาให้ในทันที