บทนำ
บทนำ
หยดน้ำเล็กๆ ที่ทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้าพร้อมด้วยเสียงซู่ๆ มักมาคู่เสียงคำรามจากเบื้องบน บ่งบอกได้ดีว่าในยามนี้ฝนตกหนักเพียงใด คงไม่มีใครอยากออกมาเดินในที่แจ้งเพราะไม่พ้นคงได้เปียกม่อล่อกม่อแล่ก กระนั้นก็ยังมีคนคนหนึ่งเดินลุยฝนเข้ามายังห้องพักในซอยเล็กๆ ใจกลางเมือง
สองเท้านั้นหยุดลงก่อนจะแจ้งบอกรายละเอียดทั้งหมดแก่เจ้าของที่พัก การพูดคุยไม่ได้จบลงอย่างรวดเร็ว มันยืดเยื้อเมื่อหญิงวัยห้าสิบปีหรี่ตามองอย่างครุ่นคิด มือข้างหนึ่งคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาหมายจะโทร.ไปยังห้องสี่ศูนย์สามเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่ก็ต้องลดมือลงยามมีนายตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามาสมทบ
ไม่นานเท่าไรกุญแจสำรองก็ถูกยื่นไปให้ชายผู้มาพร้อมกับสายฝน จากนั้นเท้าก้าวขยับไปยังหน้าห้องที่ต้องการ
สี่ศูนย์สาม...ประตูสีน้ำตาลทำให้เท้าหนักหยุดลง ดวงตามองอย่างว่างเปล่าราวกับไม่มีความคิดใดๆ ทั้งสิ้น
แกร๊ก...เมื่อลูกกุญแจถูกเสียบเข้าไปในช่องซึ่งลงล็อกพอดี มือก็หมุนไปด้านซ้ายเล็กน้อยเพียงเท่านี้ก็ไม่มีสิ่งใดกั้นขวางได้อีกแล้ว มือที่เปียกน้ำจึงเปิดประตูเข้าไปด้านใน
ขณะที่เจ้าของห้องกำลังเดินย่ำเท้าไปด้านซ้ายหกเจ็ดก้าวด้านขวาอีกหลายก้าวราวกับกำลังปลอบประโลมบางอย่างอยู่นั้นเมื่อรับรู้ว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญบุกรุกเข้ามาก็ทำให้หวาดผวาพร้อมหันมองด้วยความตกใจ ใครกันที่บุกรุกเข้ามาในห้องของเธอ
สองเท้าก้าวหนีตามสัญชาตญาณ แต่เพียงประตูเปิดแง้มออกเล็กน้อย เท้าเรียวเล็กกลับหยุดกึก ร่างกายไม่ไหวติงราวต้องคำสาป ไม่มีท่าทางแสดงความดีใจหรือเสียใจ โดยผู้บุกรุกก็หยุดเท้ายืนมองอยู่เช่นกัน
ซู่ซู่
เสียงที่ดังจากการที่หยาดฝนทิ้งตัวกระทบพื้นทำให้ชายผู้นั้นรีบขยับเท้าเข้ามาด้านในและปิดประตูลง ส่วนเจ้าของห้องมีสีหน้าราวกับคนอยากจะร้องไห้ มือข้างหนึ่งโอบกอดหนึ่งสิ่งไว้
“สวัสดีครับผมเสือ...” ในวินาทีต่อมาชายผู้บุกรุกก็แนะนำตัวเองซึ่งเหมือนเป็นการตบหน้าเจ้าของห้องฉาดใหญ่ เพราะชายหนุ่มต้องการย้ำรอยแผลเป็นบางอย่าง “เสือ ภาคินัย เจ้าของไร่จอมใจ” ประโยคถัดมามีการเพิ่มน้ำหนักเสียง
หญิงสาวผู้นั้นไม่พยักหน้าหรือขานรับ มีแค่แววตาสั่นๆ กับขอบตาที่ร้อนผ่าว
“ผมจะมารับลูกชายกลับบ้าน...” ประโยคนี้เสียงดุเข้มแต่ราบเรียบ แฝงด้วยอำนาจและสัญชาตญาณดิบที่มีอยู่ภายในตัว “พร้อมกับแม่ของลูกที่เป็นของแถม” หลังสิ้นคำสุดท้าย รอยยิ้มบนโครงหน้าปรากฏในนาทีหนึ่ง ถัดมาก็ไม่สำแดงความรู้สึกใด ๆ ฟากคนฟังสั่นไปทั้งอก
“ค่ะ” สิ่งที่เธอตอบรับกลับไปได้คงมีแค่คำนี้
“ไปเก็บเสื้อผ้าครับ เราจะไปกันหลังฝนหยุดตก”
คำสั่งที่พ้นปากหยักลึกเป็นเสมือนคำประกาศิต ต้องทำตามเท่านั้น อย่าได้ขัด
เจ้าของห้องไม่ลังเลสักวินาทีที่จะทำตาม รวมถึงเข้มแข็งพอจะไม่ปลดปล่อยน้ำตาให้รินไหล แล้วมันจะผ่านไป...ทุกความกลัวจะหมดลงและถึงเวลาเลิกวิ่งหนี ลำตัวหมุนไปด้านในเพื่อเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า มือกระชับอุ้มเด็กในวงแขนแน่นกว่าเดิม
‘ได้เจอพ่อเสียทีนะครับตัวเล็กของแม่’
ดวงตาคู่ใสเปี่ยมด้วยความรักทอดมองเด็กวัยเก้าเดือน ตัวจ้ำม่ำ แก้มยุ้ย ที่แรกเกิดมีน้ำหนักถึงสามพันแปดร้อยกรัมกำลังหลับสบายอยู่ในอ้อมกอด
แต่อดชำเลืองมองบุรุษผู้มาพร้อมกับสายฝนไม่ได้ เห็นแล้วมีอาการสะท้านภายในอกแฝงด้วยความเศร้าที่วนเวียนอยู่ในหัวสมองตลอดเวลา ก่อนซุกซ่อนความรู้สึกเหล่านั้นแล้วทำตามคำสั่ง เพียงเธอมีเรื่องอยากจะขอร้องเขาหนึ่งสิ่ง หวังใจว่าจะได้รับการยินยอม
หญิงสาวหมุนตัวเดินไปยังตู้เสื้อผ้า ก่อนวางเจ้าตัวน้อยไว้บนเตียง สายตาไม่วายชำเลืองมองภาคินัยแล้วเห็นว่าเขาก้าวเท้าไปเปิดประตูห้องเพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งยืนรออยู่
ชายหนุ่มพูดออกไปสองสามประโยคจึงถอยกลับมาที่เดิม ส่วนตัวของฝ่ายหญิงลงมือดึงเสื้อผ้าออกจากไม้แขวนเสื้อ ชั่วประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงทุ้มเข้มเปล่งออกจากปากหยัก
“ช่อ...”
คำเรียกนี้ทำให้หญิงสาวต้องหันมองเพราะนั่นคือชื่อของเธอ
ช่อ...ช่อมาลี
“ผมหวังว่านี่จะเป็นการวิ่งหนีปัญหาครั้งแรกและครั้งเดียวของช่อ เกิดมีครั้งหน้าผมจะไม่สุภาพกับช่ออีก”
ช่อมาลีไม่ยิ้มกลับนิ่งอึ้งในถ้อยคำนั้น เพราะน้ำเสียงแฝงด้วยอำนาจและเป็นอีกมุมที่เธอไม่เคยเห็น มันแข็งกระด้าง ดุดัน ถึงอย่างนั้นกลับผสมด้วยความเศร้า
“คุณเสืออยากได้ยินคำว่าขอโทษจากช่อหรือเปล่าคะ”
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังคำนั้น ผมมาเพื่อรับลูกกลับบ้าน”
ภาคินัยบอกเสียงเรียบ ประโยคทิ้งท้ายอ่อนลงชัดเจน นัยน์ตาไร้ความกระด้างสัมผัสถึงสายใยบางๆ ที่ไม่นานจะประกอบรวมตัวเป็นเสมือนเส้นเหล็กกล้า
ช่อมาลียิ้มรับ ไม่เอ่ยคำขอโทษนั้นเพราะคิดว่าตนเองก็ตัดสินใจถูกแล้วที่ติดปีกบินออกจากวังวนความเจ็บปวด ไม่อยากทนเห็นสายตาผิดหวังจากคนที่เธอรักมากสุดหัวใจ อึดใจต่อมาเสียงสนทนาก็เงียบหายไป หลงเหลือแค่เสียงเม็ดฝนทิ้งตัวจากฟากฟ้าที่ไม่มีทีท่าว่าจะซาลงเลย
ผ่านมาครู่หนึ่งประตูห้องถูกเคาะอีกครั้ง ภาคินัยเป็นฝ่ายเปิดอย่างเร็วไวพร้อมรับเสื้อกับกางเกงมาไว้ในมือ
“ขอบใจนายมากนะดิษย์”
“ไม่เป็นไร ขอให้โชคดีนะเสือ” สารวัตรดิษย์เอ่ย หลังจากนั้นก็เดินถอยหลังห่างออกไป ปล่อยให้คุณพ่อกับคุณแม่มือใหม่อยู่กันตามลำพัง
ภาคินัยปิดประตูลงแล้วหมุนตัวกลับมา มือใหญ่ที่ด้านเล็กน้อยจากการทำงานไร่กาแฟดึงเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลออกทางศีรษะ
“ช่อ...ผมขอผ้าเช็ดตัวสักผืน ผมไม่อยากตัวเปียกตอนอุ้มลูก”
น้ำเสียงทุ้มๆ ของภาคินัยเรียกให้ช่อมาลีพลิกตัวกลับไปหยิบผ้าขนหนูผืนหนาสีชมพูยื่นให้ ดวงตาไม่กล้าเงยขึ้นด้วยความอาย จำได้ว่าเคยเห็นรูปร่างของเขาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วสะดุดกับความคิดของตนเองเพราะว่าเป็นเหตุการณ์ที่อยากจะลืม
ชายหนุ่มรับผ้าขนหนูไปอย่างเงียบๆ ไม่พูดใดๆ อีกเพราะรู้ดีว่าทั้งตนและช่อมาลีต่างสร้างกำแพงสูงตระหง่านมากั้นกลางระหว่างกัน พลันหันมองเด็กตัวจ้ำม่ำบนเตียงที่กำลังหลับสบาย
“ลูกชื่ออะไร”
เขาถามในสิ่งที่อยากรู้ หลังสืบจนพบที่อยู่ของหญิงสาว ภาคินัยก็รีบเดินทางมาหาทันที เนื่องจากเมื่อห้าเดือนก่อนได้พบกับอีกฝ่ายโดยบังเอิญ
ในวินาทีแรกที่เห็นช่อมาลีอุ้มเด็กคนหนึ่งบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร ดีใจ เสียใจ เจ็บปวดปนเปกันไปหมด ทันทีที่ฝ่ายหญิงเห็นเขาก็ทำหน้าราวกับเห็นผีพร้อมรีบวิ่งหนีไปในทันใด ชายหนุ่มจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนอย่างดิษย์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“แกชื่อชินดนัย” เธอบอกแล้วทอดสายตามองไปยังบุตรชาย ความน่ารัก ความไร้เดียงสาคือแรงกำลังในการก้าวเดินของเธอ
“แปลว่าอะไร” ภาคินัยถามเสียงเข้ม
“บุตรผู้ชนะค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้แล้วเลือกจะไม่ถามอีก รีบจัดการเช็ดเนื้อตัวให้แห้ง รวมถึงใช้มันพันเอวเพื่อเปลี่ยนกางเกง ส่วนเจ้าของเรือนร่างเพรียวเล็กเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าต่อ แต่สายตาคอยชำเลืองมองคนที่เป็นสามีตลอด
ห้านาทีต่อมาภาคินัยก็ค่อยๆ หย่อนตัวลงบนเตียง มือไม้ออกจะสั่นนิดหน่อยยามแตะสัมผัสกับผิวขาวลออแสนบอบบาง
“ผมต้องอุ้มลูกยังไง ผมไม่เคยอุ้มเด็กเลย” คนตัวโตหันไปมองช่อมาลีเพราะต้องการปรึกษา “ตาหนูจะงอแงไหมถ้าผมอุ้ม” คำถามคาใจเริ่มทยอยออกจากปาก โดยมีความวิตกกังวลอยู่มาก แววตามีความกลัว แต่ไม่ใช่หวาดกลัว...เป็นการกลัวที่มาจากความเอ็นดู
มือหยาบจากการทำงานเลื่อนไปแตะแก้มยุ้ย ความรู้สึกของการเป็นพ่อไหลเวียนเข้ามาในฉับพลัน ช่อมาลีคลี่ยิ้มกับปฏิกิริยาที่เห็น อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เย็นชาหรือว่าใจจืดใจดำกับลูก ถึงแม้รู้สึกได้ว่าตนเองเป็นแค่ของแถมที่เขาจำใจต้องยอมรับ
“ไปเก็บเสื้อผ้าต่อเถอะ รอให้ตาหนูตื่นก่อนแล้วผมค่อยอุ้มแก”
ภาคินัยบอกเสียงเย็นชา ถ้าประโยคไหนไม่ได้เกี่ยวข้องกับลูก ความหมางเมินจะมีให้เห็น ด้านคนตัวเล็กยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“ช่อมีเรื่องจะขอ...สักเรื่องได้ไหมคะ”
“ช่อไม่มีสิทธิ์ขออะไรจากผมทั้งนั้น”
เขาบอกเสียงเข้มดังประกาศิต หากไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของชินดนัย ช่อมาลีไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเอ่ยปากขอร้องและเขารู้ว่าอีกฝ่ายหมายจะขอในเรื่องใด
“ฟังช่อสักนิดเถอะค่ะ” ช่อมาลีพยายามจะขอร้อง
“ช่อคงไม่อยากกลับไปที่ไร่ของผม?”
“ค่ะ ช่อไม่อยากไปเจอทุกคน ช่อละอายใจ” เธอบอกเสียงเศร้า ลึกๆ รู้สึกละอายที่เดินหนีปัญหาออกมา แต่มันก็เป็นทางเลือกเดียวในตอนนั้นที่จะไม่ทำให้ใครๆ ต้องปวดร้าวไปมากกว่าเดิมก่อนจะจุกเจ็บไปทั่วอก
“โดยเฉพาะพี่สาวของช่อใช่ไหม”
น้ำเสียงของภาคินัยอ่อนลง เนื่องด้วยเขาเองก็ผิดอยู่มาก เพียงแต่ไม่ชอบวิธีการที่ช่อมาลีกระทำ หัวใจของเขาไม่ใช่สิ่งที่จะมาล้อเล่น หรือโยนไปโยนมา ด้านช่อมาลีเม้มปากเพราะรู้สึกผิดกับพี่สาวที่เข้าไปแทรกกลางความรักที่กำลังจะไปได้สวย เพียงเธอไม่ได้ทำให้มันเกิดขึ้น
“เก็บเสื้อผ้าต่อเถอะ ยังไงช่อก็ต้องกลับไร่จอมใจกับผม”
น้ำเสียงคราวนี้คือการสั่งกำชับ ก่อนจะให้ความสนใจกับบุตรชายที่เพิ่งได้เจอหน้า แววตาเปี่ยมด้วยรัก ใบหน้าผุดยิ้มขึ้นคงเป็นยิ้มแห่งความสุขแรกในรอบวัน และจะมีให้แต่คนที่เขารัก
ช่อมาลีเคยได้มันไป...แต่ต่อไปนี้ไม่มีทางแน่นอนเพราะหัวใจของเขาไม่ใช่ของเล่น