EPISODE 03 : BICKER

2389 Words
แอ๊ดดดดดดด! !! “ฉันต้มน้ำใบบัวบกไว้ให้นายด้วย” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าที่ยังคงมองมาที่ฉันด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ฉันสังเกตุเห็นว่าวันนี้ใบหน้าของเขาบวมช้ำกว่าเมื่อคืนนี้ซะอีก “น้ำใบบัวบกมีสรรพคุณแก้อาการช้ำใน ลดการอักเสบนายต้องดื่มให้หมดนะเข้าใจไหม” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะยื่นแก้วในมือให้เขา “...” เขาพยักหน้าเบาๆ เพื่อเป็นการตอบคำถามของฉัน “ดีมาก รอให้มันเย็นกว่านี้ก็ได้ดื่มตอนนี้เดี๋ยวมันจะลวกปากนาย” “…” ฉันวางแก้วใบบัวบกไว้ข้างๆ ก่อนที่มือบางของฉันจะวางลงที่หน้าผากของเขา พร้อมกับมืออีกข้างของฉันวางลงที่หน้าผากของตัวเองเพื่อเป็นการเช็คอุณหภูมิร่างกายของร่างสูงตรงหน้า “เหมือนนายจะมีไข้” “ยะ อย่า บะ บอก คะ ใคร” ฉันพยายามจับใจความสิ่งที่ร่างสูงพยายามจะบอกกับฉัน ก่อนจะสรุปได้ว่าเขาพูดอะไรกับฉัน ‘อย่าบอกใคร’ ยิ่งเขาย้ำฉันแบบนี้มันยิ่งทำให้ฉันอยากรู้เรื่องราวเข้าไปใหญ่เลย คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวของฉัน ‘เขาเป็นใคร?’ ‘ใครทำร้ายเขา?’ ‘แล้วทำไมต้องปิดเรื่องนี้ไว้ไม่ให้ใครรู้ด้วยล่ะ?’ “ฉันเข้าใจแล้ว นายอย่าพึ่งพูดมากเลย” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าออกไปด้วยความเป็นห่วง เพราะเขาดูทรมานมากเลยกว่าจะพูดออกมาได้แต่ละคำ “เจ็บมากไหม” ฉันเอ่ยถามพร้อมกับมองร่างสูงตรงหน้าออกไปด้วยความแปลกใจ ฉันกำลังทำแผลให้เขาใหม่ฉันมั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนมือเบาถึงจะพยายามทำให้เบาที่สุดก็เถอะนะ ร่างสูงตรงหน้าไม่ร้องออกมาเลยสักนิดทั้งๆที่แผลของเขาสาหัสมากขนาดนี้ มันน่าจะเจ็บมากๆสิ “…” ร่างสูงสายหัวเบาๆ “นายโกหก...” ฉันเอ่ยบอกกับเขาออกไปเสียงดุ “...” เขาเงียบพร้อมกับมองมาที่ฉันนิ่ง สายตาที่มองมายังฉันมันฟ้องฉันว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ภายในใจ ‘รู้แล้วถามทำไม’ “น้ำใบบัวบนเย็นแล้ว เดี๋ยวฉันป้อน” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าเสียงใส ก่อนจะหยิบแก้วน้ำใบบัวบกมาเป่าเบาๆ อีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่ามันเย็นพอที่จะดื่มแล้วไม่ลวกปากเขา “มันอาจจะขมหน่อยน่ะ” พอฉันพูดจบร่างสูงก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะมองมาที่ฉันนิ่งๆ “หวานเป็นลมขมเป็นยา อยากหายก็ต้องดื่ม” ฉันเอ่ยบอกกับเขาเสียงดุ “...” “ฉันผสมน้ำผึ้งให้ด้วยขมนิดเดียว ดื่มเร็ว...” ฉันยื่นแก้วน้ำไปจ่ออยู่ที่ริมฝีปากของเขา พร้อมกับจ้องมองไปยังร่างสูงตรงหน้านิ่งๆ อย่างเป็นการกดดันให้เขาดื่มน้ำในมือของฉัน “…อึก อึก อึก...” ร่างสูงกลืนน้ำลงไปในลำคอหนาตามที่ฉันบอก พร้อมกับคิ้วหนาที่ขมวดผูกกันจนจะเป็นโบได้อยู่แล้ว “เบาๆ ดื่มช้าๆ” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เช็ดเบาๆที่มุมปากของเขา “…” “ฉันรู้ว่านายเจ็บอดทนหน่อยนะ” “…” “เก่งมาก ฉันไม่เคยต้องดูแลใครแบบนี้มาก่อนเลยนะนายต้องหายให้ได้เข้าใจไหม” ฉันเอ่ยบอกกับเขาพร้อมกับส่งยิ้มกว้างไปให้เขา “…” ร่างสูงขยับยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย พร้อมกับจ้องมาที่ฉันนิ่งๆแบบที่เขาชอบทำ “นั่งพักไปก่อนนะอีกสักพักค่อยนอน” ... 2 อาทิตย์... กว่าสองอาทิตย์ที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่ฉันรู้เพียงแค่ชื่อของเขาอาการของนายดีนดีขึ้นมากจากวันแรกที่ฉันเจอเขา ตอนนี้อาจจะมีเจ็บแผลที่หน้าท้องอยู่บ้างแต่อาการโดยรวมก็ถือว่าดีขึ้นมากแล้ว เรื่องสะพานหน้าหมู่บ้านวันนี้เป็นวันแรกที่ฝนหยุดตกหลังจากที่ตกติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวัน พ่อดำแกจึงจัดเตรียมชาวบ้านในหมู่บ้านไปช่วยกันทำสะพานเพื่อใช้งานชั่วคราวเท่านั้น สะพานสำหรับยานพาหนะยังคงต้องรองบจากทางภาครัฐอีกที วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสกว่าทุกวันที่ผ่านมาฉันจึงคิดว่าตัวเองจะออกไปสำรวจฝายสักหน่อย ถึงตอนนี้จะยังไม่สามารถทำอะไรได้มากเนื่องจากน้ำป่ายังคงไหลเชี่ยวอยู่เลยขืนทำอะไรไปตอนนี้อีกไม่นานก็คงพังลงมาอีกอยู่ดี “ตื่นแล้วหรอ” ฉันหันไปถามร่างสูงที่ค่อยๆขยับตัวลุกนั่ง ร่างกายของเขาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอยากให้เขาได้ออกไปหาหมอในเมืองอยู่ดี อย่างน้อยก็ให้เขาได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกสักครั้ง แต่ก็ติดตรงที่สะพานยังซ่อมแซมไม่เสร็จ อีกเหตุผลก็คือเขาไม่ยอมให้ฉันบอกคนอื่นเลยว่าเขาอยู่ที่นี่กับฉัน เขาขอให้เรื่องระหว่างเราเป็นความลับไปก่อน ฉันไม่ใช่คนที่เชื่อคนง่ายหรอกนะ แต่ทำไมกลับผู้ชายคนนี้ฉันถึงไม่รู้สึกแบบนั้นมันเหมือนกับเขาทำให้เรดาร์ของฉันพังไปซะอย่างนั้น ถึงเราจะอยู่ด้วยกันมาสองอาทิตย์แล้วก็เถอะ ฉันกับเขาไม่ค่อยมีเวลาได้พูดคุยกันมากนักหรอ เพราะทุกๆวันฉันจะไปช่วยพี่กระถิ่นกับป้าแมวทอผ้า กลับมาเรือนนอนของตัวเองอีกทีก็ค่ำแล้ว ส่วนเรื่องอาหารการกินฉันจะเตรียมไว้ให้เขาได้กินอิ่มครบทุกสามมื้ออย่างแน่นอน “อืม” “นายน่าจะออกไปสูดอากาศด้านนอกดูบ้างนะ นายเอาแต่นอนอย่างเดียวมานานแล้วฉันกลัวนายจะเป็นผู้ป่วยติดเตียงไปซะก่อน” “หึ” “วันนี้อากาศดีมากเลยนะ” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าออกไปอย่างเป็นกันเอง หลายวันที่ผ่านมาฉันรู้สึกว่าเราสนิทกันมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นฉันเองก็ยังคงเว้นระยะห่างกับเขาอยู่บ้างเช่นกัน เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นผู้ชายนี่เนอะ “…” “ไม่ต้องห่วงชาวบ้านส่วนใหญ่ไปช่วยกันซ่อมสะพาน จะมีก็แต่ผู้สูงอายุที่อยู่เรือนพวกท่านไม่เดินมาทางนี้หรอก” “อืม” “วันนี้ฉันจะออกไปข้างนอกนะ” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสดใส ในขณะที่มือของฉันกำลังง่วนอยู่กับการจัดขันโตกซึ่งอาหารวันนี้ก็มีแกงฮังเล ลาบหมูคั่ว และก็หมูแดดเดียว เช้านี้อาหารอาจจะดูเยอะกว่าทุกวันไปสักหน่อยเนื่องจากป้าแมวแกต้องทำอาหารไปเลี้ยงพวกชาวบ้านที่ออกไปช่วยกันซ่อมแซมสะพานด้วยนั้นเอง “ก็ออกไปทุกวันอยู่แล้ว...” ร่างสูงตรงหน้าเอ่ยขึ้นเบาๆ “…” ฉันหันไปมองค้อนใส่เขานิ่งๆ ก่อนจะหันไปจัดขันโตกตรงหน้าต่อ “นายพอจะทานอาหารพวกนี้ได้อยู่ใช่ไหม” ฉันถามร่างสูงออกไปด้วยความกังวลเล็กน้อย “อันนี้คือ?” ร่างสูงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปทางลาบหมูคั่วพร้อมกับหันมาถามฉันด้วยความสงสัย “เค้าเรียกว่าลาบหมูคั่ว ส่วนอันนี้แกงฮังเลอร่อยมากเลยนะนายลองชิมดูสิ” ฉันอธิบายกับร่างสูงตรงหน้าพร้อมนำเสนออาหารตรงหน้ากับเขาสุดๆ ถึงสีหน้าที่เขามองมาที่ฉันเหมือนเขาไม่เชื่อฉันก็เถอะ “อร่อยจริงๆ” “…” เขามองที่ฉันเล็กน้อยก่อนจะตักแกงฮังเลตรงหน้าเข้าปาก “ทำไมนายทำหน้าแบบนั้นอ่ะ” ฉันเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้าออกไปอีกครั้งก่อนจะตักแกงฮังเลเข้าปากตัวเอง “อือ อร่อยจะตาย” ฉันหลับตาพริ้มพร้อมกับครางออกมาเบาๆ อาหารฝีมือป้าแมวอร่อยไม่เคยเปลี่ยนเลยพริกลาบหอมๆ คลุกเคล้าเข้ากับเนื้อหมูนุ่มๆ ถูกโรยด้วยกระเทียมเจียวหอมสร้างความนัวให้กับลาบหมูนี้ขึ้นไปอีก “ชอบรึไง” ร่างสูงเอ่ยถามฉันขึ้นเบาๆ “ใช่! ฉันชอบกินอันนี้ม๊ากมาก...” “งั้นก็กินเข้าไปเยอะๆ” ร่างสูงเอ่ยบอกกับฉันเสียงเรียบ พร้อมกับดันจานของลาบหมูคั่วมาไว้ใกล้ฉัน “ถ้างั้นนายกินหมูแดดเดียวละกัน” เราสองคนทานอาหารตรงหน้าจนเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงเก็บอาหารบางส่วนที่ยังทานไม่หมดเข้าตู้ ส่วนจานชามที่ใช้แล้วฉันนำมันไปล้างที่ลำห้วยข้างๆ ก่อนจะเดินกลับขึ้นมาบนเรือนอีกครั้ง “เธอจะไปไหน” ร่างสูงเอ่ยถามฉันเสียงเรียบ พร้อมกับเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ “ฉันจะไปดูความเสียหายของฝายน้ำล้นน่ะ” ฉันตอบเขากลับไปเสียงใส พร้อมกับจัดกระเป๋าเป้ของตัวเองไปด้วย “เธอบอกว่าไม่มีคนอยู่ แล้วนี่จะไปคนเดียวหรือไง” “ก็ใช่ไง ฉันไปที่นั่นบ่อยแค่นี่สบายมาก” “ฉันไปด้วย” ร่างสูงเอ่ยบอกกับฉัน พร้อมกับยืนกอดอกจ้องมายังฉันนิ่งๆ “โอ้โห!...นายไม่ดูสังขารตัวเองเลยเนอะ” “…” “นายรออยู่ที่นี่ดีกว่าดีน” ฉันเอ่ยกับร่างสูงตรงหน้าอย่างเหนื่อยใจ “ฉันอยากไปสูดอากาศด้านนอกบ้าง” “นายก็ออกมาสูดอากาศด้านนอกแล้วนี่ไง” “ฉันหมายถึงนอกเรือนหลังนี้” “แต่นายไปกับฉันไม่ได้” “ฉันไปได้” “ไม่ได้” “ได้” “…เฮ้อ...” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ ฉันกับเขาก็เถียงกันอยู่ทุกวันเราผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะการเถียงกับผู้ชายหน้ามึนอย่างเขามันก็ใช้พลังงานมากอยู่ดี บทเขาจะว่าง่ายก็คือง่ายจริงๆ ฉันบอกให้เขาทำอะไรเขาก็ทำ แต่พอบทจะดื้อขึ้นมาก็ดื้อตาใส ดื้อหน้ามึน เถียงฉันจนหัวชนฝาก็ยังไม่ยอมแพ้ฉันเลย “นายจะไปให้ได้ใช่ไหม” ฉันเอ่ยถามเขาออกไปอีกครั้ง “ใช่” “งั้นนายเดินตามฉันให้ทัน” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าก่อนจะเดินนำเขาไปยังฝายน้ำล้นซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวหมู่บ้านมากนั้นเดินขึ้นไปตามทางนี้ประมาณ 3 กิโลเมตรก็ถึงแล้ว “…” “นาย...” ฉันหันกลับไปมองร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ พร้อมกับไม้เท้าคู่ใจของเขา “นายไหวแน่นะ อยากพักก่อนไหม” ฉันเอ่ยถามเขาเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปหาเขา “ฉันไหว” “นายโกหกอีกแล้ว ไม่ไหวก็ไม่ไหวสิ” ฉันเอ็ดร่างสูงตรงหน้าออกไปเบาๆ ฉันไม่เข้าใจเขาจริงๆ นะ ถ้าเจ็บก็ควรบอกว่าเจ็บ ไม่ไหวก็คือไม่ไหวทำไมต้องฝืนทำเป็นเหมือนตัวเองไม่ได้เป็นอะไรทั้งๆ ที่เขาเหนื่อยจนหน้าแดงไปหมดแล้ว “…” “นายไม่จำเป็นต้องฝืนดีน มาเดี๋ยวฉันช่วยเรานั่งพักกันตรงนี้ก่อนแล้วกัน” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้า ก่อนจะช่วยพยุงเขานั่งลงบนขอนไม้ที่อยู่ไม่ไกล “…” “นายยิ้มอะไรของนาย” ฉันเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้าเสียงดุ ทันทีที่เห็นเขายิ้มจางๆที่มุมปาก “หึ” “อะไรของหมอนี่” “…” “เอ่อดีน ฉันถามอะไรนายหน่อยสิ” ฉันเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับนั่งลงข้างๆเขา “อยากรู้อะไร” “นายสัญญากับฉันก่อนว่าจะตอบความจริง” ฉันชูนิ้วก้อยไปตรงหน้าของเขา “ถ้าตอบได้” เขาเกี่ยวก้อยกับฉัน ก่อนจะตอบกลับมาเสียงเรียบ เขาจ้องมาที่ฉันนิ่งๆ มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแปลก “เอ้า?” “จะถามอะไร” “คำถามแรกนายเป็นใครและมาจากไหน” ฉันเอ่ยถามเขาออกไปเสียงใส พร้อมกับจ้องมองไปยังร่างสูงตรงหน้าอย่างรอคำตอบ “ฉันชื่อดีน มาจากกรุงเทพ” เขาเอ่ยบอกกับฉันเสียงเรียบ “นายกวนฉันปะ” ฉันมองเขาอย่างเอือมๆ “ก็เธอถามฉันว่าเป็นใครมาจากไหน” “เออๆช่างเถอะ...แล้วทำไมนายถึงถูกทำร้ายและใครทำร้ายนายหรอ” “คำถามนี้ฉันตอบไม่ได้” “ทำตัวลึกลับแบบนี้นายคงไม่ใช้เจ้าชายที่ถูกลอบทำร้ายมาหรอกนะ” ฉันบอกกับร่างสูงข้างๆไปอย่างกวนๆ “เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง” ร่างสูงเอ่ยบอกกับฉันเสียงเรียบ “นายเริ่มหายดีแล้วฉันจะไว้ใจนายได้ใช่ไหม” ฉันเอ่ยถามร่างสูงข้างๆไปอย่างกล้าๆกลัวๆ ยังไงฉันก็เป็นผู้หญิงส่วนเขาเองก็เป็นผู้ชายอยู่กันสองต่อสองมันก็ดูยังไงๆอยู่นะ ฉันจ้องมองไปยังใบหน้าคมตรงหน้า ในตอนนี้รอยช้ำจางๆ บนใบหน้าของเขายังไม่สามารถปกปิดความหล่อเหลาประหนึ่งลูกรักเทพเจ้าให้มิดได้เลย จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหนาได้รูป ตาเฉี่ยวชั้นเดียวทุกครั้งที่เขามองมายังฉันมันทำให้ฉันรู้สึกว่าภายใต้ดวงตานั้นซ่อนเรื่องราวมากมายไว้ในนั้น ฉันคิดว่าบางทีเขาอาจจะเป็นลูกครึ่งก็ได้ “ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอกน่า เธอนั่นแหละจ้องฉันขนาดนี้คิดอะไรกับฉัน?” เขาเอ่ยบอกกับฉันเสียงเรียบ พร้อมกับจ้องมาที่ฉันนิ่งๆ “ปากนายดีขนาดนี้หายเหนื่อยแล้วมั้ง เดินตามฉันมาให้ทันแล้วกัน” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงข้างๆเสียงแข็ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปจากตรงนี้ทันที “เดี๋ยว! เธอจะไม่ช่วยฉันก่อนหรอ?” “เดินมาเองค่ะ” “หึ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD