Chapter 3
"ขอบคุณนะครับพี่อคิน" ผมยกมือไหว้พี่อคินที่เดินเข้ามาส่งถึงในบ้าน พี่เขามองหน้าผมอยู่นานราวกับต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ทำเพียงหันหลังเดินไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ทั้งเรื่องการเรียนในมหาวิทยาลัยและการช่วยคุณพ่อบริหารงานที่บ้าน ช่วงนี้พี่อคินจึงย้ายตัวเองไปอยู่คอนโดเสียส่วนใหญ่ มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่านาราในร่างเก่าแทบไม่ได้เจอพี่อคินเลย
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากพาตัวเองเข้ามาในห้องนอนเรียบร้อยแล้ว ลากร่างไร้เรี่ยวแรงปล่อยทิ้งไว้บนเตียงก่อนจะฟุบหน้าซุกหมอนใบโตแล้วถอนหายใจออกมาอีกหลายเฮือก ภายในสมองตอนนี้ขาวโพลนและตื้อตันไปหมด ผมย้ำคำว่าไม่จริงกับตัวเองอยู่หลายครั้ง ทว่าสุดท้ายสิ่งที่เพิ่งเจอมาก็ตอกย้ำผมซ้ำ ๆ ว่า มันเป็นความจริง
ผู้ชายที่ผมบังเอิญเจอวันนี้คือคนเดียวกับ 'คิรา' ผู้ชายที่เป็น 'คู่หมั้น' ของผมในชาติที่แล้ว
และถ้าหากผู้ชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ คนที่เกี่ยวข้องกับผมในชีวิตที่แล้วก็ต้องยังมีชีวิตอยู่
นี่สวรรค์กำลังเล่นตลกอะไรกับผม
แต่ว่าผมเองก็มีส่วนผิดที่น่าจะเอะใจตั้งแต่แรก ว่าชีวิตในปัจจุบันของผมตอนนี้ไม่ได้ต่างจากชีวิตที่แล้ว เป็นผมเองที่คิดตื้นเกินไปว่ามันอาจจะเป็นโลกใบใหม่ ที่คล้ายคลึงกับโลกใบเก่าของผม แต่ทุกอย่างมันกลับไม่ใช่
"คุณหนู เกิดอะไรขึ้นคะ” ป้านมเปิดประตูเข้ามาในห้องนอน เห็นท่าทางอ่อนแรงของผมบนเตียงก็รีบวิ่งเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง ผมที่เห็นดังนั้นจึงรีบโผเข้ากอดร่างอวบอ้วนนั้นในทันทีอย่างต้องการที่พึ่งพิง อ้อมกอดของป้านมทั้งอบอุ่นและปลอบประโลม ราวกับผมเป็นลูกนกที่ถูกกกไว้ภายใต้ปีกที่แสนจะปลอดภัย
"คุณหนูของป้า ไม่สบายใจเรื่องอะไรหรือถูกใครรังแกมาหรือเปล่าคะ” น้ำเสียงและสัมผัสจากมือที่ลูบลงบนศีรษะของผม มันเต็มตื้นไปด้วยความรักและความห่วงใย ผมจึงตัดสินใจบอกเล่าบางอย่างออกไป เพื่อหวังว่าการระบายความในใจให้ใครสักคนได้รับฟัง จะทำให้จิตใจที่หนักหน่วงของผมคลายลงบ้าง
"ถ้าหากนาราไม่ใช่นาราที่ป้านมรู้จักเหมือนอย่างในตอนนี้ ป้านมจะยังรักนาราอยู่ไหมครับ"
"โธ่คุณหนูของป้านม ไม่ว่าคุณหนูจะเป็นใคร มาจากไหน ป้านมก็จะรักคุณหนูตลอดไปค่ะ"
"ขอบคุณครับ ผมสบายใจขึ้นแล้ว" ผมยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ผมกล้าตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง แม้ลึก ๆ จะยังหวาดกลัว แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีสถานที่ที่ผมสามารถกลับมาร้องขอความอบอุ่นได้
บ้านที่มีป้านมที่ผมรักและรักผม
+++
"คุณหนูน่ารักมากค่ะ" ป้านมมองสำรวจผมซึ่งถูกจับสวมชุดนักเรียนก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีเล็ก เสื้อผ้าที่ผมไปตัดกับพี่อคินวันนั้นเพิ่งจะส่งมาถึงที่บ้าน และมันก็เยอะเกินไปจนผมคิดว่าขนาดใส่มันตลอดทั้งเดือนก็ยังใส่ได้ไม่ครบ แถมชุดที่ได้รับมามันออกจะมีปัญหาสักหน่อย
"ป้านม ผมว่าเขาคงส่งมาผิด" ผมอายมาก ก็ชุดที่ผมใส่อยู่มันเป็นชุดของผู้หญิง เสื้อกับกระโปรงเลยนะ ทั้งที่มันควรจะเป็นกางเกง
"ไม่ค่ะ ป้าว่าเขาส่งมาถูกต้องแล้ว ถ้าเป็นชุดนักเรียนชายสิคะแปลก คุณหนูของนมหน้าตางดงามมากขนาดนี้" บทจะดื้อป้านมก็ดื้อจนผมไม่สามารถขัดใจได้ ผมต่อต้านอยู่หลายประโยค ทว่าสุดท้ายก็ต้องยอมใส่ชุดนักเรียนหญิง ถือกระเป๋าออกไปรอพี่อคินที่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นผลมาจากคำสั่งของคุณพ่อที่ให้พี่อคินมาเป็นผู้ปกครองของผมแทน
"ไปโปรยเสน่ห์อะไรให้พี่อคินอีกล่ะ ถึงได้ยอมขับรถไปรับไปส่งแกเรียน แล้วเรื่องที่แกเข้าเรียนมัธยมเอ็มนั่นอีก อย่าคิดว่าจะรอดจากฉันกับคุณแม่ไปได้" ผมคงไม่สามารถเริ่มวันใหม่ได้ ถ้าไม่ได้ถูกเสียงแหลมสูงของพี่อันดากร่นด่าในแต่ละวัน
ผมมองร่างเล็กในชุดนักศึกษารัดรูป กระโปรงทรงเอที่สั้นเพียงคืบยืนกอดอกพิงหลังกับกรอบประตู พี่อันดาเบ้ปากขณะไล่สายตาสำรวจผมอย่างรังเกียจ
"คนอย่างผมไม่จำเป็นต้องโปรยเสน่ห์หรอกครับ ไม่ต้องพยายาม ก็มีคนอยากเข้าหา" ผมยืนเผชิญหน้ากับเธออย่างไม่ยอมแพ้ ถ้าเป็นนาราคนเก่าคงจะยอมก้มหัวให้เธอต่อว่าอย่างสาแก่ใจ แต่ผมไม่ใช่ ผมก็คือผม นาราคนเก่าได้ตายจากไปแล้ว
"ไอ้นารา”
ซ่า!
"อะ... พี่อคิน” ผมที่เห็นพี่อันดาคว้าถังน้ำที่ซ่อนเอาไว้ด้านหลังก็รีบหลับตาปี๋เตรียมรับ ทว่าคนที่ถูกสาดกลับไม่ใช่ตัวผม แต่เป็นร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งขยับเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเรา เป็นพี่อคินที่ไม่รู้เดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ชุดนักศึกษาของเขาเปียกชุ่มไปทั้งตัว เสื้อเชิ้ตตัวบนแนบลู่ไปกับผิวหนัง พร้อมกับหยดน้ำไหลลงมาจากปลายผมที่เปียกซ่ก
"พี่อคิน จะมาช่วยมันทำไมคะ!” พี่อันดาตะโกนลั่นด้วยความไม่พอใจ ที่พี่ชายคนโตของบ้านออกมาปกป้องผม
ปกป้องคนที่เธอทั้งเกลียดและรังเกียจสุดหัวใจ
"อย่ามาทำตัวแบบนี้อันดา" พี่อคินว่าเสียงเรียบ ไม่ได้แสดงอารมณ์โกรธ ทว่าคำพูดเพียงสั้น ๆ นี้กลับทำให้ทั้งผมและพี่อันดารู้สึกหวาดหวั่นและเกรงกลัว
"พี่เข้าข้างมันมากกว่าน้องสาวแท้ ๆ ของพี่เหรอคะ”
"นาราก็เป็นน้อง"
"แต่พี่ไม่เคยปกป้องอันดาเหมือนอย่างมัน อันดาเกลียดมัน” หลังจบประโยค เธอกระทืบเท้าตึงตังเดินจากบ้านไป ดวงตากลมสวยคู่นั้นแดงก่ำราวกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ดังนั้นสีหน้าของพี่อคินจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"ขอโทษนะครับ" ผมเอ่ยออกไปอย่างรู้สึกผิดเช่นกัน ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้พี่น้องทะเลาะกัน
"อันดาต้องได้รับบทเรียน เธอไม่ได้ทำอะไรผิด" คำพูดอันแสนอ่อนโยนของพี่อคินทำให้ผมยิ้ม หัวใจเบิกบานขึ้นเมื่อค้นพบว่าอย่างน้อยภายในบ้านที่ไม่ต่างจากนรกหลังนี้ ก็ยังมีใครอีกคนที่ยังรักและเอ็นดูนาราอยู่
+++
"เดี๋ยวตอนเย็นพี่มารับ" หลังจากนั่งรถโดยพี่อคินเป็นคนขับมาส่งที่โรงเรียน รถจอดเทียบที่ฟุตบาททางด้านหน้า เขาก็หันมาพูดกับผมและมองอย่างรอคอยให้ผมเปิดประตูลงรถไป
ผมเม้มปาก เหลือบมองหน้าของพี่ชายคนโตแล้วเกิดลังเลว่าจะทำสิ่งที่อยากทำดีไหม ผมไม่รู้ว่าพี่อคินจะรังเกียจหรือเปล่า
แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจที่จะทำมัน ผมหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ายื่นมือไปซับน้ำบนใบหน้าของพี่อคินให้อย่างแผ่วเบา ร่างกายสูงใหญ่ที่ยังเปียกชื้นตัวเกร็งไปชั่วขณะ ทั้งยังมองมาที่ผมนิ่งเฉยโดยไม่ทักท้วงอะไร ดังนั้นผมจึงคิดเอาเองว่าพี่เขาไม่ได้รังเกียจที่ผมทำแบบนี้
"แล้วเสื้อของพี่อคิน" ผมว่าเสียงอ่อย สภาพแบบนี้จะเข้าเรียนได้อย่างไร
"พี่มีสำรอง" พี่อคินเอื้อมมือไปหยิบถุงสีน้ำตาลซึ่งวางอยู่เบาะหลัง ผมชะโงกหน้ามองตามมือของเขาไปก็พบว่าชุดสำรองที่ว่านั้นมีครบเลยทั้งชุดนักศึกษา ทั้งชุดลำลอง
พี่อคินหยิบเสื้อนักศึกษาตัวใหม่ออกมาตัวหนึ่ง เขาปลดเสื้อตัวเดิมออกโดยไม่รอให้ผมลงไปจากรถ ดังนั้นผมเลยสะดุ้งโหยงก่อนจะรีบผินหน้าหันหนีทันที
กะ... เกือบไปแล้ว
"เสร็จแล้ว" พี่อคินยิ้มหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นผมหน้าแดงก่ำ และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นใบหน้าเรียบเฉยนั้นแสดงอารมณ์อื่นบ้าง คราวนี้ผมจึงทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะพูดอะไร เลยรีบคว้ากระเป๋ามาถือเอาไว้ก่อนจะกระโดดลงรถจากไปทันที
"คนขี้แกล้ง" เดินมาไกลก็แอบอมยิ้มกับเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ไม่หุบ
"ห้องสี่ศูนย์หนึ่ง" ผมสาวเท้าอยู่บนตึกเรียนขณะกวาดสายตามองหาห้องเรียนของตัวเอง โชคดีอย่างมากที่ชีวิตเดิมผมเคยเรียนที่นี่มาก่อน ดังนั้นจึงหาทางไปยังห้องที่ระบุในตารางเรียนได้ไม่ยาก
แต่สำหรับคนที่ไม่เคยมาที่นี่มาก่อนคงลำบากน่าดู เหมือนอย่างคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้
"โอ๊ย! ทำไมมันมีแต่ตึกกับตึก ไปสายแน่เลย ไอ้พี่ชายบ้า มาทิ้งน้องแบบนี้ได้อย่างไร กลับไปนะจะด่าให้ยับ”
"ขอโทษนะ มีอะไรให้เราช่วยไหม" ผมเดินเข้าไปทักคนที่ทำหน้ายุ่งคนนั้น เขารีบหันมาจ้องผมด้วยสีหน้าราวกับสวรรค์โปรด ก่อนจะอึกอักถามออกมาอย่างเอียงอาย
"ผะ... ผมกำลังหาห้องเรียน คุณพอจะทราบไหมครับว่าห้องสี่ศูนย์หนึ่งไปทางไหน"
"เราก็กำลังไปห้องสี่ศูนย์หนึ่งเหมือนกัน ไปด้วยกันสิ"
"อะ... อื้อ" ผมยิ้ม มองคนที่ทำตัวไม่ถูกเดินตามหลังมาอย่างนึกเอ็นดู
ระหว่างเดินทางไปยังห้องเรียนผมก็ได้ชวนเพื่อนร่วมทางคุยจนได้รู้ว่าเขาชื่อ 'เพตา'
เพตาเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาน่ารัก รวงผมสั้นสีดำสนิทตัดกับดวงตาสีฟ้าครามน้ำทะเลพอดิบพอดี
"เราเป็นลูกเมียน้อย คุณยังอยากจะเป็นเพื่อนกับเราหรือเปล่า" ผมถามเมื่อพวกเราเดินเข้ามาในห้องเรียนแล้ว การที่ผมบอกความจริงด้านสถานะของตัวเองออกไปทันทียามพบเจอหน้ากันครั้งแรก นั่นเพราะผมต้องการเพื่อนที่สามารถยอมรับตัวตนของผมได้ หากรับกันไม่ได้จะได้ต่างคนต่างอยู่ไปตั้งแต่แรก
และเพื่อตัดปัญหาเหมือนอย่างที่นาราเคยเผชิญก่อนหน้านี้
เพตาไม่ทำให้ผมผิดหวัง เขาหยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังส่งเสียงอย่างมั่นใจเสียเต็มประดาว่า
” อื้อ เราไม่ถือ”
"ยินดีที่ได้รู้จักนะ เพื่อนคนแรกของเรา" ผมยื่นมือออกไปตรงหน้า เพตาเองก็เอื้อมมือมาจับมือผมอย่างเก้กัง เขายังดูเขินอายอยู่เหมือนเดิม แม้พวกเราจะอยู่ด้วยกันมาสักพักแล้ว
"ผมเพิ่งเคยจับมือผู้หญิงครั้งแรก"
"อืม... แต่เราไม่ใช่ผู้หญิงหรอกนะ" เพตาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำพูดที่ยากจะเชื่อ ท่าทางเหมือนกระต่ายตื่นตูมจนน่ารักน่ารังแก ผมได้แต่ยิ้มพลางหัวเราะกับท่าทางเลิ่กลั่ก แล้วยังพยายามสำรวจร่างกายของผมว่าผมล้อเล่นอะไรเขาอยู่
"พอดีเราถูกบังคับให้ใส่ชุดนี้" ผมอธิบาย แต่พอนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ผมต้องมาสวมชุดผู้หญิงแบบนี้ ผมก็เริ่มทำหน้ายู่ เพตาก็หน้าตาน่ารักจะตาย เขายังได้ใส่ชุดนักเรียนชายเลย
พวกเราพูดคุยกันได้สักพัก ออดเข้าเรียนก็ดังขึ้น ผมเลือกที่นั่งลงข้างกับเพตา พวกเราพูดคุยและไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ผมกับเพตาสนิทกันอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเรียนวันแรกมีเพียงแค่คุณครูประจำวิชาเข้ามาแจกแจงเนื้อหาที่จะสอนในแต่ละเทอม ดังนั้นแทบจะทั้งวันผมจึงเอาแต่นั่งคุยนั่งเล่นกับเพตาตลอด
"ตัวกลับอย่างไร" หลังจากเลิกเรียนและพวกเราเดินหิ้วกระเป๋าออกมายังหน้าโรงเรียน เพตาก็หันมาถามผมด้วยรอยยิ้มหวานหยด พอดีกันกับที่พี่อคินส่งข้อความมาบอกผมว่าเดินทางใกล้จะถึงแล้ว
"เดี๋ยวพี่ชายมารับ"
"เราเองก็มีพี่ชายเหมือนกัน แต่ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ หรอกนะ เราเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงปี”
“พูดถึงก็มาพอดี เดี๋ยวเราไปก่อนนะ" เพตากระตือรือร้นที่จะชี้ไปยังรถยนต์สุดหรูสีขาวซึ่งจอดอยู่อีกฝั่งถนน ผมพยักหน้าโบกมือลาเพื่อนตัวเล็ก
"พรุ่งนี้เจอกัน"
และหลังจากแยกกับเพตาได้ไม่นาน รถของพี่อคินก็เคลื่อนเข้ามาเทียบข้างทางตรงหน้าผมทันที ผมยิ้มแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างคนขับ ก่อนรถจะออกตัวเพื่อกลับไปยังสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน
+++
"เป็นไงตัวแสบเรียนวันแรก" ส่วนชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของรถยนต์สีขาวคันหรูที่ขับมารับน้องชายไม่แท้ที่โรงเรียน ก็ยิ้มทักทายคนที่เปิดประตูเดินขึ้นมานั่งบนรถ
เพตาเป็นลูกชายของคุณอา หลังจากคุณอาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตลงพร้อมกับภรรยา คุณพ่อของเขาก็รับเด็กคนนี้เข้ามาดูแล ครั้งแรกที่เจอกันคือเมื่อเก้าเดือนก่อน เพราะคุณอาของเขาทำงานไม่เป็นหลักแหล่ง ต้องย้ายสถานที่ทำงานอยู่ตลอด การพบเจอกันกับเพตาจึงถือได้ว่าเป็นครั้งแรก การพบเจอที่ทำให้เขาเพิ่งรู้ว่าตนมีญาติผู้น้องคนนี้อยู่
แต่ด้วยนิสัยพื้นเพของเพตาเป็นเด็กที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย มกรากับเพตาจึงดูสนิทกันอย่างรวดเร็ว คล้ายกับว่ารู้จักกันมาครึ่งค่อนชีวิตเลยก็ว่าได้
"ไม่ต้องเลย มาทิ้งขว้างน้องได้อย่างไร ผมเกือบหลงไปเรียนไม่ถูก พี่นะแย่ที่สุด!” เพตาตวัดสายตามองพี่ชายอย่างเอาเรื่อง ทว่าคนเป็นพี่กลับฉีกยิ้มกว้าง เริงร่าที่สามารถแหย่น้องตัวเองให้โมโหได้ อันที่จริงมกราไม่ได้อยากทิ้งให้น้องอยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก ทว่าคิรากลับเรียกตัวให้ไปทำงานสำคัญโดยด่วน ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุสุดวิสัย
ก็ไม่รู้ว่าคิราติดอกติดใจกระต่ายน้อยอะไรมากมาย ถึงขนาดเข้าไปคุยกับพ่อของเขา ขอร้องให้ออกคำสั่งกับกองบัญชาการตำรวจให้ช่วยสืบค้นเรื่องราวของคน ๆ หนึ่งอย่างเป็นความลับ
"แต่ก็ไปถึงนี่ หืม" มกราเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของคนเป็นน้องชายก็วางมือลงบนศีรษะของเจ้าตัว และจับขยุ้มเส้นผมไปมา
"ถ้าไม่ได้นารา ผมก็คงเป็นไอ้โง่ที่เดินหาห้องเรียนไม่เจอ” เพตากอดอกแน่นเมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า ช่วงที่ต้องเดินหาห้องเรียนของตัวเอง หากไม่ได้นาราเขาคงหัวหมุนและไม่รู้จะแก้ปัญหาตรงหน้าอย่างไรดี
ทว่าชื่อของคนที่ได้ยินจากปากของคนเป็นน้องทำเอามกราชะงักกึก ใจเต้นแรงดั่งรัวกลอง เพราะเขารู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดี แต่ชื่อของคนในประเทศนี้ซ้ำกันมันก็มีเยอะถมเถไป จึงได้แต่ปล่อยผ่านและรีบขับรถกลับบ้านของตัวเอง
อย่างไรคนคนนั้นก็ได้ตายไปแล้ว คงไม่ใช่หรอก...
+ + + + + + + + + + + + +