Chapter 2
วันนี้ผมนอนตื่นสายเพราะเมื่อคืนเอาแต่คิดทบทวนเรื่องของนารา และกำลังจะลุกออกไปหาอะไรกิน แต่เมื่อเข้ามาในครัวก็พบกับคุณเทพพงษ์ซึ่งดูท่าแล้วน่าจะมายืนดักรออยู่ก่อนแล้ว ผมมองเขาแล้วก้มศีรษะลง ทำท่าจะเดินผ่านไปอย่างเงียบ ๆ ทว่าคุณท่านกลับเอ่ยรั้งผมเอาไว้
“เดี๋ยว”
"มีอะไรหรือเปล่าครับ" ผมเอ่ยถาม ทว่าเขาไม่ตอบ คุณท่านเพียงยื่นซองเอกสารมาให้ผม ผมรับมันมาก่อนจะเปิดดูเอกสารด้านในด้วยความแปลกใจ มันมีอยู่หลายแผ่น ทว่าเพียงมองผ่านตากับตัวอักษรด้านบน ก็รับรู้ได้แล้วว่าเอกสารพวกนี้คืออะไร
'เอกสารการเข้าเรียนต่อโรงเรียนมัธยมเอ็ม'
ผมยิ้มเยาะในใจโดยที่ยังตีสีหน้าเรียบเฉย โรงเรียนมัธยมเอ็มเป็นโรงเรียนเฉพาะที่ไม่ใช่ใครก็เข้าเรียนได้ มันมีไว้สำหรับลูกหลานของคนตระกูลใหญ่และคนมีเงินเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ ค่าเทอมแต่ละเทอมนั้นแพงแสนแพง แลกกับระบบความปลอดภัยอันดีเยี่ยมสมกับเป็นโรงเรียนชั้นนำ
ในด้านการศึกษา โรงเรียนมัธยมเอ็มนี้ก็นับว่ารั้งอยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศ มีเด็กหลายคนที่ใฝ่ฝันถึงการเข้าเรียนที่นี่ ทว่ากลับไม่มีโอกาส
แต่ผมกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในนั้น ช่างดำเนินการได้อย่างรวดเร็วสมกับเป็นคุณเทพพงษ์
"เรื่องการเรียนของแก ฉันจะให้อคินเป็นคนดูแล อย่าทำให้ฉันต้องขายขี้หน้าเป็นอันขาด"
“ครับ” ผมตอบรับโดยที่ยังรักษาสีหน้าเรียบสนิทของตนเองเองไว้ คุณท่านมองผมเพียงครู่เดียวก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งผมไว้กับซองเอกสารที่รวบกอดเอาไว้แนบอก ผมคลี่ยิ้มอย่างยินดี ก้าวเท้าเดินฉับ ๆ เข้าไปในครัวด้วยความตื่นเต้น คนแรกที่ผมคิดถึงก็ไม่พ้นป้านม ป้านมที่ยืนอยู่ตรงโต๊ะอาหารเล็ก รอคอยผมมาพบเจอในยามเช้าตรู่
พอผมยื่นซองเอกสารให้ดูและบอกว่าผมนั้นได้มีโอกาศเข้าเรียนที่โรงเรียน ป้านมก็คว้ากอดผมด้วยความยินดี
“ป้านมพอแล้วครับ”
“ป้าดีใจที่คุณหนูของป้าจะได้มีโอกาสดี ๆ อย่างที่ควรได้รับมาตลอดค่ะ”
ผมบอกป้านมที่ยิ้มอย่างดีอกดีใจยิ่งกว่าผมเสียอีก ก่อนเสียงโทรศัพท์ภายในบ้านจะดังขึ้น ป้านมจึงรีบออกไปรับสายตรงบริเวรห้องโถงใหญ่ ส่วนผมก็ยังคงนั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร รับประทานอาหารเช้าอย่างข้าวต้มที่ถูกจัดอยู่ในชามถ้วยเล็ก กินไปเพียงครู่เดียวป้านมก็เดินมาหยุดตรงหน้าของผมด้วยรอยยิ้ม ผมไม่ทันถามเหตุผล เธอก็จับแขนผมพาไปยังห้องนอนของผมอย่างไม่เข้าใจ และเฉลยให้ผมได้ทราบว่าวันนี้ผมจะต้องออกไปด้านนอกกับพี่อคิน พี่ชายคนโตของนาราเพื่อเตรียมตัวกับการเข้าเรียนในโรงเรียนอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้
แล้วผมก็ถูกป้านมจับให้นั่งลงบนเตียงนอน ก่อนหญิงร่างท้วมจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของผมกว้าง เลือกหยิบชุดที่ผมตัดเย็บซ่อมแซมด้วยตัวเองเมื่อวานขึ้นมาดูสามสี่ชุด ก่อนจะหยิบชุดที่ผมไม่ค่อยจะชอบมันเท่าไรในบรรดาเสื้อผ้าทั้งหมดขึ้นมาให้ผม
มันเป็นชุดสีชมพูหวานที่มองอย่างไรก็เป็นเสื้อผ้าของผู้หญิง แต่ด้วยดีไซน์เรียบหรูของมันทำให้พอแถไถไปได้ว่าเป็นเสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับยูนิเซ็กส์ ส่วนตัวเสื้อนั้นเปิดด้านหน้าโชว์หน้าท้องขาวพอประมาณกับกางเกงขาสั้นสีขาวเข้าชุดกัน
ป้านมบังคับให้ผมสวมเสื้อผ้าชุดนี้และบอกให้หมุนหน้าหมุนหลังให้ชมอยู่หลายรอบ ป้านมดูถูกใจมากกับเสื้อผ้าใหม่ ๆ ที่ผมทำขึ้นมา ทั้งยังชมไม่หยุดปากว่านารานั้นสวยมาก สวยไม่ต่างจากคุณแม่
ผมหัวเราะ ยิ้มรับคำชมนั้นอย่างยินดี เพราะร่างนี้เองก็สวยอย่างที่ถูกกล่าวชมไม่ได้พูดเกินกว่าความเป็นจริง
“ต่อจากนี้ไป คุณหนูของป้าจะได้ใส่ชุดนักเรียน ได้มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วนะคะ” ป้านมวางมือลงบนไหล่เล็กของผม เธอยิ้มเศร้ายามพูดถึงอดีตเจ้าของร่างนี้ เพราะเหมือนว่านาราจะไม่มีเพื่อนสนิทเลยสักคน สังคมในโรงเรียนรัฐบาลที่ผ่านมานั้นล้วนมีแต่สายตารังเกียจ ทุกคนในโรงเรียนรู้สถานะของเขา และชอบล้อเลียนว่านาราเป็นลูกเมียน้อย แม่ตายและไม่มีใครรัก ดังนั้นนาราจึงตั้งกำแพงสูงชันเพื่อปิดกั้นตนเองจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง
“คุณอคินคงเดินทางมาถึงแล้วค่ะคุณหนู” ป้านมที่ได้ยินเสียงรถทางด้านนอก รีบดันหลังผมให้เดินออกไป ตอนนี้ผมออกมายืนรอที่หน้าประตูบ้าน มองรถสปอร์ตคันงามที่เข้ามาจอดเทียบข้างฟุตบาท ชายร่างสูงก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าราวกับนายแบบบนหน้าปกนิตยสาร แว่นกันแดดสีดำเสริมเน้นใบหน้าได้รูปให้ดูโดดเด่นมากขึ้น และถึงแม้คนคนนี้จะสวมเพียงเสื้อยืดสีน้ำเงินแบรนด์ดังกับกางเกงยีนสีซีด แต่เขากลับดูหล่อเหลาทั้งยังเท่จนผมแทบละสายตาไม่ได้
และเพราะมัวแต่พิจารณาอีกฝ่าย ผมจึงไม่รู้ตัวว่าตัวเองก็ถูกอีกฝ่ายมองมาเหมือนกัน
“ป้าฝากดูแลคุณหนูด้วยนะคะ คุณอคิน” ป้านมยิ้มมองผมที่ดูเขินอายตั้งแต่รู้ตัวว่าถูกชายหนุ่มจ้องมอง พี่อคินพยักหน้าก่อนจะส่งสัญญาณให้ผมตามเข้าไปนั่งบนรถฝั่งข้างคนขับ ผมทำตามคำสั่งไร้เสียงนั้นแต่โดยดี และเมื่อเข้ามานั่งประจำที่พร้อมทั้งคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย ผมก็ปิดปากเงียบเพราะไม่รู้จะคุยอะไรกับคนที่ไม่มีบทบาทในความทรงจำของนารา
ความเงียบระหว่างพวกเรานานทีเดียว ก่อนจะเป็นร่างสูงที่ทำลายมันลง
“เปิดเพลงไหม” เขาถาม ผมก็พยักหน้ารับ เพลงสากลสมัยเก่าถูกเปิดคลอขับไล่ความอึดอัดภายในรถ ผมกลับมานั่งเงียบอีกครั้ง ทว่าหางตากลับสังเกตเห็นว่าพี่อคินมักมองไปยังถุงกระดาษที่วางอยู่เบาะหลังบ่อย ๆ สลับกับมองหน้าผม
“พอดีพี่ซื้อมาให้ แต่เหมือนคงไม่จำเป็นต้องใช้” พี่อคินเห็นผมมองอย่างสงสัย ก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบถุงใบนั้นในระหว่างรถติดไฟแดง เขายื่นสิ่งนั้นมาให้ผมถือ และผมก็ยิ้มรับมันด้วยความเต็มใจก่อนจะเปิดดูของข้างใน
มันเป็นเสื้อเชิ้ตสีครีมแขนสั้นกับกางเกงยีนสีขาว ผมไม่นึกแปลกใจที่พี่อคินพูดแบบนี้ เพราะนาราคนก่อนไม่ได้มีเสื้อผ้าที่พอจะใส่ออกไปข้างนอกได้เลย
“ขอบคุณนะครับ” ผมฉีกยิ้มและเอ่ยขอบคุณพี่อคิน ทั้งขอบคุณจากของที่ได้รับ และขอบคุณที่เขายังเป็นห่วงความรู้สึกของนารา
+++
“ว้าย ตายแล้วคุณอคิน เชิญมานั่งทางนี้เลยค่ะ” เมื่อเดินทางมาถึงห้างสรรพสินค้าและพี่อคินพาผมเดินเข้ามายังร้านร้านหนึ่ง ด้านหน้าร้านมีตัวอักษร ‘Moon’ ตัวใหญ่ติดอยู่ ผมกวาดสายตาสำรวจรอบ ๆ ร้านด้วยความสนใจใคร่รู้ และเมื่อผมหันกลับมาอีกทีพี่อคินก็ถูกพี่สาวทั้งสองคนพาไปนั่งยังห้องรับรองแขกวีไอพีเรียบร้อยแล้ว ผมรีบวิ่งตามเข้าไปก่อนที่จะถูกลืมทิ้งเอาไว้หน้าร้าน
“วันนี้คุณอคินต้องการชุดแบบไหนดีคะ” หญิงสาวผู้สวมชุดกระโปรงลูกไม้ฉีกยิ้มการค้าพลางถามเสียงหวาน หน้าตาของเธอน่ารักมาก ทว่าพี่อคินกลับไม่ใส่ใจจะมองหน้าเธอเลย เขานิ่งเงียบ ปรายตามองมาทางผมก่อนจะพูดประโยคสั้น ๆ ออกมาอย่างเย็นชา
“ตัดชุดนักเรียน”
“ได้ค่ะ ๆ” หญิงสาวคนนั้นรีบเบนความสนใจมายังผมทันที เธอก้มศีรษะขอโทษขอโพยที่ไม่ได้สังเกตเห็นผมซึ่งมาพร้อมกับพี่อคิน ก่อนจะเร่งรีบพาผมไปวัดเนื้อวัดตัวเตรียมตัดชุดนักเรียนให้ตามที่พี่อคินบอก
“หุ่นดีมากเลยนะคะ คุณน้อง”
“ผิวก็นุ่มนิ่ม ทำบุญด้วยอะไรคะเนี่ย สนใจมาอยู่กับพี่สาวไหมคะ พี่จะเลี้ยงดูอย่างดีเลย!” ผมถูกพี่สาวทั้งสองจับหมุนตัวไปมาราวกับเป็นตุ๊กตา ทั้งยังเอ่ยแซวนู่นนี่จนผมชักเริ่มมีสีหน้าลำบากใจ พี่อคินที่เห็นเช่นนั้นจึงลุกขึ้นมายืนด้านข้างผมก่อนจะแผ่รังสีกดดันบางอย่างออกมา พี่สาวทั้งสองเมื่อถูกข่มก็รีบร้อนวัดตัวผมให้เสร็จก่อนจะยอมรามือจากไปแต่โดยเร็ว แว่วเสียงนินทาเบา ๆ ว่า ‘พ่อน้องดุ’ เสียด้วย ผมเลยหลุดยิ้มแล้วหันหน้าไปมองพี่ชายตัวสูงข้าง ๆ
ก็เหมือนพ่อที่ดุจริง ๆ นั่นแหละ
“เสร็จแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ ๆ เสร็จแล้ว เดี๋ยวทางร้านจะจัดส่งไปที่บ้านตามเดิมนะคะ” ผมเห็นพวกเธอมองมาอย่างเสียดายเมื่อพี่อคินเคลียร์ค่าใช้จ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกโล่งใจสุด ๆ ที่หลุดพ้นจากมหกรรมกลายร่างเป็นตุ๊กตาเสียที ผมฉีกยิ้มขอบคุณพี่สาวทั้งสองก่อนเดินจากกัน แอบได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดดังตามหลังมาด้วย
หลังจากร้านแรกผ่านไปผมก็ถูกพี่อคินพาเข้าร้านนู้นร้านนี้เต็มไปหมด ทั้งโทรศัพท์ เครื่องเขียนและของใช้จำเป็นต่าง ๆ ซึ่งนับรวมของที่จำเป็นต้องใช้ในตอนนี้และในอนาคตด้วย
ผมจะไปขัดอะไรได้...
“อยากจะแวะที่ไหนอีกไหม” พี่อคินที่เห็นผมตามมาเงียบ ๆ ถามขึ้น
ผมยังขาดสิ่งที่จำเป็นมากอีกหนึ่งอย่างแต่ผมไม่กล้าพูดมันออกไป พี่อคินที่สังเกตเห็นความลำบากใจนั้นของผมก็ดึงบัตรเครดิตวงเงินไม่จำกัดใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋ายื่นให้ ก่อนจะบอกด้วยเสียงเรียบ ๆ ว่า
“เอาไปซื้อของ เดี๋ยวพี่รออยู่ตรงร้านนั้น” พี่อคินชี้ไปยังร้านกาแฟที่ติดกับร้านที่ผมเข้าไปตัดชุดนักเรียน ผมพยักหน้ารับและยกมือไหว้รับบัตรจากมือพี่อคิน ก่อนจะเดินแยกออกมาเพื่อซื้อของที่ต้องการ ระหว่างทางที่เดินก็ชักรู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่มองจ้องมาทางผม ผมจึงหันซ้ายหันขวาเพื่อควานหาต้นตอของความรู้สึกถูกจับจ้องนั้น และเมื่อผมมองตอบเจ้าของสายตาเหล่านั้น พวกเขาก็ล้วนหน้าขึ้นสีแล้วหันหนีไปทางอื่นทันที
ผมเดินหาของที่ต้องการอยู่นาน ด้วยความที่ว่าไม่เคยเดินห้างนี้มาก่อนทำให้ไม่อาจระบุตำแหน่งได้ ดังนั้นกว่าจะเจอของที่ตามหาก็ใช้เวลาอยู่สักพัก
ผมมองของสิ่งนั้นก่อนจะมองซ้ายมองขวาทีอย่างหวาดระแวง และเมื่อไม่เห็นใครอยู่แถวนี้ผมก็รีบพุ่งเข้าไปในร้านที่ต้องการโดยเร็ว
“สวัสดีค่ะ” พนักงานภายในร้านเข้ามาต้อนรับผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผมยิ้มเขินก่อนจะบอกกับพนักงานอย่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ว่าผมต้องการอะไร
พนักงานสาวยิ้มรับก่อนจะเดินนำผมไปยังล็อก ‘ชุดชั้นใน’ ที่ผมต้องการ ซึ่งชุดชั้นในที่แขวนอยู่บนราวนั้นก็มีหลายแบบจนผมตาลายไปหมด ผมกวาดสายตาพิจารณาไปบนชั้นอยู่สักพักก็กวาดเอาแบบเรียบมาสักสี่ห้าตัว จากนั้นก็รีบร้อนจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตแล้วเดินกลับไปหาพี่อคินทันที
ด้วยความรีบร้อนและเอาแต่ก้มมองทางด้วยความอับอายกับการเข้าไปซื้อชุดชั้นในผู้หญิง ผมจึงไม่ได้มองทางข้างหน้าให้ดีจนทำให้เกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับใครคนหนึ่งเข้า
“อะ...ขอโทษครับ” ผมก้มหน้าลง เอ่ยขอโทษคนที่คว้าเอวผมไว้ไม่ให้ล้มลงไปที่พื้น กลิ่นโคโลญอ่อน ๆ จากร่างกายที่สูงใหญ่กว่าผมทำให้ผมย่นจมูกด้วยความสงสัย มันเป็นกลิ่นหอมเย็น ๆ ของมิ้นท์ที่ผมคุ้นเคยและชื่นชอบ
“เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มนุ่มของเจ้าของอ้อมแขน ทำให้ผมจำต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง ภาพที่ปรากฏอยู่ในระยะประชิดคือชายหนุ่มผู้มีผมสีอัลมอนด์ ดวงตาสีฟ้าครามคมดุรับกับใบหน้ารูปไข่อย่างลงตัว เขาสวมเชิ้ตสีขาวสวมทับด้วยสูทสีดำ ผมหุบรอยยิ้มลงก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนสายตาไปมองบนอกข้างซ้ายซึ่งมีตัวอักษรสีทองเขียนไว้ว่า ‘คิรา ราชนิกูล’
ผมดิ้นจนหลุดออกจากอ้อมแขนของเขา ถอยเท้าออกห่างอย่างรีบร้อน พร้อมทั้งหันหน้าหลบสายตาที่มองจ้องมาจากคนตรงหน้าทันที ภายในอกข้างซ้ายอึดอัดและหัวใจก็เต้นกระหน่ำจนเจ็บไปหมด ผมกระวนกระวายทั้งยังสับสน ยิ่งสัมผัสได้ถึงสายตาคมที่มองจ้องมาก็ยิ่งเย็นยะเยือกไปทั้งสันหลัง ผมจึงรีบหอบถุงกระดาษในมือสาวเท้าฉับ ๆ ไปหาพี่อคินในทันที
และท่าทางรีบร้อนกระวนกระวายของผมคงเด่นชัดมาก พี่อคินซึ่งนั่งรออยู่ในร้านกาแฟจึงรีบลุกออกมา ก่อนจะพาผมกลับบ้านโดยไม่ถามอะไรสักคำ
+++
“ใคร โคตรสวย” มกรา ชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าของชื่อคิรา เดินเข้ามาหาทั้งยังชะเง้อมองคนที่เดินชนเพื่อนตัวเองไม่วางตา
คน ๆ นั้นตัวเล็กมาก รูปร่างก็อ้อนแอ้นจนคิราสามารถโอบเอาไว้ได้ภายในแขนเดียว ท่าทางตื่นกลัวไม่ต่างจากกระต่ายขนปุยที่ดูน่ารักน่าชัง จนน่าลักพาตัวเอากลับไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน
“เป็นอะไร” มกราถามขึ้นมา เมื่อเพื่อนไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรเลยจนน่าสงสัย
“ไม่น่าใช่” คิราพึมพำเสียงเบากับตัวเอง สัมผัสยามโอบกอดเมื่อครู่ยังไม่จางหาย เขาก้มมองฝ่ามือข้างที่ใช้สัมผัสคนตัวเล็กเมื่อสักครู่ ก่อนที่ใบหน้าจะมืดครึ้มลง เมื่อดวงตาคมตวัดมองไปยังร้านที่คนเมื่อกี้เพิ่งเดินออกมา
‘เธอต้องใส่มันด้วยเหรอ’
‘อื้อ ก็เราเป็นซีลนี่นา ร่างกายของเรามันไม่เหมือนผู้ชายเสียหน่อย’
“คิรา คู่หมั้นของลูกถูกยิงตาย”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -