บทนำ
เสียงเพลงดังสนั่นหวั่นไหวประหนึ่งดีเจตั้งใจจะปลุกวิญญาณความเป็นเมนแดนซ์ในตัวให้ลุกขึ้นมาเต้นพร้อมกันทั้งคลับ ไฟนีออนสีม่วงชมพูวิ่งพล่านผ่านใบหน้าสวยหวานของ ‘ต้นอ้อ’ ชายหนุ่มวัย 28 กำลังโยกเอวพลิ้วอยู่กลางฟลอร์ พร้อมจิบแชมเปญจากแก้วคริสตัลทรงสูงด้วยท่าทีเริ่ดเชิดไม่สนโลก
วันนี้คือคืนฉลองหลังส่งรายงานมหาโหดของปริญญาโทเสร็จ แม้จะยังไม่รู้ว่าอาจารย์จะให้ผ่านไหมแต่ ‘รวิวัฒน์ ไตรศิริกุล ’ คนนี้ก็ขอฉลองล่วงหน้าไปก่อน
เสื้อเชิ้ตผ้าไหมอิตาลีปักลาย กางเกงขาสั้นเต่อสั่งตัดจากซาวิลโรว์ กระเป๋าแบรนด์เนมที่มีรายชื่อยาวกว่ารหัส Wi-Fi แถมรองเท้าหนังจระเข้สีงาช้างจากปารีส ต้นอ้อคือตัวแทนภาพลักษณ์ของคำว่า ‘คุณหนูติดแกลม’
“เอ้าา เชียร์! ขอให้รายงานผ่าน ขอให้คนที่จีบไม่ผีใส่ ขอให้เงินในบัญชีไม่หมด!” ต้นอ้อตะโกนแข่งกับเพลง ก่อนจะหัวเราะคิกคักเสียงใสแล้วกระดกแชมเปญเข้าปากราวกับน้ำเปล่า
เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ดังคลอไปพร้อมกับกล้องโทรศัพท์ที่จับภาพเขาทุกองศา ใครๆ ก็อยากเป็นต้นอ้อ ใครๆ ก็อยากใช้ชีวิตสุดปังแบบนี้
จนกระทั่ง…
“เอ่อ...คุณลูกค้าคะ บัตรของคุณ...ตัดไม่ผ่านค่ะ”
เสียงพนักงานดังขึ้นข้างหู ขัดจังหวะพลังแห่งการเฉลิมฉลองจนสะดุด
“อุ๊ย บัตรนั้นลิมิตน้อยอะครับ ลองใบนี้แทนนะครับ เป็น Infinite Platinum Ultimate Deluxe Ultra Luxe ครับ”
ติ๊ด!!
“ตัดไม่ผ่านค่ะ”
“...งั้นลองใบนี้ ปกติใช้แค่ซื้อกระเป๋าเฉยๆ วงเงินเหลือเฟือ”
ติ๊ด!!
*** “ไม่ผ่านค่ะ”
“...หรืออันนี้ดีครับ บัตรสีทองรุ่นสะสมจากธนาคารที่ต้องฝากขั้นต่ำ 50 ล้านถึงจะได้มา”
ติ๊ด!!
“...ไม่ผ่านทุกใบเลยค่ะ”
ต้นอ้อยิ้มค้างกลางอากาศ เหงื่อซึมตรงไรผม มองซ้ายมองขวาหาใครสักคนให้ช่วย แต่เพื่อนกลับกำลังแอบอัดคลิปเขาซะงั้น ไม่มีสักคนที่จะเสนอตัวมาจ่ายให้
ยังไม่ทันตั้งตัว เสียงโทรศัพท์ก็ดังแทรกเข้ามา
“ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!” - (คุณแม่ที่รัก)
เมื่อเห็นว่าคนที่โทรมาเป็นใคร ต้นอ้อก็รีบกดรับสายทันที
และยังไม่ทันที่ต้นสายจะได้พูดอะไร ปลายสายอย่างต้นอ้อก็รัวใส่ไปเป็นชุดก่อนแล้ว
“ฮัลโหลคุณแม่ครับ บัตรอ้อรูดไม่ได้สักใบเกิดอะไรขึ้นครับ นี่คุณพ่อตัดวงเงินอ้อเหรอครับ ไม่ยุติธรรมเลย ทำแบบนี้ได้ไงอ้อขายหน้าเพื่อนๆ นะครับ”
“ต้นอ้อ! กลับไทยเดี๋ยวนี้ บ้านเรากำลังจะล้มละลายแล้วลูก!!!” เสียงคุณหญิงริสาแว้ดกลับมาจากปลายสายอย่างร้อนรน
เงียบ...
เพลงในคลับกลายเป็นเสียงแอ๊งแม๊งๆ ไม่เข้าหูทันที ต้นอ้อแทบไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองเพิ่งได้ยินอะไรไป ‘ล้มละลาย’ บ้านเขาเนี่ยอ่ะนะล้มละลาย ต้นอ้ออยากจะกรีดร้องออกมา เขาหันไปมองเพื่อนที่เริ่มทำหน้าเหมือนจะขำแต่ก็ไม่กล้า ต้นอ้อกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ นี่ขนาดคนพวกนี้แค่เห็นเขาไม่มีเงินจ่ายค่าเหล้ายังขำขนาดนี้ แล้วถ้ารู้ว่าบ้านเขาล้มละลายคงได้เอาไปเม้ากันทั่วมหาลัยแน่… ‘ไอ่เพื่อนพวกนี้คบไม่ได้สักคน!’
สนามบิน
เสียงประกาศจากสนามบินสุวรรณภูมิดังขึ้นทั่วบริเวณว่า ‘ขอต้อนรับท่านผู้โดยสารทุกท่านสู่ประเทศไทย...’ ฟังดูก็เหมือนประโยคต้อนรับกลับบ้านที่อบอุ่นอยู่หรอก แต่สำหรับต้นอ้อแล้ว มันฟังคล้ายคำเย้ยหยันมากกว่าคำต้อนรับซะอีก
“บอกให้กลับตั้งแต่สองวันที่แล้ว แต่เพิ่งจะมาถึงวันนี้เนี่ยนะ รู้แบบนี้แม่ไม่น่าโอนเงินให้เลย น่าจะให้ทำงานใช้หนี้คลับซะให้เข็ด!” คุณหญิงริสาบ่นลั่นกลางทางเดินสายพานรับกระเป๋า
ต้นอ้อที่ยังใส่แว่นกันแดดไซซ์บิ๊ก กับชุดลำลองของ Louis Vuitton เดินลากกระเป๋าใบใหญ่ราวกับมาประกวดมิสยูนิเวิร์ส มึนหัวไปหมดเพราะยังงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต
“คุณแม่ครับนี่มันเกิดอะไรขึ้น อ้องงไปหมดแล้ว บ้านเราล้มละลายได้ไง?”
“เพราะหนี้ไงลูก จู่ๆ ธุรกิจของคุณพ่อก็ปัญหาจนหนี้กองเป็นภูเขา แล้วเราน่ะก็เล่นรูดบัตรเดือนละล้านกว่า จะเอาที่ไหนมาหมุนทัน”
ต้นอ้อหน้าเหวอจนแป้ง Laura Mercier แห้งแตกบนใบหน้า เป็นสถานการณ์ที่คุณหนูอย่างเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเจอ
“แล้วจะให้อ้อทำยังไงล่ะครับคุณแม่ อ้อเรียนอยู่! อ้อต้องใช้เงิน ไหนต้องปั่นธีสิสส่ง ต้องทำรีพอร์ต เผลอๆ ต้องได้แก้งานที่เพิ่งส่งไปด้วยมั้ง ถ้าไม่มีเงินแล้วอ้อจะทำยังไงล่ะครับ! จะกลับไปเรียนต่อยังไง!”
“ใจเย็นๆ ก่อนได้ไหมลูก คุณพ่อกำลังหาทางแก้อยู่”
“แล้วคุณพ่อไปทำอีท่าไหน บ้านเราถึงได้ล้มละลายได้” ใบหน้าสวยว่าพลางโยนกระเป๋าเข้าไปในรถเบนซ์คันหรู กลิ่นน้ำหอม Chanel No.5 ลอยฟุ้งตามแรงเหวี่ยงของกระเป๋าราคาเหยียบครึ่งล้าน
คุณหญิงริสาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ ยามนี้ที่บ้านเธอไม่มีแม้แต่คนขับรถ เพราะไม่มีปัญญาจะจ่ายเงินเดือนให้ เงินก้อนสุดท้ายของบ้านก็โอนให้ต้นอ้อใช้หนี้คลับก่อนบินกลับไทยไปหมดแล้ว ที่เหลือๆ ติดอยู่ก็มีไม่ถึงหมื่น คุณหญิงริสามองหน้าลูกชายเพียงคนเดียวของบ้านอย่างอ่อนใจ ก่อนจะพูดออกมาเสียงนิ่ง
“ธุรกิจลงทุนในอสังหานั่นแหละลูก โควิดรอบที่แล้วฟาดไปทีนึงแล้ว พอรอบนี้ดอกเบี้ยขึ้น แต่ค่าแรงไม่ขึ้น คนก็ไม่ซื้อบ้าน แล้วดันไปเซ็นค้ำประกันให้น้าแก่อีก ไม่พังให้รู้ไปสิ”
ต้นอ้ออ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆ ก็เงียบไป เขาไม่แน่ใจว่าควรพูดมันออกไปตอนนี้ไหม
“คุณแม่...” เสียงแผ่วเบาเหมือนลางร้าย “อ้อเพิ่งรูด Hermes สีใหม่ไปเมื่อต้นเดือน สะ...สองใบ”
“โอ๊ย! อย่าให้แม่ได้ยินนะ!” คนเป็นแม่ตีพวงมาลัยพลางบ่นเสียงเครียด “เราน่ะ! ไม่รู้เลยเหรอว่าเงินที่รูดซื้อกระเป๋าไปมันซื้อรถได้เป็นคันเลย เมื่อไหร่จะเลิกใช้เงินสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้สักทีต้นอ้อ!”
ต้นอ้อทรุดตัวลงกับเบาะหลัง ราวกับกระเป๋าแบรนด์เนมทั้งหมดกำลังถล่มทับร่างตนเอง
“แล้วคุณแม่จะให้อ้อทำไงอะ ก็อ้อไม่รู้นี่ว่าบ้านเรามีสถานะทางการเงินแย่ขนาดนี้ และอ้อก็ชินกับชีวิตแบบนั้นไปแล้ว อ้อไม่เคยต้องลำบาก อ้อใช้ชีิวิตแบบไม่มีเงินไม่ได้หรอกนะครับ”
คุณหญิงริสาเบรกรถเสียงดังแล้วจอดข้างฟุตบาท ก่อนจะหันกลับมามองหน้าลูกชายอย่างเอาเรื่อง “ฟังแม่นะต้นอ้อ ตอนนี้ครอบครัวเราไม่มีเวลามาให้ลูกดราม่าอะไรทั้งนั้น เผลอๆ ลูกอาจจะต้องขายของที่มีทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจนกว่าจะถึงบ้านช่วยนั่งเงียบๆ แล้วค่อยรอฟังจากปากคุณพ่ออีกทีว่าจะเอายังไงต่อ”
บ้านไตรศิริกุล
บ้านเดี่ยวสามชั้นในย่านทองหล่อที่เคยสว่างไสวด้วยแสงไฟระยิบระยับและเสียงหัวเราะของผู้คนในบ้าน แต่ยามนี้กลับเงียบเชียบราวกับบ้านผีสิง พอรถเบนซ์แล่นมาจอดที่หน้าบ้าน พนักงานเปิดประตูที่เคยยืนเรียงแถวโค้งคำนับก็หายไป เหลือเพียงป้าสมศรีคนงานเก่าแก่ที่อยู่กับคุณหญิงริสามานาน
ต้นอ้อก้าวลงจากรถพร้อมกระเป๋า Dior ลากจูงที่ยังมีกลิ่นลอนดอนติดมาจางๆ แว่นกันแดดยังอยู่บนหน้าแม้พระอาทิตย์จะตกดินไปนานแล้ว
“อ้อกลับมาแล้วววว~” เสียงใสลากยาว พร้อมสาวเท้าเข้าไปในบ้านอย่างเคยชิน ร่างบางเตรียมจะพุ่งตรงไปหาป้าศรี แต่ดันเจอเข้ากับแววตาเข้มขรึมของบิดาเสียก่อน
“ดีนะที่ยังจำได้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน” ‘อดิศักดิ์’ พ่อของต้นอ้อกล่าวเสียงเรียบ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีเข้มที่ตอนนี้ดูหม่นหมองไปถนัดตา
“คุณพ่อ~ อ้อพิ่งลงจากเครื่อง ยังเจ็ตแล็กอยู่นะครับ อย่าเพิ่งหาเรื่องทะเลาะได้มั้ยครับ” ต้นอ้อทำเสียงเหนื่อยๆ พาดกระเป๋าลงกับพื้นแรงๆ อย่างไม่ได้แคร์ของข้างใน
“ตอนใช้เงินไม่เห็นจะเจ็ตแล็กเลยนี่” น้ำเสียงนิ่งเย็นแต่มีแรงสะเทือนเหมือนน้ำแข็งกระแทกกระจก
“ก็ตอนนั้นอ้อคิดว่าเรายังมีเงินนี่ครับ แล้วทำไมคุณพ่อกับคุณแม่ไม่รีบบอกอ้อให้เร็วกว่านี้ล่ะว่าบ้านเรา…” ต้นอ้อเริ่มเสียงแผ่ว สายตากวาดไปทั่วบ้านที่ดูแปลกตากว่าก่อนบินไปเรียนอย่างบอกไม่ถูก ม่านหรูหายไปบางส่วน ของตกแต่งบางชิ้นก็ไม่อยู่แล้ว
“เพราะแกคิดแบบนี้ไง วันๆเอาแต่ใช้เงินซื้อของไร้สาระ!” อดิศักดิ์ขยับลุกขึ้น เสียงกระแทกของเท้าทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที
“จะมาโทษอ้อคนเดียวได้ไง อ้อไม่ได้เป็นคนเดียวที่ใช้เงินนะครับ คุณแม่ก็รูดบัตรเก่งไม่แพ้กัน แล้วก็ไม่เห็นคุณพ่อจะว่าอะไรเลย”
“พอกันทั้งแม่ทั้งลูกนั่นแหละ! ขยันตามใจกันเข้าไป ใช้เงินซื้อของบ้าๆ บอๆ”
“อ้อโตแล้วนะครับคุณพ่อ ไม่ใช่เด็กสิบขวบ ทำไมอ้อจะไม่รู้ว่าอ้อใช้เงินซื้ออะไรไปบ้าง!” ต้นอ้อยืนเถียง สองแขนกอดอกอย่างไม่ยอมแพ้
“งั้นก็คงจะโตพอที่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้แล้วสิ”
“คะ..คุณพ่อ!!” ต้นอ้ออ้ำอึ้ง สวนกลับไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีเงินของที่บ้านเขาก็อยู่ไม่ได้
“ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมลูกชายคนเดียวของฉันถึงไม่มีความรู้เรื่องเงินทองเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งๆ ที่ที่บ้านทำธุรกิจแท้ๆ!” เสียงเข้มของผู้เป็นพ่อดังก้อง ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างข่มอารมณ์
ต้นอ้อยักไหล่ ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาเริ่มฉายแววต่อต้าน “อ้อก็แค่ใช้เท่าที่แม่ให้ ถ้ามันมีมาก อ้อก็ใช้มาก มันผิดตรงไหนครับ?”
“ผิดตรงที่ตอนนี้บ้านเรากำลังจะล้มละลาย และจะไม่มีให้แกใช้ฉันแล้วไง!” พ่อกระแทกเสียง ดวงตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “ก็ถ้าแกรู้จักเก็บเงินที่แม่แกให้ๆ ไว้บ้าง ก็คงไม่ต้องบินกลับมากลางคันแบบนี้หรอก”
ต้นอ้อกำมือแน่น สีหน้าเปลี่ยนเป็นขึงขังทันที “งั้นอ้อควรทำไงครับ? ขายกระเป๋า? ขายร้องเท้า? หรือจะให้อ้อต้องออกจากมหาลัยแล้วเป็นพนักงานบริษัทพ่อ?”
ก่อนที่ไฟจะลุกลามไปมากกว่านี้ คุณหญิงริสารีบเดินเข้ามาแทรกระหว่างทั้งสองคน
“พอเลย! หยุดก่อนทั้งคู่นั่นแหละ!” เธอพูดเสียงแข็งแต่เต็มไปด้วยความกังวล มือหนึ่งวางเบาๆ บนแขนสามี อีกมือแตะไหล่ต้นอ้อ
“คุณ ใจเย็นก่อนเถอะค่ะ พูดกันดีๆ ได้มั้ย”
อดิศักดิ์ถอนหายใจยาว พยายามสงบสติอารมณ์ แม้คิ้วยังขมวดอยู่แต่ก็ยอมถอยออกมาเล็กน้อย “ผมก็แค่...เหนื่อย ยิ่งเห็นลูกเป็นแบบนี้ ผมยิ่งเหนื่อยมากกว่าเดิม”
ต้นอ้อเบือนหน้าหนี ไม่อยากให้ใครเห็นว่าขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ทั้งที่เมื่อกี้ยังเถียงเสียงดังอยู่แท้ ๆ
ริสาหันมาหาลูกพูดเสียงนุ่มลง “อ้อ แม่รู้ว่าลูกไม่ทันตั้งตัว รู้ว่าทุกอย่างมันเร็วเกินไป แต่ตอนนี้ เราไม่มีทางเลือกมากนัก ขอแค่ลูกฟังพ่อเขาบ้าง แม่ขอแค่นั้นได้ไหม”
ต้นอ้อพยักหน้าเบาๆ แม้สีหน้าจะยังติดดื้ออยู่บ้าง “...ก็ได้ อ้อฟังอยู่ครับ”
อดิศักดิ์หันกลับมาอีกครั้ง น้ำเสียงเย็นลงนิดหน่อย แต่ยังคงเด็ดขาด “ถ้างั้นก็ฟังให้ดี เพราะต่อจากนี้ชีวิตของแกจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”
อดิศักดิ์ถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปหยิบแฟ้มเอกสารจากโต๊ะทำงาน เปิดออกแล้ววางลงบนโต๊ะตรงหน้าเสียงดัง ปึ้ง ราวกับตั้งใจให้มันดึงดูดความสนใจ
“ฉันมีข้อเสนอ...”
ต้นอ้อเลิกคิ้วทันที “ข้อเสนอ? ไม่เอานะถ้าให้อ้อไปขายของในไลฟ์สดหรือใช้แรงงาน อ้อไม่ทำนะครับ”
“ไม่ได้ให้ขายของ” อดิศักดิ์เอ่ยนิ่งๆ สายตากวาดมองลูกชายที่ยังยืนกอดอกอยู่ราวกับฟังไปประชดไป “ฉันคุยกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนไว้แล้ว คุณลุงพิสุทธิ์น่ะแกจำเขาได้ไหม เขาเสนอจะช่วยบ้านเรา แต่มีเงื่อนไข”
“เงื่อนไข?!” ต้นอ้อเริ่มขมวดคิ้ว ขยับตัวเล็กน้อยเหมือนเริ่มไม่สบายใจ
ริสายกแก้วน้ำมายื่นให้อดิศักดิ์อย่างเงียบๆ เหมือนรู้ว่าเดี๋ยวจะต้องพูดอะไรที่ทำให้บรรยากาศพังอีกครั้ง
“พอดีว่าลูกชายเขายังโสด” อดิศักดิ์พูดเรียบๆ ไม่มองหน้าลูก
ต้นอ้อถึงกับหลุดเสียงหัวเราะพรืด “แล้วยังไงครับ? มันเกี่ยวอะไรกับอ้อครับ? จะให้อ้อเป็นแม่สื่อให้เขาเหรอ เพื่อนอ้อมีแฟนหมดแล้วครับ”
“เปล่า” อดิศักดิ์เงยหน้าขึ้นมองลูกชาย “คุณลุงพิสุทธิ์เขาอยากได้แกไปเป็นลูกสะใภ้”
“นี่คุณพ่อกับคุณแม่จะขายอ้อกินเหรอครับ นี่ลูกนะเนี่ย ทำไมไม่ถามกันสักคำ”
“แล้วแกไม่ใช้เงินได้ไหมล่ะ ไอ่กระเป๋าแบรนด์เนมกับรถหรู ๆ น่ะขายทิ้งได้หรือเปล่า แล้วหลังจากนั้นก็ใช้เงินแค่วันละร้อยแกอยู่ได้มั้ย?”
“โถ่คุณพ่อออ… อ้อจะอยู่ได้ยังไงล่ะครับ”
“ถ้าไม่ได้ ก็ไม่มีทางเลือก!”
“คุณพ่ออออ!!!”
ความเงียบจู่โจมทั้งห้องในทันที ต้นอ้อกะพริบตาปริบๆ พูดอะไรไม่ออก
“ต้นอ้อ...” แม่พูดเสียงอ่อนเหมือนจะปลอบ “แม่รู้ว่ามันเร็ว แต่เขาเป็นคนดีนะ หน้าตาก็ดี ฐานะก็ดี และที่สำคัญลูกไม่ต้องแต่งจริงๆ ก็ได้ หากลูกยังไม่รักพี่เขา ลูกก็แค่ทำตามพิธีไปก่อนจนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่ แล้วค่อยหาหย่าก็ได้”
“คุณพ่อไม่ห่วงอ้อหน่อยเหรอครับ ทำไมถึงจะยกอ้อให้คนอื่นง่ายๆ ล่ะครับ!?” ต้นอ้อขึ้นเสียง
“อย่าใช้คำนั้น” อดิศักดิ์ว่าเสียงเข้ม “นี่คือโอกาสที่แกจะได้ช่วยที่บ้านถ้าแกยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง แต่ถ้าแกทำไม่ได้งั้นแกก็ขายกระเป๋าแบรนด์เนมทั้งหลายของแกซะ”
“จิตสำนึกอ้ออยู่ในกระเป๋าชาแนลที่พ่อเพิ่งบอกให้อ้อขายเนี่ยแหละครับ!” ต้นอ้อว่า แล้วหันไปหาแม่ “คุณแม่! คุณแม่จะปล่อยให้คุณพ่อยัดอ้อเข้ากรงทองแบบนี้เหรอครับ?”
“แม่ก็ไม่อยากทำแบบนี้นะลูก...” แม่เสียงเบาราวกับกำลังกลืนคำพูดตัวเอง “แต่ตอนนี้ เรามีทางเลือกไม่มากจริงๆ”
ต้นอ้อทรุดตัวลงกับโซฟา ดึงแว่นกันแดดลงมาปิดหน้า “อ้อต้องแต่งเหรอ ต้องแต่งจริง ๆ เหรอครับ กับคนที่ไม่รู้จักเนี่ยนะ”
อดิศักดิ์พยักหน้า “ถึงจะไม่ใช่นักธุรกิจ แต่เขาก็เป็นถึงผู้ว่า”
ต้นอ้อดีดตัวขึ้นทันที “หา?!”
“ใช่ลูก…ลูกชายของคุณลุงพิสุทธิ์น่ะ ชื่อพนา เป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเลยนะ อายุแค่สามสิบห้าเอง ทำงานราชการ มีต่ำแหน่งใหญ่โต นิสัยก็สุภาพเรียบร้อย แถมหน้าตาก็ดีอีก พี่เค้าเพอร์เฟคมากนะลูก” คุณหญิงริสาพยายามขายว่าที่ลูกเขยสุดฤทธิ์
ต้นอ้ออ้าปากค้างเหมือนจะเถียง แต่ไม่มีคำไหนออกมาได้ เพราะสิ่งที่แม่พูดมามันก็เพอร์เฟคจริงๆ
“ใช่” อดิศักดิ์ย้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าแกยอมแต่งบ้านเราก็จะรอด แถมไม่แน่ว่า… แกอาจได้กลับมาใช้ชีวิตหรูหราอย่างที่แกชอบด้วย เพราะเงินเดือนผู้ว่าก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้วอีกอย่างบ้านนั้นเขาก็รวยอยู่แล้วด้วย พ่อว่าแกเข้าใจนะ ว่าพ่อหมายถึงอะไร”
ต้นอ้อเงียบไปครู่ใหญ่ เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ ภาพของบรรดาคุณหญิงคุณนายในละครโทรทัศน์ค่อย ๆ ลอยเข้ามาในหัว ผู้หญิงผมตีกระบังลม แต่งตัวเนี้ยบ ไปไหนมีคนตาม ได้ใช้ของแบรนด์เนมอย่างไม่ต้องสนราคา
พอคิดได้แบบนั้น ริมฝีปากเล็กก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างพึงใจ มันก็ไม่แย่เท่าไหร่ถ้าได้แต่งงานกับคนรวย
“ตกลงครับ! เป็นภริยาผู้ว่าก็ไม่แย่เท่าไหร่…”