หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เป็นเวลาที่มากพอสำหรับการเดินทางเคลื่อนพลทหารจำนวนห้าร้อยคนผ่านหมู่บ้านผ่านป่าและภูเขามายังแถบชายแดนของแคว้นหลิ่งหลินอันเป็นแคว้นที่พื้นที่มิได้กว้างขวางยิ่งใหญ่เท่าแคว้นข้างเคียงทว่าหากพูดถึงความมั่นคงแข็งแกร่งแคว้นนี้ติดอยู่ในชื่ออันดับที่น่าเกรงขามแน่นอน
เพราะอันใดน่ะหรือ....
สามสิบปีมานี้กองทัพของแค้วนหลิ่งหลินแข็งแกร่งมิแพ้ใครเพราะได้แม่ทัพใหญ่ฝีมือเก่งกาจอย่างจิ้นอัน แล้วยิ่งมีข่าวลือว่าบุตรคนรองของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ก็เดินตามรอยเท้าพ่อมาติด ๆจึงยิ่งสั่นประสาทสร้างความหวาดกลัวให้ศัตรูเข้าไปใหญ่
ยามนี้แม้มิได้มีข้าศึกเดินทางมาโจมตี ทว่าทางราชวงศ์ลู่ผู้ปกครองแคว้นรู้สึกมิวางใจจึงให้แม่ทัพใหญ่จัดการส่งคนมาเฝ้าระวังชายแดนทางเหนืออันเป็นบริเวณที่ติดกับดินแดนไร้ผู้ปกครอง ดังนั้นจึงมีชนเผ่าอิสระจำนวนมากที่มักลอบเข้าแคว้นมาขโมยและก่ออาชญากรรมต่าง ๆนานาแก่เมืองที่ติดขอบชายแดนแถวนั้น
ภารกิจในครั้งนี้มิได้ยิ่งใหญ่ขนาดจนต้องถึงมือแม่ทัพใหญ่ผู้มากฝีมืออย่างจิ้นอัน และในความจริงก็มิต้องถึงมือของลูกชายผู้มากฝีมืออย่างจิ้นฝูด้วยเช่นกัน
ทว่าในวันงานเลี้ยงฉลองชัยชนะวันสุดท้ายบุรุษวัยยี่สิบหนาวที่มีข่าวลือว่าจะแต่งงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็ทูลขออาสาเป็นหัวหน้าคุมทหารห้าร้อยนายไปทำภารกิจในครั้งนี้ ฮ่องเต้ราชวงศ์ลู่มีหรือจะปฏิเสธให้เสียน้ำใจกัน จึงถ่ายทอดคำสั่งอนุมัติให้ชายหนุ่มนำกำลังปราบปรามชนเผ่าอิสระป่าเถื่อนในครั้งนี้นั่นเอง
เวลานี้ท่านแม่ทัพของกองทัพแคว้นก็ได้เดินทางมาถึงที่ชายแดนร่วมสามวันแล้ว ค่ายทหารถูกจัดแจงเสร็จเรียบร้อย ที่นี่ถือเป็นค่ายทหารชั่วคราวแสนครบครัน มีกระโจมพักผ่อนเรียงรายเป็นระเบียบ มีลานฝึกซ้อมทหาร มีที่กว้างร่มรื่นและลานโรงครัว เดินไปมิไกลมากนักมีลำธารขนาดใหญ่เอาไว้ชำระร่างกายอยู่
เรียกได้ว่าให้อยู่ที่นี่สักสิบปีก็มิมีปัญหา
นี่คือความคิดของท่านแม่ทัพใหญ่ของค่ายนั่นเอง
แม้บนใบหน้าของชายหนุ่มมิได้ปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจแสดงความยินดีอย่างชัดเจนทว่าหากเป็นนายทหารที่ติดตามจิ้นฝูมานานจะรู้ดีว่ายามที่ท่านแม่ทัพมิได้ยิ้มทว่ามิได้ขมวดคิ้วนั่นแหละแสดงว่าเจ้าตัวกำลังอารมณ์ดีอย่างยิ่ง
“ท่านแม่ทัพวันนี้อารมณ์ดีนะขอรับ มีข่าวดีเรื่องใดหรือ”
หลวนเล่อ รองแม่ทัพหนุ่มวัยเดียวกันและนับเป็นสหายร่วมเรียนสำนักเดียวกันเดินเข้ามายืนมองใบหน้าสหายและหัวหน้าในคราวเดียวกันผู้นี้ ซึ่งยามนี้เป็นยามเหม่า[1] เป็นช่วงเวลาของการฝึกซ้อมของทหาร
จิ้นฝูเป็นแม่ทัพไฟแรงจึงออกมาเฝ้าดูการฝึกซ้อมด้วยตนเองทุกวันหากมิมีงานด่วนใด รองแม่ทัพอย่างหลวนเล่อผู้มีหน้าที่คุมการฝึกซ้อมบ่อยครั้งจึงพลอยไม่มีงานทำเพราะโดนแม่ทัพจิ้นฝูผู้เคร่งครัดยิ่งกว่าตน ดวงตาเฉียบแหลมยิ่งแย่งงานไปหมดน่ะสิ
บางทีเขามองมิเห็นนายทหารทำผิดกระบวนท่าแต่จิ้นฝูผู้มีดวงตาเฉียบแหลมมิต่างจากเหยี่ยวกลับสังเกตเห็นได้ ดังนั้นนายทหารส่วนใหญ่จึงมิชื่นชอบวันที่ท่านแม่ทัพเข้ามาในสนามเพื่อคุมการฝึกด้วยตนเองเสียเท่าไหร่
เช่นเดียวกับนายทหารร่างบางตัวเล็กกว่าทหารโดยรอบกว่าครึ่งที่ใจรุ่ม ๆดอน ๆยามเห็นว่ามีร่างสูงใหญ่ของท่านแม่ทัพกำลังเดินผ่านนายทหารจำนวนมากทะลุมาท้ายแถว อันเป็นศูนย์รวมของทหารไม่สมบูรณ์แบบจำพวกตนเอง
ทหารไม่สมบูรณ์แบบ ในอีกความหมายหนึ่งคือทหารตัวแถมที่ทางฝ่ายทหารเปิดรับสมัครเข้ามาในกองทัพเพิ่มเติมหลังจากพบว่าจำนวนทหารที่อาสาทำภารกิจในครั้งนี้มิครบจำนวนคน
ดังนั้นจึงเป็นพวกบุรุษชาวบ้านทั่วไปที่ขาดแคลนเงิน แม้รู้ว่าตนเองไม่เก่งวิชาทหารทว่าจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งฝ่ายทหารได้เปิดรับสมัครชาวกลุ่มนี้โดยแลกกับเงินจำนวนมหาศาล
และหนึ่งในทหารไม่สมบูรณ์แบบเหล่านั้น....
บุรุษที่ร่างผอมบางที่สุด
ตัวเตี้ยที่สุดในหมู่ทหารไม่สมบูรณ์แบบ
และสุดท้ายหน้าหวานที่สุด
มิใช่ใครที่ไหน
เฟยเซียนผู้ปลอมตัวแฝงเข้ามาในกองทัพนั่นเอง!
หลังจากวันนั้นที่โดนเหล่าสหายเตือนสติว่านางมิควรยอมแพ้ตั้งแต่ยังมิได้เริ่มเช่นนั้น เช้าวันถัดเฟยเซียนจึงเริ่มต้นเค้นสมองหาทางตามเกี้ยวสามีปากร้ายของตนเองทันที
เรื่องวิธีเกี้ยวพาราณาสีบุรุษนั้นสตรียุคปัจจุบันเช่นนางผู้มีอากู๋ให้ค้นหา มีละครมีซีรีย์ให้ดูนั้นมิเคยเกรงกลัว
ทว่าปัญหาสำคัญของนางคือสามีกำลังเก็บเสื้อผ้าหนีนางไปกองทัพนี่สิประเด็นใหญ่ ดังนั้นด้วยสมองอันน้อยของเฟยเซียนที่มีสหายอย่าง จื่อลู่ บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลจื่อ บิดารับข้าราชการเป็นขุนนางตรวจสอบเอกสารของนายทหาร ดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่จะมอบหมายหน้าที่ในการปลอมแปลงเอกสาร ประวัติปลอมของหนึ่งในทหารอาสาตัวน้อย ๆเข้าไปในกองทัพที่มิได้มีความสำคัญเท่าไหร่นักในครั้งนี้
เฟยเซียนที่ถนัดปลอมตัวเป็นชายหนุ่มอยู่แล้วจึงแฝงตัวแนบเนียนเข้ามาอยู่กองทัพโดยที่มิมีใครจับได้ว่านางเป็นสตรีปลอมตัวมา
จนกระทั่งเวลานี้ที่สายเฉียบคมของแม่ทัพจิ้นฝูกำลังจ้องเขม็งมองมายังบริเวณนางนั่นแหละ ก้อนเนื้อที่กำลังเต้นรัวเพราะความตื่นเต้นกลัวว่าจะโดนจับได้นั้นแทบกระโดดหลุดออกมาจากอก
ตายแน่ ๆ หลายวันมานี้นางมิเคยอยู่ในสายตาของบุรุษผู้นี้เลยสักหนหนึ่ง ยามนี้นางก็ว่าตนเองทำตัวปกติแล้วไยจึงโดนเพ่งเล็งเช่นนี้เล่า
มิอยากโดนจับได้เลย นางเกรงว่าจะโดนจับตัวส่งกลับบ้านไปเสียก่อน
“เจ้ามีนามว่าอันใด”
“....”
เฟยเซียนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นจึงไม่รู้ว่าเสียงทุ้มแข็งกร้าวนั้นสอบถามผู้ใด
แม้ว่านางจะรู้สึกว่าถามตัวนางเองนั่นแหละ
เพราะอันใดน่ะหรือ...
ก็เพราะเสียงนั้นดังรดศีรษะนางอยู่ในเวลานี้น่ะสิ
แง.....ท่านพ่อช่วยเหลือข้าด้วย
“ผู้บังคับบัญชาถามไยจึงมิตอบ เจ้า! นั่นแหละที่กำลังยืนก้มหน้าอยู่”
หนึ่งในทหารมียศตะโกนเข้า
ในเมื่อหลบเลี่ยงไม่ได้เฟยเซียนจึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้น
ตรงหน้านางมีบุรุษรูปงามร่างกายแข็งแกร่งสมเป็นแม่ทัพมาตั้งแต่เด็กยืนทำหน้าถมึงทึงจ้องเขม็งมาที่นางอยู่
“ขะ ข้ามีนามว่าจิวฮุ่ยขอรับท่านแม่ทัพ ต้องขออภัยข้าน้อยมิคิดว่าทหารต่ำต้อยเช่นข้าน้อย ท่านแม่ทัพจะลงมาสนทนาด้วยขอรับ จึงมิได้ตอบ”
“ช่างเถอะ” แม้ปากบอกว่าช่างเถอะทว่าเฟยเซียนรู้สึกว่าการมองมาอีกฝ่ายมิได้ดูคมกล้าราวกับดาบคมทะลุร่างนางน้อยลงเลยสักนิด
“ใครเป็นผู้ตรวจสอบทหารอาสาในครั้งนี้”
ฟู่ว พอสายตาละจากนางไปสนทนากับลูกน้องตนเอง เฟยเซียนจึงรู้สึกหายใจหายคอคล่องขึ้น
“เป็นลูกน้องของท่านจื่อถังขอรับ มีปัญหาอันใดหรือไม่ท่านแม่ทัพ”
“กองทัพขาดคนถึงขนาดคัดเอาชายตัวผอมแห้งลมพัดทีเดียวก็ปลิวเช่นนี้เข้ามาในกองทัพข้าเลยรึ”
มิว่าผู้อื่นเปล่าแม่ทัพจิวลู่ยังกวาดสายตามองประเมินร่างกายเฟยเซียนอีกรอบก่อนส่ายศีรษะ
“อะ เอ่อ”
ขนาดลูกน้องของเขายังพูดไม่ออก
บุรุษผู้เป็นสามีนางผู้นี้วาจาแหลมคมดั่งหอกจริง ๆ
เฟยเซียนถลาออกมาคุกเข่าข้างหน้าชายหนุ่มปากร้าย ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทหารโดยรอบ
“ข้าน้อยอาสาเข้ามาเองขอรับ ข้าน้อยยอมรับว่าข้าน้อยผอมบางแต่ผิดหรือที่บ้านข้ายากจน มีสมาชิกอยู่เพียงสี่คน บิดาพิการขาขาดเพราะเคยเข้าร่วมทหาร มารดาร่างกายอ่อนแอ ส่วนน้องสาวยังมิโตเต็มที่ มีกันอยู่แค่นี้ก็ยังมิสามารถหาเงินพอประทังค่าอาหารให้มีชีวิตรอดอยู่ไปวัน ๆ ข้าน้อยเนื้อหนังไม่มีติดกระดูกแต่ก็นับว่าดีแล้วขอรับ ข้าเห็นว่าเงินตอบแทนในการอาสาเข้าร่วมกองทัพเพื่อแคว้นของเรามากพอให้ครอบครัวข้าน้อยดีขึ้น ข้าน้อยจึงเข้าร่วม ในใจเพียงคิดอุทิศตัวสร้างประโยชน์ให้กองทัพนี้มากที่สุด ข้าน้อยผิดหรือขอรับที่มีกินเพียงเท่านี้”
“ชีวิตเจ้าช่างน่าสงสารยิ่งนัก” นายทหารที่ดูท่าทางน่าจะเป็นผู้ช่วยของแม่ทัพเอ่ยเสียงเบาออกมาเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากหนุ่มน้อย
นายทหารหลายคนที่อยู่บริเวณแอบมีเงยหน้าเพื่อกลั้นน้ำตาตนเองมิให้ไหลออกมาขายหน้าคนอื่น
เว้นก็แต่บุรุษที่นางต้องการให้รู้สึกสงสารนั่นแหละ ที่ยังยืนนิ่งเป็นกำแพงตายด้านอยู่ได้
“....”
เหอะ ผอมแล้วอย่างไร นางมั่นใจว่านางสามารถงัดข้อชนะนายทหารอกสามศอกบางคนที่นี่ด้วยซ้ำไป
เฟยเซียนเติบโตมากับบิดาผู้เป็นทหารสนิทกับท่านแม่ทัพใหญ่ เรื่องวิชาการต่อสู้ การฝึกฝนร่างกายนางล้วนโดนบิดาสั่งสอนมาหมดแล้ว
แถมคติประจำใจของลูกสาวนายทหารเช่นนางคืออันใดรู้หรือไม่
หากโดนด่าให้ด่ากลับ โดนนินทราว่าร้ายให้ต่อยปากมัน แต่หากโดนรังแกให้รังแกตอบกลับเป็นร้อยเท่าพันเท่า
แถมมารยาสตรีนั้นนางก็มิอ่อนข้อกว่าใคร ด้วยสั่งสมมาจากสื่อบันเทิงในชาติที่แล้ว แม้จำได้เลือนลางทว่าหากถึงยามจำเป็นให้งัดมาใช้ก็มิยากเกินไปนัก
“ข้าทำได้ทุกสิ่งอย่างขอรับ หากท่านแม่ทัพเกรงว่าข้าจะเป็นตัวถ่วงของกองทัพ โยกย้ายข้าไปเป็นผู้รับใช้ก็ย่อมได้ งานหนักงานเบาข้ามิเกี่ยง เพียงขอให้คุ้มค่ากับเงินที่ได้รับไปหล่อเลี้ยงครอบครัวที่รักยิ่งของข้าน้อยได้ก็เพียงพอขอรับ”
“....”
“ให้ข้าน้อยไปเป็นบ่าวรับใช้ส่วนตัวท่านอ๋องก็ได้นะขอรับ ข้าน้อยเคยรับจ้างเจ้านายตระกูลใหญ่โต เจ้านายที่ผ่านมือข้าน้อยล้วนเอ่ยชมมิขาดปาก อะ เอ่อ ให้ข้าพูดมากไปก็อาจว่าข้าน้อยขี้โม้”
เฟยเซียนพูดจบก็แอบเหล่ดูปฏิกิริยาของจิ้นฝู
จงตกหลุมข้าเดี๋ยวนี้พ่อสามีตัวดี
หากนางได้รับใช้ส่วนตัว โอกาสใกล้ชิด เก็บรายละเอียดสิ่งใดสามีชอบสิ่งใดสามีมิชอบก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น
และที่สำคัญ....
หากสามีแอบไปหาสตรีอื่นนางก็จะได้ไปจัดการพวกภรรยาน้อยพวกนั้นได้ถูกตัว
หึหึหึหึ
“เอาเจ้าเด็กไปทำงานโรงครัวก็แล้วกัน ตัวเล็กขนาดนี้ฝึกหนักเดี๋ยวเป็นลมตายตกในค่ายข้าเป็นภาระเปล่า ๆ”
“ขอรับท่านแม่ทัพ” ซูเหวินลังเลใจว่าจะเอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในใจดีหรือไม่
“ไม่ให้เขาไปรับใช้ท่านมะ แม่....”
“มิต้อง ข้ามิชอบคนพูดมาก”
พูดจบ คนทิ้งระเบิดก็เดินจากไปทันที ทิ้งไว้แต่เฟยเซียนที่กำลังขบกรามเข้าหากันจนเป็นสันนูนเพื่ออดกลั้นมิให้ปากตนเองพ่นคำด่าอีกฝ่าย
อะ ไอ้ สามีปากร้าย
นี่เขากล้าว่านางพูดมากอย่างนั้นรึ
[1] ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.