หิรัญรู้สึกอารมณ์เสียเป็นอย่างมากที่จู่ๆ รถของตัวเองก็มาพังเอาตอนนี้ ทำให้ต้องเรียกคนขับรถมารับที่บริษัท ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่อาคเนย์เลิกเรียนพอดี หลังจากที่คนขับรถมารับแล้ว เขาก็ต้องนั่งรถไปรับไอ้เด็กนั่นที่โรงเรียนอีก ออกมาได้ไม่ไกลฝนก็เทตกลงมาอย่างหนัก การจารจรบนท้องถนนเลยเกิดการติดขัด กว่าจะหลุดออกจากไฟแดงได้ก็ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง มาถึงหน้าโรงเรียน หิรัญก็มองหาอาคเนย์ แต่เด็กนั่นกลับไม่อยู่ตรงนี้ นั่นจึงยิ่งทำให้เขาไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่
“ปกติเขาจะมารอผมก่อนตลอด แต่ไม่รู้วันนี้หายไปไหน” คนขับรถพูดกับหิรัญ
“ฉันจะลงไปตามมัน ถ้ามันมัวแต่เล่นกับเพื่อนจนไม่รู้จักเวลาล่ำเวลา กลับบ้านไปฉันเอามันหนักแน่”
ก่อนหน้านี้หิรัญเป็นคนมาส่งอาคเนย์สมัครเรียน เขาจึงรู้ว่าห้องเรียนของอาคเนย์อยู่ที่ไหน พูดจบเขาก็คว้าร่มที่มีอยู่ แล้วเดินลงจากรถไปยังอาคารเรียนของเด็กประถมอย่างมีโทสะ หากเขาเจอมันเล่นกับเพื่อน กลับบ้านไปเขาจะฟาดมันให้หนัก
ตอนนี้เลยเวลาเลิกเรียนมานานแล้ว เด็กนักเรียนที่รอผู้ปกครองมารับจึงเหลืออยู่แค่ไม่กี่คน ตาคมกวาดสายตามองไปรอบๆ ใต้อาคาร เมื่อไม่เห็นคนที่ตัวเองตามหา เขาก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นบนจนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องหนึ่ง เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นคุ้นหูที่ดังออกมาทำให้หิรัญชะงักไป ในตอนนี้เองที่ทำให้เขานึกขึ้นได้ว่าอาคเนย์กลัวฝนและเสียงฟ้าร้อง เพราะผลข้างเคียงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
หิรัญเข้าไปด้านใน เห็นอาคเนย์นั่งตัวสั่นกอดเข่าร้องไห้อยู่มุมห้องก็รีบเดินเข้าไปหา
“อาคเนย์”
ได้ยินเสียงเรียกอาคเนยก็เงยหน้าขึ้น เห็นหิรัญอยู่ตรงหน้าก็รีบโผเข้ากอดอีกฝ่ายไว้แน่น
“ฮึก อารัญ”
พออาคเนย์เข้ามากอด หิรัญก็รู้สึกถึงความเปียกชุ่มของเสื้อผ้าที่อาคเนย์กำลังสวมใส่ เหมือนกับเด็กนี่ไปตากฝนมายังไงอย่างนั้น
“ทำไมตัวแกถึงเปียกอย่างนี้”
“ผม ฮึก ผมยืนรอรถมารับที่หน้าโรงเรียน จู่ๆ ฝนก็ตกลงมา ผมรออยู่นาน แต่ก็ไม่มีใครมารับสักที”
“แล้วทำไมไม่อยู่ใต้อาคาร ถ้าวันนี้ฉันไม่มาด้วย แล้วใครจะหาแกเจอ”
“ใต้ตึกเห็นฝน ผมกลัว ฮึก ขอโทษครับ” อาคเนย์ที่ยังร้องไห้สะอื้นรีบขอโทษหิรัญ เพราะกลัวอีกฝ่ายจะโกรธ
นับว่าอาการของอาคเนย์ดีขึ้นกว่าตอนแรกมาก จากที่ควบคุมตัวเองไม่ได้หายใจไม่ออกก็เหลือเท่าที่เห็น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอาการหวาดกลัวสายฝนเหมือนเดิม เพราะใต้อาคารยังสามารถมองเห็นสายฝนที่ตกลงมาได้ อาคเนย์เลยเลือกที่จะมาหลบอยู่ในห้องเรียน
“แกนี่มันเป็นตัวปัญหาจริงๆ”
แม้ว่าหิรัญจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญ แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม แทนที่จะผลักอาคเนย์ออก เขากลับยิ่งกอดอีกฝ่ายแน่ขึ้นโดยไม่สนว่าเสื้อผ้าที่ตัวเองใส่อยู่จะเปียกไปด้วยหรือไม่ พร้อมกับเอามือค่อยๆ ลูบหลังปลอบโยนไปด้วย
การกระทำของหิรัญทำให้อาคเนย์ตกใจจนดวงตากลมที่เต็มไปด้วยท่านน้ำตาเบิกกว้าง
“อารัญ..”
“ฉันจะยอมให้แกแค่วันที่ฝนตก”
“ขอบคุณครับ” อาคเนย์ตอบเสียงเบา น้ำตาที่ไม่ทันหยุดไหลก็ยิ่งไหลออกมาอย่างหนัก เขาเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอึกสะอื้น เพราะกลัวว่าเสียงนี้จะทำให้หิรัญรำคาญ
เมื่อมองออกไปข้างนอกก็รู้สึกว่าฝนคงจะตกอีกสักพัก หิรัญเลยทิ้งตัวนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆ ก่อนจะดึงตัวอาคเนย์ให้มานั่งบนตักของตัวเองแล้วกอดปลอบต่อไปอย่างนั้นอยู่พักใหญ่ จนเสียงสะอึกสะอื้นที่ได้ยินก็เงียบลง กลายเป็นเสียงลมหายใจแผ่วๆ ที่ดังสม่ำเสมอ
ตอนนี้อาคเนย์หลับไปแล้ว แต่หิรัญก็ยังกอดอีกฝ่ายไม่ปล่อย จนกระทั่งฝนหยุดตกถึงได้อุ้มเด็กที่ตัวเองบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนากลับบ้าน
อาคเนย์สะดุ้งตื่นมาอีกทีก็เป็นช่วงกลางดึก เขาพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม่ใช่พื้นก็ตกใจ ชุดนักเรียนที่เปียกชุ่มก็ถูกเปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้ว เมื่อมองไปข้างๆ ดวงตากลมก็เบิกกว้างขึ้น เรื่องที่น่าตกใจกว่าตอนที่รู้ว่าตัวเองอยู่บนเตียงก็คงเป็นหิรัญที่กำลังกอดเขาอยู่หลวมๆ เด็กชายตัวแข็งทื่อทันที ไม่กล้าขยับเขยื้อนตัวไปไหน กลัวว่าตัวเองจะไปทำให้หิรัญตื่น แต่นั่นก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะหิรัญรู้สึกตัวตั้งแต่แรกแล้ว
“ยังกลัวอยู่หรือเปล่า”
ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว อาคเนย์ไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนอย่างก่อนหน้าแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ตอบกลับไปในทันที ภายในหัวเล็กๆ ลังเลอยู่ว่าควรจะพูดว่าอะไรระหว่างไม่กลัวกับกลัว หากตอบว่าไม่กลัว เขาจะถูกไล่ไปนอนที่พื้นหรือเปล่า แล้วถ้าหากตอบว่ากลัว หิรัญยังจะนอนกอดเขาอย่างนี้อยู่ไหม สุดท้ายก็เลือกพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากจะให้มันเกิดขึ้นมากที่สุด
“ยังกลัวอยู่ครับ”
“ขยับมาสิ”
หิรัญพูดพร้อมกับยกผ้าห่มขึ้นเพื่อแหวกที่ให้อาคเนย์ขยับเข้ามานอนชิดตัวเอง อาคเนย์เห็นอย่างนั้นก็ไม่รอช้า รีบขยับตัวเข้าไปนอนในอ้อมกอดของหิรัญ
“ฉันจะยอมให้แกแค่วันที่ฝนตกเท่านั้น” หิรัญพูดย้ำ ขณะเดียวกันก็ปิดเปลือกตาลงเพื่อนอนหลับต่อ
“ครับ” อาคเนย์ขานรับเสียงเบา ก่อนจะซุกหน้าเข้ากับหน้าอกของหิรัญ พร้อมกับยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข แล้วนึกถึงเหตุการณ์ที่คล้ายกัน
ตอนที่อยู่บ้านเด็กกำพร้าก็เคยมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นหนหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังกินขนมที่หิรัญเอามาให้ จู่ๆ ฝนก็เทตกลงมากะทันหันอย่างหนัก ตอนนั้นเขากลัวมาก แต่เพราะมีหิรัญอยู่ข้างๆ ตลอดเขาถึงได้ค่อยๆ หายกลัว
‘ไม่เป็นไรนะเนย์ ไม่ต้องกลัว อาอยู่ตรงนี้ อาอยู่กับเนย์ตรงนี้’
แม้ว่าในตอนนั้นเขาจะไม่ได้ตอบอะไร แต่เขาก็ได้ยินเสียงของหิรัญชัดเจน หิรัญพาเขาไปห้องพยาบาล หลังจากนั้นก็เฝ้าอยู่ข้างเตียงเขาไม่ห่าง
‘ไม่เป็นอะไรแล้วนะครับคนดี คืนนี้อาจะอยู่กับเนย์จนกว่าเนย์จะหลับ’
หิรัญพูดพร้อมกับจับมือเขาไว้ อาการของเขาที่กำลังเป็นอยู่เลยค่อยๆ ทุเลาลง หัวใจที่เต้นแรงก็ค่อยๆ กลับมาเต้นเป็นจังหวะเดิม จากที่หายใจไม่ได้ก็ค่อยๆ กลับมาหายใจเป็นปกติ
อาคเนย์เป็นคนเดียวในครอบครัวที่รอดตายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น พอในโลกนี้ไม่มีพ่อกับแม่แล้ว เขาก็เหลือตัวคนเดียว หลังจากที่ออกมาจากโรงพยาบาลอาคเนย์อยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า ความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นทำให้เขากลายเป็นเด็กเก็บตัวและปิดใจให้กับคนอื่น แต่เมื่อได้เจอกับหิรัญทุกอย่างก็เริ่มค่อยๆ เปลี่ยนไป
‘กอดผมหน่อยได้ไหมครับ’
เพราะยังเป็นเด็ก อาคเนย์เลยรู้สึกปลอดภัยเวลาที่ถูกกอด หิรัญไม่ได้ขัด เขากอดอาคเนย์อย่างที่อีกฝ่ายต้องการ
‘ถ้าเนย์ไปอยู่ที่บ้านกับอา วันไหนที่ฝนตกอาจะนอนกอดเนย์ทั้งคืน เนย์จะได้ไม่ต้องกลัวอีก’
ความอบอุ่นและความอ่อนโยนที่หิรัญมอบให้ ทำให้เขาค่อยๆ เปิดใจให้อีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว นานวันเข้าจากโลกที่มีแค่ตัวเขาก็มีหิรัญอีกคนที่เพิ่มเข้ามา เขาถึงได้อยากไปอยู่กับหิรัญและดีใจมากในวันที่ออกจากบ้านเด็กกำพร้าไปพร้อมกับหิรัญ
อาคเนย์ไม่เคยคิดมาก่อนว่าหิรัญจะเปลี่ยนเป็นคนละคน จากที่ใจดีก็กลายเป็นใจร้าย แต่เพราะช่วงเวลาสามเดือนที่หิรัญดีกับเขามาก หิรัญจึงกลายเป็นคนสำคัญและเป็นเหมือนโลกทั้งใบของเขา และเพราะว่าความรู้สึกในตอนนั้นยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้หิรัญจะร้ายกาจกับเขายังไง เขาก็ยังคงรู้สึกกับหิรัญเหมือนเดิม
เมื่อได้ยินลมหายใจที่ดังสม่ำเสมอ อาคเนย์ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขามองใบหน้าหล่อเหลาของหิรัญที่กำลังหลับสนิท
จริงอยู่ที่เขากลัวฝน แต่ถ้าหากฝนตกแล้วหิรัญจะดีกับเขาอย่างนี้ ต่อให้ฝนจะตกทุกวันก็ไม่เป็นไร
เพราะต่อให้เขาจะกลัว แต่มันก็ยังมีอ้อมกอดของหิรัญที่ทำให้เขาหายหวาดกลัว..