ตอนที่.7 ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน(2)

1670 Words
เรื่อง:พี่สาวคนสวยกับแฟนtypeหมาเด็ก ตอนที่7.ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน (2) โดย:srikarin2489 “โอ๊ยดีใจจัง!...พี่นันจำผมได้แล้ว” กฤษณะเอามือกุมตรงหัวใจตัวเอง แล้วร้องออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจหน้ายิ้มระรื่น หน้าเป็นทะเล้นเจ้าเล่ห์เหมือนตอนยังเด็กไม่มีผิด “พี่นันจำผมไม่ได้จริง ๆเหรอ” ยื่นหน้ามาถามใกล้ด้วยน้ำเสียงน้อยใจ “เราไม่เจอกันเลยสิบห้าปีแล้ว ตอนคุณนะไปอเมริกาอายุแค่ห้าขวบกว่า แต่ดูตอนนี้สิ...จะให้พี่จำได้ได้ยังไง” รสนันท์กวาดสายตามองทั่วร่างสูงโปร่งของอีกฝ่าย จากเด็กแว่นตัวผอมบางท่าทางไม่แข็งแรง กลายเป็นหนุ่มตัวสูงขึ้นเยอะและดูหล่อคมสดใส “ตอนนี้พี่นันจำผมได้แล้ว ผมยังไม่ได้ทักทายพี่สาวคนสวยแสนดีของผมเลย” “จะทำอะไร!” คนเป็นพี่ร้องว่าเสียงดัง พร้อมทั้งยกมือซ้ายขึ้นมากันไว้และขยับถอยนิดหนึ่ง เมื่อเห็นเจ้าเด็กแว่นที่ตอนนี้กลายเป็นหนุ่มแว่น กางแขนออกขยับเข้ามาหาทำท่าจะกอดเธอ “ทักทายกันไงครับ กอดทักทายกันด้วยความคิดถึง ผมคิดถึงพี่นันมากเลยเราไม่เจอกันตั้งสิบห้าปี” “หยุดอยู่ตรงนั้นเลยคุณนะ” รสนันท์ร้องสั่งเสียงเข้มเมื่ออีกฝ่ายกางแขนขยับเข้ามาหา กฤษณะหยุดแต่ยังอยู่ในท่ากางแขนออกพร้อมเข้ามากอด “ทำไมล่ะครับ...ก่อนผมไปอยู่อเมริกา ผมจำได้เรายังได้กอดลาหอมแก้มกันเลย ผมกลับมาแล้วอยากทักทายกับพี่นัน” ทำเสียงงอแงน้อยอกน้อยใจ “คุณนะเป็นคนไทยต้องทักทายแบบไทย อย่าเอาธรรมเนียมฝรั่งมาใช้กับพี่ ที่นี่เป็นเมืองไทย” รสนันท์พยายามปั้นหน้าให้เข้มแล้วว่า ทั้งที่ภายในใจทั้งตื่นเต้นและดีใจที่ได้เจอกับกฤษณะ แต่ต้องวางฟอร์มไว้ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ “ผมไม่รู้นี่ครับ ว่าคนไทยเขาทักทายกันยังไง ผมเคยแต่กอดหอมแก้ม” ทำหน้าซื่อบอกแต่ดวงตายิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่ต้องมาหลอกพี่ พี่รู้ว่าตอนคุณนะอยู่อเมริกา คุณปู่จ้างครูสอนภาษาไทยให้คุณนะ รวมทั้งธรรมเนียมแบบไทยด้วย เพื่อไม่ให้คุณนะลืมภาษาและธรรมเนียมของคนไทย” กฤษณะหัวเราะเบาทำท่าเขินเมื่อพี่สาวคนสวยรู้ทัน “เจ้าเล่ห์ไม่เปลี่ยนเลยนะคุณนะ” รสนันท์มองค้อนว่า แต่ไม่ได้รู้สึกโกรธแต่อย่างใด “ลองทักทายพี่แบบไทยซิ จะได้ไม่เสียซื่อครูที่เขาอุตส่าห์สอน” “สวัสดีครับพี่นัน” เมื่ออีกฝ่ายยกมือไหว้เรียบร้อย ทำให้รสนันท์ยิ้มออกมาได้แล้วเดินไปนั่งเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานของตัวเอง “บอกว่าจะไปซ้อมฮันนีมูนกับแฟนที่ยุโรปเดือนหนึ่ง ทำไมกลับมาก่อนกำหนดล่ะ?” รสนันท์ถามโดยที่มือหยิบแฟ้มเอกสาร ที่อุไรวรรณวางเตรียมไว้ให้มาเปิดเพื่อทำ งานต่อ “ปูเป้เขามีธุระต้องกลับไทยก่อนกำหนดครับ” กฤษณะตอบขณะถอยไปนั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ “พี่ไม่ว่างคุยด้วยต้องทำงาน คุณนะกลับไปก่อน” ขณะที่รสนันท์สนใจอยู่กับงานตรงหน้าไม่ได้สนใจคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม ไม่เห็นว่าถูกกฤษณะเฝ้ามองด้วยแววตาเป็นประกายยิ้ม เต็มไปด้วยความสนใจ รสนันท์ในวัยสามสิบห้า แต่ดูสดใสเหมือนสาววัยยี่สิบต้น ๆ ใบหน้าเรียวได้สัดส่วน คิ้วโก่งทำให้ดวงตาคมโตดูมีชีวิตชีวา แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมและเย้ายวนในบางครั้ง จมูกโด่งได้รูปปลายเชิดพองาม รับกับริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อ โครงหน้าชัดเจนแต่คมละมุน หวานบางครั้งและดูดุทรงพลัง ผิวขาวอมชมพูอย่างเป็นธรรมชาติ ผมยาวเคยไว้ผมตรงเปลี่ยนเป็นยาวหยักศกสีน้ำตาลเข้ม กฤษณะนั่งมองพี่สาวคนสวย ดวงตาหลังแว่นฉายแววสนใจเปิดเผย ความรู้สึกแตกต่างจากตอนเด็กจนรู้สึกได้ เขาไม่เคยเกิดความรู้สึกหัวใจเต้นตึกตักเมื่อแรกเจอกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน แม้แต่กับชาลิสาที่ได้ซื่อว่าเป็นแฟนก็ไม่เคยทำให้ หัวใจเขาเต้นวูบวาบด้วยความสนใจได้ แค่คึกคักเวลามีกิจกรรมพิเศษด้วยกัน แต่มันแค่อารมณ์ทางกายไม่ใช่ทางใจ “มานั่งมองพี่อยู่ได้ ถ้าไม่มีอะไรทำก็กลับไปพักผ่อนซะ” เมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายเงียบไปแต่ยังนั่งอยู่ รสนันท์เงยหน้าจากงานตรงหน้าขึ้นดู เห็นอีกฝ่ายนั่งมองด้วยรอยยิ้ม สายตายิ้มเปิดเผยหลังแว่นคู่นั้นทำให้เธอรู้สึกใจเต้นผิด ปกติอีกแล้ว จึงว่าเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกขัดเขินของตัวเอง “กลับไปได้แล้ว วันนี้ยังไม่ได้ทำงาน กลับไปพักผ่อนก่อนนั่งเครื่องมาไกลไม่เหนื่อยหรือไง วันจันทร์ค่อยมาเริ่มงาน” “ครับ” รสนันท์เหมือนจะมองค้อนนิด เมื่ออีกฝ่ายรับคำแล้วขยับลุกขึ้นยืน เธอก้มสนใจงานตรงหน้าต่อ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะกลับแล้ว กำลังสนอกสนใจกับงานตรงหน้าไม่ได้เงยหน้ามาดู มารู้ตัวอีกทีเมื่อรู้สึกถึงกลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำหอมผู้ชาย และรู้สึกว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวมาใกล้ใบหน้าเธอ เธอจึงเงยหน้าขึ้นดู พลันรู้สึกอุ่นวาบที่แก้มข้างขวาเมื่อถูกกฤษณะยื่นหน้ามาหอมแก้มแบบไม่ให้ตั้งตัว “คุณนะ...!” “ผมกลับล่ะ” รสนันท์จะร้องว่าแต่อีกฝ่ายชิงร้องบอก แล้วรีบตรงไปที่ประตูทันที ก่อนออกไปพ้นประตูห้องยังหันมายิ้มโบกมือให้เสียอีก “เด็กบ้า...!” รสนันท์ได้แต่คำรามด้วยความโมโหปนเขิน ที่ถูกหอมแก้มไม่รู้ตัวยกมือลูบแก้มตรงถูกหอม ถ้ามีใครมาเห็นตอนนี้จะรู้เลยว่าแก้มเธอเป็นสีชมพูระเรื่อ เสียหอมให้เด็กเจ้าเล่ห์จนได้ เลขาหน้าห้องคร่ำเคร่งอยู่กับงานตรงหน้าก็จริง แต่หูคอยเงี่ยฟังเสียงจากข้างในเผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากล จะได้รีบเข้าไปช่วยเจ้านายสาวได้ แต่ภายในห้องกลับเงียบไม่มีเสียงผิดปกติใด ๆ จนอุไรวรรณวางใจกลับมาตั้งใจทำงานต่อ ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง ทำให้อุไรวรรณเงยหน้าหันขวับไปดูทันที ได้เห็นหนุ่มหน้าตี๋อินเตอร์หล่อคมสดใสออกมาคนเดียว โดยที่ริมฝีปากยังค้างรอยยิ้มอยู่ “ทุกอย่างเรียบร้อยมั้ยคะ ? ” “อ๋อ...ครับ คุณถูกดุมั้ยที่ผมไปรอในห้อง” กฤษณะเดินมาหยุดใกล้คุยด้วย “ไม่หรอกค่ะ คุณนันเป็นคนใจดีมีเหตุผล แต่ขอถามหน่อยนะคะ คุณเป็นเพื่อนกับคุณนันจริง ๆ เหรอคะ” อุไรวรรณมองหนุ่มหน้าหล่อ เกรงใจแต่อยากรู้เพราะดูออกว่ากฤษณะดูเด็กกว่ารสนันท์ “ฉันรู้จักเพื่อนคุณนันทุกคน แต่ไม่เคยเห็นคุณมาก่อน” “ผมไปอยู่ต่างประเทศเพิ่งกลับมาวันนี้ คุณทำงานกับคุณรสนันท์มานานหรือยังครับ?” “หลายปีแล้วค่ะ” “คุณรสนันท์มีบอยเฟรนด์มั้ยครับ ? ” ยื่นหน้ามาถามใกล้ด้วยแววตาอยากรู้ “เอ้อ...ก็...” อุไรวรรณมีสีหน้าลำบากใจที่จะพูดเรื่องของเจ้านาย “ผมไม่เจอคุณรสนันท์นานแล้ว ไม่ค่อยรู้เรื่องเขาเลยอยากรู้ บอกหน่อยนะครับ” รอยยิ้มสดใสของหนุ่มหล่อสไตล์ตี๋อินเตอร์ ทำให้อุไรวรรณแทบใจละลาย “คุณนันเพิ่งเลิกกับแฟนเก่าไปไม่นาน แต่มีคนใหม่มาเข้าคิวรอแล้วค่ะ คุณนันไม่เคยโสดนานหรอกค่ะ” ก่อนที่เลขาสาวจะติดลมคุยเรื่องแฟนรสนันท์ เสียงอินเตอร์คอมดังขัดจังหวะเสียก่อน “อุ๊...เข้ามาในห้องหน่อย” เสียงรสนันท์สั่งผ่านอินเตอร์คอม “ค่ะคุณนัน” “เชิญเลยครับ ผมจะกลับแล้ว” กฤษณะบอกเมื่อเห็นอุไรวรรณหันมาทำท่าเหมือนจะเสียดายที่ไม่ได้คุยกันต่อ หน้าอาคารสำนักงานพลุกพล่านคึกคักไปด้วยพนักงาน ทยอยเดินออกมาจากข้างในหลังจากเลิกงานแล้ว ใครมีรถส่วนตัวก็ตรงไปยังลานจอดรถของบริษัท ใครไม่มีต้องอาศัยรถโดยสารประจำทางเอา หรือไปรอขึ้นมอเตอร์ไซค์วินหน้าบริษัทเพื่อไปต่อรถไฟฟ้า แถวนี้มีอาคารสำนักงานของบริษัทเอกชนหลายบริษัท จึงมีวินมอเตอร์ไซค์คอยบริการ แต่ละคนยืนเข้าแถวรอขึ้นรถตามคิวโดยไม่มีการแก่งแย่งแซงคิวกัน ไม่มีใครบ่นเพราะฆ่าเวลารอด้วยการเล่นโทรศัพท์มือถือ แทบจะไม่มีการพูดคุยกันเลย รสนันท์เดินออกมาจากอาคารสำนักงานบริษัท ร่างบางสูงโปร่งอยู่ในชุดสูทสีฟ้าสดใส การก้าวเดินเต็มไปด้วยความมั่นใจ ตรงไปยังลานจอดรถมีรถวิ่งทยอยออกไปเป็นระยะจนลานจอดเริ่มว่าง อาคารสำนักงานเป็นตึกสูงร่วมสามสิบชั้นตึกทรงทันสมัยยังดูใหม่ เพราะเพิ่งมีการย้ายมาอยู่สำนักงานใหม่ได้เพียงสามปี บริษัทสิริธาราพงษ์ กรุ๊ป เป็นบริษัทใหญ่ มีพนักงานเยอะพอสมควรดำเนินธุรกิจFMCG เจ้าใหญ่ มีแบรนด์ติดตลาดอยู่หลายตัว ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัวและของใช้ภายในบ้าน พอรสนันท์เดินมาถึงรถได้ยินเสียงประตูปลดล็อกอัตโนมัติ เป็นรถยุโรปสีดำรุ่นราคาแพงพอประมาณ ไม่แพงมากพี่สาวเป็นคนซื้อให้ ขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าผ้าใบ แล้วดึงเซฟตี้เบลท์มาคาด ยังไม่ทันจะคาดเซฟตี้เบลท์เรียบร้อยประตูด้านข้างถูกเปิดพร้อมมีร่างใครคนหนึ่งขึ้นมานั่งบนรถ “อ้าว...เฮ้ย...คุณนะ !” รสนันท์อุทานเมื่อร่างนั้นหันมายิ้มด้วย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD