“วันนี้ดอกกุหลาบของแม่เริ่มบานแล้วนะคะ สีชมพูสวยมาก ๆ เลยล่ะค่ะ”
เสียงใสราวระฆังแก้วของหญิงสาววัยยี่สิบปีพูดกับมารดาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวน มือเธอจับกับมารดาพลางบีบเบา ๆ ให้ท่านรับรู้ว่าเธอยังอยู่ข้าง ๆ
“แล้วดอกบานชื่นล่ะ โรยหรือยัง”
“ยังเลยค่ะแม่ บานชื่นยังบานชื่นตาชื่นใจเหมือนเดิม”
“ฟังแล้วสดชื่นดีจริง ๆ ตอนนี้กี่โมงแล้วลูก”
“เกือบเก้าโมงเช้าค่ะ”
“อืม... ทำไมแม่ถึงรู้สึกง่วงก็ไม่รู้นะ”
“ง่วงแล้วเหรอคะ ยังเช้าอยู่เลย หรือว่าจะกินมื้อเช้าจนอิ่มไปหน่อย”
“จะเช้าหรือค่ำสำหรับแม่ไม่มีผลหรอกลูก เพราะตอนนี้สำหรับแม่เหมือนมีแต่กลางคืน”
คุณบัวรินแย้มยิ้มในขณะที่ลูกสาวน้ำตาซึม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความสงสารสุดหัวใจ ถึงแม้คนเป็นแม่จะไม่เคยพูดถึงความทุกข์ระทม แต่เธอเข้าใจดีว่าการที่จู่ ๆ ต้องกลายเป็นคนตาบอด ถูกขังอยู่ในความมืดนั้นรู้สึกเช่นไร
“งั้นแม่เข้าบ้านเอนหลังนะคะ หนูจะเปิดนิยายให้แม่ฟัง”
“เปิดนิยายให้ฟังงั้นเหรอ...”
“ค่ะ”
มินตา พาแม่เข้าบ้านแล้วจัดการเปิดนิยายเรื่องโปรดของมารดาให้ท่านฟัง ซึ่งเสียงของคนอ่านคือเสียงของเธอเองไม่ใช่ใครอื่น ทำเอาคุณบัวรินถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“หนูเห็นว่าแม่ชอบอ่านเรื่องนี้ เลยอ่านแล้วอัดเสียงไว้ให้แม่ฟังค่ะ”
“ขอบใจนะลูก... ขอบใจ”
“แม่นอนเถอะค่ะ”
หญิงสาวนั่งปักลายผ้าซึ่งเป็นงานที่เธอถนัด พลางเหลือบมองมารดาเป็นระยะ ก่อนจะวางงานในมือลงหลังจากที่มารดาหลับสนิทไปแล้ว
“หนูขอโทษนะคะแม่”
เสียงสั่นเครือพึมพำเบา ๆ แล้วเดินออกจากบ้านเงียบ ๆ มารดาของเธอเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มทำให้ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง ส่งผลให้เส้นประสาทกระทบกระเทือนจนสูญเสียการมองเห็น และทางเดียวที่จะรักษาได้ก็คือการผ่าตัดซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก และถึงแม้เธอจะอ้อนวอนผู้เป็นบิดาหลายต่อหลายครั้งให้ช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำปฏิเสธที่ไร้ซึ่งเยื่อใย
มินตาต้องทนเห็นมารดากลายเป็นคนตาบอดมาเป็นเวลาเกือบเดือน จนวันนี้เธอตัดสินใจที่จะไปยังคฤหาสน์หลังงามเพื่อขอร้องบิดาอีกสักครั้ง ทั้ง ๆ ที่มารดาห้ามปรามมาโดยตลอดแต่เธอก็ยังดึงดัน เพราะคาดหวังว่าบิดาจะยอมใจอ่อนช่วยเหลือ
“หนูมิน... ไปไหนล่ะ”
“คุณพ่ออยู่ไหมคะ”
“อยู่ค่ะ คุณท่านอยู่ในห้องทำงาน”
“ขอบคุณค่ะป้าแจ่ม”
หญิงสาวรวบรวมกำลังใจและหอบความหวังเต็มเปี่ยมไปหาบิดาที่ห้องทำงาน แต่แล้วเสียงพูดคุยที่ค่อนข้างดังก็ทำให้เท้าบางหยุดอยู่กับที่
“คุณราเชนทร์ดูเหมือนจะพอใจยายอ้อนนะคะ”
“หึ หึ หึ ผมก็คิดแบบนั้น คุณราเชนทร์ต้องการแม่พันธุ์ที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ยายอ้อนสวยสง่าการศึกษาก็ระดับเกียรตินิยมต่างประเทศใครจะไม่สน ลูกสาวคนนี้ถูกใจผมจริง ๆ”
“แน่ล่ะค่ะ ยายอ้อนเป็นลูกของฉันก็ต้องเก่งต้องดีเหมือนฉัน”
“ถ้าเขาเลือกยายอ้อนปัญหาการเงินของเราก็จะหมดไป”
“ฉันก็หวังจะให้มันเป็นอย่างนั้นค่ะ หรือว่าเราจะช่วยให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้นดีคะ”
“ยังไงเหรอคุณ”
“จัดทริปเที่ยวทะเลสักทริป บางทีบรรยากาศสุดโรแมนติกอาจจะช่วยทำให้อะไร ๆ ชัดเจนขึ้นนะคะ”
“อืม... เป็นความคิดที่ดี แต่ว่าคุณราเชนทร์น่ะคงไม่ว่างง่าย ๆ ยังไงผมจะลองชวนเขาดู”
“คุณจัดการเลยนะคะ ฉันเชื่อว่ายายอ้อนนี่แหละที่จะพาครอบครัวเราพ้นวิกฤตนี้ไปได้”
“ผมก็หวังอย่างนั้น ไม่งั้นเราล้มละลายแน่”
มินตายืนลังเลไม่กล้าที่จะยกมือขึ้นเคาะประตู เพราะไม่รู้เลยว่าเรื่องที่เธอได้ยินเป็นความลับมากน้อยแค่ไหน แต่ที่จับใจความได้คือบิดาและแม่เลี้ยงของเธอกำลังอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นลูกเขย และเขาคนนั้นก็ร่ำรวยมากพอที่จะเข้ามาช่วยพยุงฐานะที่คลอนแคลนของครอบครัวเธอได้
บิดาของเธอกำลังจะล้มละลาย!
นี่คือสิ่งที่มินตาเพิ่งรู้ เพราะถึงจะไปมาหาสู่อยู่บ้างแต่เธอก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกับบิดา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เธอตัดสินใจเคาะประตูหลังจากเสียงสนทนาเงียบลงครู่หนึ่ง ไม่นานก็ได้ยินเสียงของบิดาอนุญาตให้เข้าไปพบ โดยมีสายตามาดร้ายของคุณยุพาซึ่งเป็นแม่เลี้ยงจับจ้องอยู่ตลอด
“มีอะไรเหรอมิน”
“คือ...”
“ก็คงจะเรื่องแม่เธออีกแล้วสินะ”
คุณยุพาชิงพูดขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตอบคำถามใด ๆ
“พูดมาสิมิน มาหาพ่อมีเรื่องอะไร”
“คือ... เรื่องแม่ค่ะ มินสงสารแม่ค่ะ อยากให้พ่อช่วย...”
“ครั้งก่อนเราก็พูดเรื่องนี้กันไปทีหนึ่งแล้วนะมิน พ่อพูดตรง ๆ เลยแล้วกันว่าพ่อกำลังมีปัญหาอยู่ไม่สามารถช่วยแม่ของหนูได้ อย่าให้พ่อต้องพูดซ้ำเลย เพราะยิ่งพูดมันก็ยิ่งดูเหมือนพ่อเป็นคนใจร้าย”
คุณวันชัยพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานโดยไม่สนใจใบหน้าที่ซีดเผือดของลูกเลยแม้แต่น้อย
“ค่ารักษาหลักล้านนะไม่ใช่บาทสองบาท แกคิดว่าดวงตาทั้งสองข้างของแม่แกมันมีราคามากขนาดนั้นเลยหรอ ถ้าอยากรักษาแม่แกนักก็หัดช่วยเหลือตัวเองบ้างเถอะ! อย่าทำตัวเป็นภาระคนอื่นเขานักเลย หึ! พวกปลิง!”
คุณยุพาถากถางด้วยสายตาและคำพูดชนิดที่คนฟังทั้งจุกทั้งเจ็บ เพียงแต่การมาครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจว่าสาเหตุที่บิดาไม่ช่วยเป็นเพราะสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ไม่ใช่เพราะไร้เยื่อใยกับมารดาอย่างที่เธอเข้าใจในตอนแรก
มินตาหอบความผิดหวังกลับบ้านอีกครั้งหลังจากบิดาปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ คนตัวเล็กก้าวลงจากรถเมล์ที่มีผู้คนเบียดเสียดด้วยท่าทางอ่อนแรง เท้าบางแทบจะก้าวไม่ออกเพราะความรู้สึกสิ้นหวัง เธอเดินฝ่าเปลวแดดที่ร้อนเปรี้ยงในเวลาเที่ยงวันอย่างไม่อนาทร เพราะมีเรื่องอื่นให้คิดกังวลอยู่ในใจ
เธอจะทำอย่างไร...
คำถามนี้ผุดขึ้นในใจซ้ำ ๆ แต่มินตาไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้
แต่ทันทีที่เหยียบย่างเข้าบ้านใบหน้าหมองเศร้าก็ถูกปรับให้สดชื่นขึ้น เพราะถึงแม้มารดาจะมองไม่เห็นแต่ก็ยังได้ยินชัดเจน มินตาเชื่อว่าเมื่อใบหน้ามีรอยยิ้มน้ำเสียงก็จะสดใสตามไปด้วย ทุกครั้งที่อยู่ใกล้มารดาเธอจึงมีรอยยิ้มเสมอถึงแม้ในใจจะทุกข์ตรมเต็มที
“มิน...”
“แม่ตื่นนานแล้วเหรอคะ”
เธอรีบเข้าไปนั่งข้าง ๆ มารดาแล้วจับมือท่านไว้
“หนูไปไหนมา”
“มิน... ไปซื้อผลไม้มาค่ะ”
“มินอย่าโกหกแม่ มินไปหาพ่อมาใช่ไหม”
มินตาตกใจไม่น้อยที่จู่ ๆ มารดาก็ถามขึ้น
“คือ...”
“คุณยุพาโทรมาที่บ้าน เธอต่อว่าเรื่องที่หนูไปที่นั่น...”
ปลายเสียงของคุณบัวรินสั่นเครือเพราะความสะเทือนใจจนคนเป็นลูกเจ็บในอก
“มินขอโทษค่ะแม่ มิน...”
“แม่บอกมินแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปรบกวนเขา แม่อยู่ได้ลูก... แม่ไม่อยากรักษา เข้าใจไหม”
“แม่... ฮึก... ถ้าแม่หมดทางรักษามินจะไม่ดิ้นรนไม่ดื้อดึงเลย แต่นี่แม่ยังมีโอกาสหาย จะให้มินนิ่งเฉยได้ยังไงกัน”
หญิงสาวพูดทั้งน้ำตาพลางโอบกอดมารดาไว้แน่น
“...ฮึก... พอเถอะนะลูก แม่ไม่อยากให้หนูลำบาก และก็ไม่อยากให้หนูไปขอความช่วยเหลือจากใครอีก อย่าให้ใครดูถูกเรามากกว่าที่เป็นอยู่เลยนะลูก”
มือบางเช็ดน้ำตาให้มารดาแล้วพยักหน้ารับ
“จ้ะ... ฮึก... มินจะไม่ขอความช่วยเหลือจากใครอีก”
สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ต้องเผชิญมรสุมชีวิตลูกแล้วลูกเล่า
เหตุผลที่มีกันแค่สองแม่ลูกก็เพราะคุณบัวรินรู้ว่าคนที่รักและอยากฝากชีวิตด้วยมีลูกเมียอยู่แล้ว เธอจึงขอเลิกทันทีโดยไม่มีความลังเลใด ๆ ทั้งที่ตัวเองก็กำลังตั้งครรภ์ เหตุผลก็คือเธอไม่อาจทำร้ายลูกผู้หญิงด้วยกันได้
แรก ๆ คุณวันชัยก็เทียวไล้เทียวขื่อหวังจะมีสองบ้าน แต่คุณบัวรินใจเด็ดเกินกว่าจะยอมเป็นเมียน้อยใคร จึงต้องเลี้ยงลูกสาวมาตามลำพังในบ้านหลังกะทัดรัดที่พ่อแม่ของคุณวันชัยเมตตาให้อาศัยอยู่ โดยที่คุณวันชัยคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เสมอ และคุณบัวรินก็รับความช่วยเหลือนั้นไว้ เพราะคิดว่าถึงตัวเองจะไม่เกี่ยวข้องแต่มินตาก็ยังคนเป็นลูกสาวของเขา
…
(วันต่อมา)
ในตอนเช้าตรู่ของทุกวันมินตาพามารดาออกมานั่งเล่นในสวนเล็ก ๆ ที่หน้าบ้านหวังจะให้บรรยากาศดี ๆ ปลอบประโลมใจมารดา ซึ่งภายนอกคุณบัวรินยิ้มแย้มและเหมือนจะยอมรับสภาพคนตาบอดได้ แต่มินตาเชื่อเหลือเกินว่ามารดากำลังทรมานอยู่ในโลกมืด
“เดี๋ยวหนูจะตัดเอาดอกไม้ไปปักแจกันเอาไว้นะคะ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จะช่วยให้แม่สดชื่นขึ้น”
“ขอบใจจ้ะ”
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
“สงสัยจะเป็นคนส่งของหนูไปดูก่อนนะคะ”
มินตาก้าวเร็ว ๆ ไปที่ประตูรั้วแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าเป็นบิดาและคุณยุพาที่กดกริ่งเรียก
“สวัสดีค่ะ คุณพ่อ คุณยุพา เชิญด้านในก่อนค่ะ”
“ฉันไม่เข้าไปหรอก เสนียด ขี้เกียจไปรดน้ำมนต์ล้างซวย!”
คุณยุพากระแทกแดกดันด้วยถ้อยคำรุนแรงโดยที่คนฟังได้แต่อดทน เพราะคำสอนของมารดาที่บอกให้เธอทำอย่างนั้นมาตั้งแต่ยังเด็ก
“ที่พ่อมาวันนี้มีเรื่องสำคัญจะพูดกับแม่หนู”
“พูดกับตัวลูกนี่แหละค่ะ! ตอนนี้มันพิกลพิการ พูดไปก็เท่านั้น!”
มินตาถึงกับเลือดขึ้นหน้าเมื่อคุณยุพากล่าวถึงมารดาของเธออย่างนั้น และดูเหมือนคุณวันชัยก็จะรู้ดีว่าลูกสาวเริ่มทนไม่ไหว
“เอาล่ะ ๆ คือ... พ่อพูดกับหนูเลยแล้วกัน”
สีหน้าของคุณวันชัยดูจริงจังขึ้นจนมินตาเลิกใส่ใจคุณยุพาแล้วตั้งใจฟัง
“ตอนนี้พ่อลำบาก พ่อต้องขายบ้านหลังนี้”
“อะไรนะคะ”
ในความรู้สึกของเธอเหมือนกับว่าตัวเองตะโกนสุดเสียง แต่ความจริงแล้วมันเบาแสนเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ
“พ่อขอโทษนะลูก แต่มันจำเป็นจริง ๆ”
“ทำไมคะพ่อ... ที่นี่คือที่ที่คุณปู่คุณย่าให้มินกับแม่อยู่นะคะ คุณพ่อจะขายมันไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณชัย! ส่วนคุณปู่คุณย่าที่แกอ้างถึงก็กลับบ้านเก่าไปนานละ อีกอย่างแกสองแม่ลูกก็อาศัยอยู่ฟรีมาตั้งยี่สิบปี มันคงถึงเวลาแล้วล่ะที่จะคืนให้เจ้าของเขาได้ใช้ประโยชน์!”
ขาสองข้างของเธอแทบยืนต่อไม่ไหวเมื่อเห็นแววตาของคนเป็นพ่อ ถึงแม้จะไม่ใช้คำพูดแต่เธอก็รับรู้ได้ว่าเธอจะไม่ได้รับความเมตตาใด ๆ จากบิดา สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการส่งแววตาตัดพ้อให้เท่านั้น เพราะทั้งเจ็บทั้งจุกจนพูดอะไรไม่ออก
“ทำไมคะพ่อ... ทำไมต้องเป็นบ้านหลังนี้”
“เพราะพ่อไม่เหลืออะไรนอกจากโฉนดบ้านหลังนี้แล้วลูก พ่อรู้ว่าทุกอย่างมันกะทันหัน ถ้าหนูยังหาที่อยู่ใหม่ไม่ได้ ย้ายไปอยู่บ้านพ่อ...”
“ไม่มีทาง!”
คุณยุพาแทรกขึ้นทั้ง ๆ ที่สามียังพูดไม่จบประโยค แต่ครั้งนี้คุณวันชัยไม่ได้ยอมหรือเงียบเหมือนที่ผ่านมา
“เรื่องนี้ผมจะตัดสินใจเอง! และคุณขัดผมไม่ได้ด้วย!”
“เมื่อไหร่คะ หนูต้องย้ายออกเมื่อไหร่”
“มีเวลาอีกเดือนหนึ่งลูก เจ้าของใหม่เขาจะย้ายเข้ามาอยู่”
มินตาอึ้งเป็นครั้งที่สองเมื่อรู้ว่าบิดาขายบ้านหลังนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ว่าจะขายอย่างที่เธอเข้าใจในตอนแรก
“พ่อขายบ้านที่มินกับแม่อยู่มายี่สิบปีไม่คิดจะบอกพวกเราสักคำเลยเหรอคะ”
หญิงสาวตั้งคำถามตัดพ้อด้วยความน้อยใจสุดขีด น้ำตาแห่งความอัดอั้นเอ่อขังขอบตาจวนเจียนจะหยด แต่ก็ยังไม่ได้รับความเห็นใจใด ๆ
“จะรู้ตอนไหนมันก็เหมือนกัน อย่าเรื่องมากนักเลย!”
“ค่ะ ก็จริง งั้นขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบเธอก็ดึงประตูปิดโดยไม่สนใจที่จะรักษามารยาท และเดินเข้าบ้านโดยที่มีเสียงต่อมาของคุณยุพาไล่ตามหลังอย่างไม่ลดละ
“ใครมาน่ะมิน”
มินตาไม่ตอบคำถามมารดาโดยทันที เพราะกำลังชั่งใจว่าเธอควรที่จะบอกเรื่องนี้ให้ท่านทราบหรือไม่ เรื่องที่มารดาสูญเสียการมองเห็นเพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงเดือนก็จะต้องมารับรู้ว่าบ้านที่อาศัยอยู่จะถูกขาย เธอกลัวเหลือเกิน ว่าหัวใจของแม่จะบอบช้ำจนเกินรับไหว
“มิน...”
“ค่ะแม่”
“แม่ถามว่าใครมา”
“พ่อค่ะ”
“หืม...”
คุณบัวรินทำเสียงแปลกใจ เพราะนานมากแล้วที่คุณวันชัยไม่มาที่นี่ หรือเท่าที่จำได้ก็คือตั้งแต่มินตารู้จักขึ้นรถไปหาพ่อด้วยตัวเอง
“แม่คะ...”
เธอคุกเข่าตรงหน้ามารดาแล้วจับมือของท่านมาแนบเอาไว้ที่แก้ม
“ตอนนี้พ่อกำลังมีปัญหาค่ะ”
“ปัญหาอะไรเหรอลูก”
“ปัญหาทางการเงินค่ะ ดูเหมือนพ่อกำลังจะล้มละลาย”
“ขนาดนั้นเชียวเหรอมิน”
คุณบัวรินตกใจไม่น้อย ถึงแม้จะไม่ได้มีความรัก แต่ความห่วงใยในฐานะพ่อของลูกยังคงอยู่
“ใช่ค่ะ พ่อไม่มีเงินแล้วต้องการขายบ้านหลังนี้”
หลังจากพูดจบมินตาก็แทบจะกลั้นหายใจ กลัวเหลือเกินว่ามารดาจะร้องไห้ออกมา
“บอกพ่อเขาไปว่าเรายินดีย้ายออก”
การที่มารดายอมรับโดยง่ายทำให้มินตารู้สึกแปลกใจไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกโล่งใจด้วย
“แม่น้อยใจพ่อหรือเปล่าคะ”
“ไม่เลยลูก ตลอดเวลาที่ผ่านมาถึงพ่อไม่ได้ทำหน้าที่สามี แต่ก็ทำหน้าที่พ่อได้ดีในระดับหนึ่ง บ้านหลังนี้คุณปู่คุณย่าก็ให้เราอาศัยจนถึงวันนี้ ตอนนี้พ่อลำบากแม่คิดว่าเราไม่ควรไปทำให้เขาหนักใจเพิ่มขึ้น แม่ห่วงก็แต่หนูว่าจะรับภาระไหวหรือเปล่า”
“แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ที่ทำงานเข้าใจหนูดี และหนูสามารถกลับไปทำงานได้ทันทีที่ทุกอย่างลงตัว”
มินตาพูดถึงงานผู้ช่วยเชฟที่เธอทำอยู่ ซึ่งตอนนี้ขอลาชั่วคราวเพื่อดูแลมารดาที่ตาบอดให้ช่วยเหลือตัวเองได้ในขณะที่เธอไม่อยู่
“ถ้าหนูว่าอย่างนั้น แม่ก็ไม่ห่วงอะไรแล้วลูก”
“ค่ะแม่ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนเราก็ยังรู้สึกอบอุ่น เพราะเรามีกันใช่ไหมคะ”
“ใช่แล้วลูก”
หญิงสาวซบใบหน้ากับอกนุ่มของมารดาเหมือนกับที่เธอชอบทำเวลาต้องการกำลังใจ
ในขณะเดียวกันคุณวันชัยและคุณยุพาก็กำลังวางแผนด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่เมื่อราเชนทร์รับปากจะไปพักร้อนด้วย
“ยังดีนะคะที่เรายังมีบ้านพักตากอากาศ คุณราเชนทร์เขาจะได้เห็นว่าเราเองก็มีอะไร ๆ ของเราเหมือนกัน”
“ถ้าเขาจะต้องรู้ว่าบ้านเรากำลังจะล้มละลาย ผมก็อยากให้เขารู้หลังจากที่แต่งงานกับยายอ้อนแล้ว”
“ฉันก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ งานนี้เราต้องทำทุกอย่างให้ดีเลยนะคะ ทำให้เขาประทับใจทั้งคนทั้งทุกอย่าง”
“ผมว่าจะจ้างเชฟสำหรับไปทำอาหารโดยเฉพาะ ได้ข่าวมาว่าแม่ของคุณราเชนทร์แต่ก่อนเคยเป็นเชฟ ทริปนี้เขาจะไปกับเราด้วย”
“ตอนนี้เราถังแตกนะคะคุณ จ้างเชฟมันไม่ใช่ราคาถูก อย่างน้อย ๆ ก็ครึ่งแสน”
“งั้นคุณช่วยลดทิฐิลงหน่อยได้ไหมล่ะ”
“ทำไมคะ”
“ผมจะให้ยายมินไปทำอาหารให้ เราจะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้างใคร คุณเองก็เคยชิมแล้วนี่ว่าอาหารฝีมือยายมินยอดเยี่ยมไม่แพ้เชฟดัง ๆ เลย”
คุณยุพาเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่งเมื่อได้ยินชื่อของลูกเลี้ยง ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานถึงยี่สิบกว่าปี และทางบัวรินก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการแย่งสามีของเธอไป แต่ความเจ้าคิดเจ้าแค้นของผู้หญิงก็ไม่อาจที่จะเลือนหายไปง่าย ๆ ถึงขนาดบางครั้งเธอมองหน้าสามีก็ยังอยากตบตีเขาโดยไม่มีสาเหตุด้วยซ้ำไป
“เอาน่าคุณ ประหยัดไปเยอะเลยนะ”
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ คุณก็ตกลงกันเองแล้วกัน แต่ขอเลยนะคะ อย่าให้มันพ่วงแม่มันไปด้วยเด็ดขาด!”
“แต่ตอนนี้บัวตาบอดนะคุณ”
“ตอนที่นังมินมันไม่อยู่ก็ให้เด็กที่บ้านสักคนไปอยู่เป็นเพื่อนแม่มันสิคะ”
คุณวันชัยพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของภรรยา รู้ดีว่าคุณยุพาไม่ชอบใจสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องยอมเพราะสถานการณ์ทางการเงินบีบบังคับ
“คุยอะไรกันอยู่คะคุณพ่อคุณแม่ ทำไมดูจริงจังขนาดนั้น”
คล้ายเดือนเอ่ยถามพลางนั่งลงร่วมวงสนทนา
“ก็คุยเรื่องคุณราเชนทร์น่ะสิลูก เขารับนัดไปเที่ยวพักร้อนกับเราที่บ้านตากอากาศ แถมเขายังพาแม่เขาไปด้วยนะ แม่คิดว่าเขาคงอยากให้แม่เขาไปดูตัวหนูแน่เลยยายอ้อน”
คล้ายเดือนยิ้มมุมปากอย่างมีจริตตามนิสัยของเธอ
“หนูต้องแต่งตัวแล้วก็ทำทุกอย่างให้เนี้ยบเลยนะลูก ทำให้คุณราเชนทร์เขาประทับใจในตัวหนูแล้วก็เลือกหนูไปเป็นเจ้าสาวของเขา”
“คุณแม่ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกค่ะ เพราะยังไงเขาก็ต้องเลือกหนูอยู่แล้ว”
หญิงสาวพูดอย่างคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง
“หนูรู้ค่ะว่าจะต้องทำยังไง ถ้าเขาไม่เลือกหนูก็ถือว่าเขาเป็นผู้ชายที่โง่มากค่ะ”
ด้วยความที่เติบโตมากับมารดาที่คอยให้ท้ายและเยินยออยู่เสมอ จึงทำให้คล้ายเดือนกลายเป็นหญิงสาวที่เย่อหยิ่งและมีความมั่นใจในตัวเองสูง สูงจนบางครั้งค่อนไปทางหลงตัวเองโดยที่เธอไม่รู้ตัว
“แต่ยายอุ้มไม่ไปนะคะ เห็นว่ามีนัดกับเพื่อน”
เธอกล่าวถึงเหมือนดาวผู้เป็นน้องสาว
“ยายอุ้มนี่จริง ๆ เลย เรื่องสำคัญแบบนี้ก็ไม่รู้จักทำตัวให้ว่าง”
“ช่างยายอุ้มเถอะค่ะแม่ มีหนูทั้งคนแม่จะต้องการอะไรอีก หนูไม่ทำให้แม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ”
คล้ายเดือนพูดอย่างหนักแน่น ดวงตาฉายแววมาดหมายชัดเจน เธอมั่นใจเหลือเกินว่าราเชนทร์เลือกเธอแล้ว เพราะรู้ข่าวมาว่าสิ่งที่เขาต้องการคือแม่พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตรงกับเธอทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตาการศึกษาหรือชาติตระกูลเธอล้วนแล้วแต่มีพร้อมถึงแม้ตอนนี้จะเหลือแต่เปลือกก็ตามที
และที่เธอมั่นใจว่าราเชนทร์ต้องเลือกเธอก็เพราะว่าที่ผ่านมาเขานัดเดตกับผู้หญิงที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมานับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีใครที่จะได้พัฒนาไปถึงขั้นพาให้ทั้งสองครอบครัวมารู้จักกันเช่นเดียวกับเธอ คล้ายเดือนจึงมั่นใจเกินร้อยว่าเธอคือคนที่ถูกเลือก