พิพากษารัก...1

3428 Words
“วันนี้ดอกกุหลาบของแม่เริ่มบานแล้วนะคะ สีชมพูสวยมาก ๆ เลยล่ะค่ะ” เสียงใสราวระฆังแก้วของหญิงสาววัยยี่สิบปีพูดกับมารดาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวน มือเธอจับกับมารดาพลางบีบเบา ๆ ให้ท่านรับรู้ว่าเธอยังอยู่ข้าง ๆ “แล้วดอกบานชื่นล่ะ โรยหรือยัง” “ยังเลยค่ะแม่ บานชื่นยังบานชื่นตาชื่นใจเหมือนเดิม” “ฟังแล้วสดชื่นดีจริง ๆ ตอนนี้กี่โมงแล้วลูก” “เกือบเก้าโมงเช้าค่ะ” “อืม... ทำไมแม่ถึงรู้สึกง่วงก็ไม่รู้นะ” “ง่วงแล้วเหรอคะ ยังเช้าอยู่เลย หรือว่าจะกินมื้อเช้าจนอิ่มไปหน่อย” “จะเช้าหรือค่ำสำหรับแม่ไม่มีผลหรอกลูก เพราะตอนนี้สำหรับแม่เหมือนมีแต่กลางคืน” คุณบัวรินแย้มยิ้มในขณะที่ลูกสาวน้ำตาซึม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความสงสารสุดหัวใจ ถึงแม้คนเป็นแม่จะไม่เคยพูดถึงความทุกข์ระทม แต่เธอเข้าใจดีว่าการที่จู่ ๆ ต้องกลายเป็นคนตาบอด ถูกขังอยู่ในความมืดนั้นรู้สึกเช่นไร “งั้นแม่เข้าบ้านเอนหลังนะคะ หนูจะเปิดนิยายให้แม่ฟัง” “เปิดนิยายให้ฟังงั้นเหรอ...” “ค่ะ” มินตา พาแม่เข้าบ้านแล้วจัดการเปิดนิยายเรื่องโปรดของมารดาให้ท่านฟัง ซึ่งเสียงของคนอ่านคือเสียงของเธอเองไม่ใช่ใครอื่น ทำเอาคุณบัวรินถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ “หนูเห็นว่าแม่ชอบอ่านเรื่องนี้ เลยอ่านแล้วอัดเสียงไว้ให้แม่ฟังค่ะ” “ขอบใจนะลูก... ขอบใจ” “แม่นอนเถอะค่ะ” หญิงสาวนั่งปักลายผ้าซึ่งเป็นงานที่เธอถนัด พลางเหลือบมองมารดาเป็นระยะ ก่อนจะวางงานในมือลงหลังจากที่มารดาหลับสนิทไปแล้ว “หนูขอโทษนะคะแม่” เสียงสั่นเครือพึมพำเบา ๆ แล้วเดินออกจากบ้านเงียบ ๆ มารดาของเธอเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มทำให้ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง ส่งผลให้เส้นประสาทกระทบกระเทือนจนสูญเสียการมองเห็น และทางเดียวที่จะรักษาได้ก็คือการผ่าตัดซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก และถึงแม้เธอจะอ้อนวอนผู้เป็นบิดาหลายต่อหลายครั้งให้ช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำปฏิเสธที่ไร้ซึ่งเยื่อใย มินตาต้องทนเห็นมารดากลายเป็นคนตาบอดมาเป็นเวลาเกือบเดือน จนวันนี้เธอตัดสินใจที่จะไปยังคฤหาสน์หลังงามเพื่อขอร้องบิดาอีกสักครั้ง ทั้ง ๆ ที่มารดาห้ามปรามมาโดยตลอดแต่เธอก็ยังดึงดัน เพราะคาดหวังว่าบิดาจะยอมใจอ่อนช่วยเหลือ “หนูมิน... ไปไหนล่ะ” “คุณพ่ออยู่ไหมคะ” “อยู่ค่ะ คุณท่านอยู่ในห้องทำงาน” “ขอบคุณค่ะป้าแจ่ม” หญิงสาวรวบรวมกำลังใจและหอบความหวังเต็มเปี่ยมไปหาบิดาที่ห้องทำงาน แต่แล้วเสียงพูดคุยที่ค่อนข้างดังก็ทำให้เท้าบางหยุดอยู่กับที่ “คุณราเชนทร์ดูเหมือนจะพอใจยายอ้อนนะคะ” “หึ หึ หึ ผมก็คิดแบบนั้น คุณราเชนทร์ต้องการแม่พันธุ์ที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ยายอ้อนสวยสง่าการศึกษาก็ระดับเกียรตินิยมต่างประเทศใครจะไม่สน ลูกสาวคนนี้ถูกใจผมจริง ๆ” “แน่ล่ะค่ะ ยายอ้อนเป็นลูกของฉันก็ต้องเก่งต้องดีเหมือนฉัน” “ถ้าเขาเลือกยายอ้อนปัญหาการเงินของเราก็จะหมดไป” “ฉันก็หวังจะให้มันเป็นอย่างนั้นค่ะ หรือว่าเราจะช่วยให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้นดีคะ” “ยังไงเหรอคุณ” “จัดทริปเที่ยวทะเลสักทริป บางทีบรรยากาศสุดโรแมนติกอาจจะช่วยทำให้อะไร ๆ ชัดเจนขึ้นนะคะ” “อืม... เป็นความคิดที่ดี แต่ว่าคุณราเชนทร์น่ะคงไม่ว่างง่าย ๆ ยังไงผมจะลองชวนเขาดู” “คุณจัดการเลยนะคะ ฉันเชื่อว่ายายอ้อนนี่แหละที่จะพาครอบครัวเราพ้นวิกฤตนี้ไปได้” “ผมก็หวังอย่างนั้น ไม่งั้นเราล้มละลายแน่” มินตายืนลังเลไม่กล้าที่จะยกมือขึ้นเคาะประตู เพราะไม่รู้เลยว่าเรื่องที่เธอได้ยินเป็นความลับมากน้อยแค่ไหน แต่ที่จับใจความได้คือบิดาและแม่เลี้ยงของเธอกำลังอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นลูกเขย และเขาคนนั้นก็ร่ำรวยมากพอที่จะเข้ามาช่วยพยุงฐานะที่คลอนแคลนของครอบครัวเธอได้ บิดาของเธอกำลังจะล้มละลาย! นี่คือสิ่งที่มินตาเพิ่งรู้ เพราะถึงจะไปมาหาสู่อยู่บ้างแต่เธอก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกับบิดา ก๊อก ก๊อก ก๊อก เธอตัดสินใจเคาะประตูหลังจากเสียงสนทนาเงียบลงครู่หนึ่ง ไม่นานก็ได้ยินเสียงของบิดาอนุญาตให้เข้าไปพบ โดยมีสายตามาดร้ายของคุณยุพาซึ่งเป็นแม่เลี้ยงจับจ้องอยู่ตลอด “มีอะไรเหรอมิน” “คือ...” “ก็คงจะเรื่องแม่เธออีกแล้วสินะ” คุณยุพาชิงพูดขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตอบคำถามใด ๆ “พูดมาสิมิน มาหาพ่อมีเรื่องอะไร” “คือ... เรื่องแม่ค่ะ มินสงสารแม่ค่ะ อยากให้พ่อช่วย...” “ครั้งก่อนเราก็พูดเรื่องนี้กันไปทีหนึ่งแล้วนะมิน พ่อพูดตรง ๆ เลยแล้วกันว่าพ่อกำลังมีปัญหาอยู่ไม่สามารถช่วยแม่ของหนูได้ อย่าให้พ่อต้องพูดซ้ำเลย เพราะยิ่งพูดมันก็ยิ่งดูเหมือนพ่อเป็นคนใจร้าย” คุณวันชัยพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานโดยไม่สนใจใบหน้าที่ซีดเผือดของลูกเลยแม้แต่น้อย “ค่ารักษาหลักล้านนะไม่ใช่บาทสองบาท แกคิดว่าดวงตาทั้งสองข้างของแม่แกมันมีราคามากขนาดนั้นเลยหรอ ถ้าอยากรักษาแม่แกนักก็หัดช่วยเหลือตัวเองบ้างเถอะ! อย่าทำตัวเป็นภาระคนอื่นเขานักเลย หึ! พวกปลิง!” คุณยุพาถากถางด้วยสายตาและคำพูดชนิดที่คนฟังทั้งจุกทั้งเจ็บ เพียงแต่การมาครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจว่าสาเหตุที่บิดาไม่ช่วยเป็นเพราะสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ไม่ใช่เพราะไร้เยื่อใยกับมารดาอย่างที่เธอเข้าใจในตอนแรก มินตาหอบความผิดหวังกลับบ้านอีกครั้งหลังจากบิดาปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ คนตัวเล็กก้าวลงจากรถเมล์ที่มีผู้คนเบียดเสียดด้วยท่าทางอ่อนแรง เท้าบางแทบจะก้าวไม่ออกเพราะความรู้สึกสิ้นหวัง เธอเดินฝ่าเปลวแดดที่ร้อนเปรี้ยงในเวลาเที่ยงวันอย่างไม่อนาทร เพราะมีเรื่องอื่นให้คิดกังวลอยู่ในใจ เธอจะทำอย่างไร... คำถามนี้ผุดขึ้นในใจซ้ำ ๆ แต่มินตาไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้ แต่ทันทีที่เหยียบย่างเข้าบ้านใบหน้าหมองเศร้าก็ถูกปรับให้สดชื่นขึ้น เพราะถึงแม้มารดาจะมองไม่เห็นแต่ก็ยังได้ยินชัดเจน มินตาเชื่อว่าเมื่อใบหน้ามีรอยยิ้มน้ำเสียงก็จะสดใสตามไปด้วย ทุกครั้งที่อยู่ใกล้มารดาเธอจึงมีรอยยิ้มเสมอถึงแม้ในใจจะทุกข์ตรมเต็มที “มิน...” “แม่ตื่นนานแล้วเหรอคะ” เธอรีบเข้าไปนั่งข้าง ๆ มารดาแล้วจับมือท่านไว้ “หนูไปไหนมา” “มิน... ไปซื้อผลไม้มาค่ะ” “มินอย่าโกหกแม่ มินไปหาพ่อมาใช่ไหม” มินตาตกใจไม่น้อยที่จู่ ๆ มารดาก็ถามขึ้น “คือ...” “คุณยุพาโทรมาที่บ้าน เธอต่อว่าเรื่องที่หนูไปที่นั่น...” ปลายเสียงของคุณบัวรินสั่นเครือเพราะความสะเทือนใจจนคนเป็นลูกเจ็บในอก “มินขอโทษค่ะแม่ มิน...” “แม่บอกมินแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปรบกวนเขา แม่อยู่ได้ลูก... แม่ไม่อยากรักษา เข้าใจไหม” “แม่... ฮึก... ถ้าแม่หมดทางรักษามินจะไม่ดิ้นรนไม่ดื้อดึงเลย แต่นี่แม่ยังมีโอกาสหาย จะให้มินนิ่งเฉยได้ยังไงกัน” หญิงสาวพูดทั้งน้ำตาพลางโอบกอดมารดาไว้แน่น “...ฮึก... พอเถอะนะลูก แม่ไม่อยากให้หนูลำบาก และก็ไม่อยากให้หนูไปขอความช่วยเหลือจากใครอีก อย่าให้ใครดูถูกเรามากกว่าที่เป็นอยู่เลยนะลูก” มือบางเช็ดน้ำตาให้มารดาแล้วพยักหน้ารับ “จ้ะ... ฮึก... มินจะไม่ขอความช่วยเหลือจากใครอีก” สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ต้องเผชิญมรสุมชีวิตลูกแล้วลูกเล่า เหตุผลที่มีกันแค่สองแม่ลูกก็เพราะคุณบัวรินรู้ว่าคนที่รักและอยากฝากชีวิตด้วยมีลูกเมียอยู่แล้ว เธอจึงขอเลิกทันทีโดยไม่มีความลังเลใด ๆ ทั้งที่ตัวเองก็กำลังตั้งครรภ์ เหตุผลก็คือเธอไม่อาจทำร้ายลูกผู้หญิงด้วยกันได้ แรก ๆ คุณวันชัยก็เทียวไล้เทียวขื่อหวังจะมีสองบ้าน แต่คุณบัวรินใจเด็ดเกินกว่าจะยอมเป็นเมียน้อยใคร จึงต้องเลี้ยงลูกสาวมาตามลำพังในบ้านหลังกะทัดรัดที่พ่อแม่ของคุณวันชัยเมตตาให้อาศัยอยู่ โดยที่คุณวันชัยคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เสมอ และคุณบัวรินก็รับความช่วยเหลือนั้นไว้ เพราะคิดว่าถึงตัวเองจะไม่เกี่ยวข้องแต่มินตาก็ยังคนเป็นลูกสาวของเขา … (วันต่อมา) ในตอนเช้าตรู่ของทุกวันมินตาพามารดาออกมานั่งเล่นในสวนเล็ก ๆ ที่หน้าบ้านหวังจะให้บรรยากาศดี ๆ ปลอบประโลมใจมารดา ซึ่งภายนอกคุณบัวรินยิ้มแย้มและเหมือนจะยอมรับสภาพคนตาบอดได้ แต่มินตาเชื่อเหลือเกินว่ามารดากำลังทรมานอยู่ในโลกมืด “เดี๋ยวหนูจะตัดเอาดอกไม้ไปปักแจกันเอาไว้นะคะ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จะช่วยให้แม่สดชื่นขึ้น” “ขอบใจจ้ะ” กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง! “สงสัยจะเป็นคนส่งของหนูไปดูก่อนนะคะ” มินตาก้าวเร็ว ๆ ไปที่ประตูรั้วแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าเป็นบิดาและคุณยุพาที่กดกริ่งเรียก “สวัสดีค่ะ คุณพ่อ คุณยุพา เชิญด้านในก่อนค่ะ” “ฉันไม่เข้าไปหรอก เสนียด ขี้เกียจไปรดน้ำมนต์ล้างซวย!” คุณยุพากระแทกแดกดันด้วยถ้อยคำรุนแรงโดยที่คนฟังได้แต่อดทน เพราะคำสอนของมารดาที่บอกให้เธอทำอย่างนั้นมาตั้งแต่ยังเด็ก “ที่พ่อมาวันนี้มีเรื่องสำคัญจะพูดกับแม่หนู” “พูดกับตัวลูกนี่แหละค่ะ! ตอนนี้มันพิกลพิการ พูดไปก็เท่านั้น!” มินตาถึงกับเลือดขึ้นหน้าเมื่อคุณยุพากล่าวถึงมารดาของเธออย่างนั้น และดูเหมือนคุณวันชัยก็จะรู้ดีว่าลูกสาวเริ่มทนไม่ไหว “เอาล่ะ ๆ คือ... พ่อพูดกับหนูเลยแล้วกัน” สีหน้าของคุณวันชัยดูจริงจังขึ้นจนมินตาเลิกใส่ใจคุณยุพาแล้วตั้งใจฟัง “ตอนนี้พ่อลำบาก พ่อต้องขายบ้านหลังนี้” “อะไรนะคะ” ในความรู้สึกของเธอเหมือนกับว่าตัวเองตะโกนสุดเสียง แต่ความจริงแล้วมันเบาแสนเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ “พ่อขอโทษนะลูก แต่มันจำเป็นจริง ๆ” “ทำไมคะพ่อ... ที่นี่คือที่ที่คุณปู่คุณย่าให้มินกับแม่อยู่นะคะ คุณพ่อจะขายมันไม่ได้” “ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณชัย! ส่วนคุณปู่คุณย่าที่แกอ้างถึงก็กลับบ้านเก่าไปนานละ อีกอย่างแกสองแม่ลูกก็อาศัยอยู่ฟรีมาตั้งยี่สิบปี มันคงถึงเวลาแล้วล่ะที่จะคืนให้เจ้าของเขาได้ใช้ประโยชน์!” ขาสองข้างของเธอแทบยืนต่อไม่ไหวเมื่อเห็นแววตาของคนเป็นพ่อ ถึงแม้จะไม่ใช้คำพูดแต่เธอก็รับรู้ได้ว่าเธอจะไม่ได้รับความเมตตาใด ๆ จากบิดา สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการส่งแววตาตัดพ้อให้เท่านั้น เพราะทั้งเจ็บทั้งจุกจนพูดอะไรไม่ออก “ทำไมคะพ่อ... ทำไมต้องเป็นบ้านหลังนี้” “เพราะพ่อไม่เหลืออะไรนอกจากโฉนดบ้านหลังนี้แล้วลูก พ่อรู้ว่าทุกอย่างมันกะทันหัน ถ้าหนูยังหาที่อยู่ใหม่ไม่ได้ ย้ายไปอยู่บ้านพ่อ...” “ไม่มีทาง!” คุณยุพาแทรกขึ้นทั้ง ๆ ที่สามียังพูดไม่จบประโยค แต่ครั้งนี้คุณวันชัยไม่ได้ยอมหรือเงียบเหมือนที่ผ่านมา “เรื่องนี้ผมจะตัดสินใจเอง! และคุณขัดผมไม่ได้ด้วย!” “เมื่อไหร่คะ หนูต้องย้ายออกเมื่อไหร่” “มีเวลาอีกเดือนหนึ่งลูก เจ้าของใหม่เขาจะย้ายเข้ามาอยู่” มินตาอึ้งเป็นครั้งที่สองเมื่อรู้ว่าบิดาขายบ้านหลังนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ว่าจะขายอย่างที่เธอเข้าใจในตอนแรก “พ่อขายบ้านที่มินกับแม่อยู่มายี่สิบปีไม่คิดจะบอกพวกเราสักคำเลยเหรอคะ” หญิงสาวตั้งคำถามตัดพ้อด้วยความน้อยใจสุดขีด น้ำตาแห่งความอัดอั้นเอ่อขังขอบตาจวนเจียนจะหยด แต่ก็ยังไม่ได้รับความเห็นใจใด ๆ “จะรู้ตอนไหนมันก็เหมือนกัน อย่าเรื่องมากนักเลย!” “ค่ะ ก็จริง งั้นขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบเธอก็ดึงประตูปิดโดยไม่สนใจที่จะรักษามารยาท และเดินเข้าบ้านโดยที่มีเสียงต่อมาของคุณยุพาไล่ตามหลังอย่างไม่ลดละ “ใครมาน่ะมิน” มินตาไม่ตอบคำถามมารดาโดยทันที เพราะกำลังชั่งใจว่าเธอควรที่จะบอกเรื่องนี้ให้ท่านทราบหรือไม่ เรื่องที่มารดาสูญเสียการมองเห็นเพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงเดือนก็จะต้องมารับรู้ว่าบ้านที่อาศัยอยู่จะถูกขาย เธอกลัวเหลือเกิน ว่าหัวใจของแม่จะบอบช้ำจนเกินรับไหว “มิน...” “ค่ะแม่” “แม่ถามว่าใครมา” “พ่อค่ะ” “หืม...” คุณบัวรินทำเสียงแปลกใจ เพราะนานมากแล้วที่คุณวันชัยไม่มาที่นี่ หรือเท่าที่จำได้ก็คือตั้งแต่มินตารู้จักขึ้นรถไปหาพ่อด้วยตัวเอง “แม่คะ...” เธอคุกเข่าตรงหน้ามารดาแล้วจับมือของท่านมาแนบเอาไว้ที่แก้ม “ตอนนี้พ่อกำลังมีปัญหาค่ะ” “ปัญหาอะไรเหรอลูก” “ปัญหาทางการเงินค่ะ ดูเหมือนพ่อกำลังจะล้มละลาย” “ขนาดนั้นเชียวเหรอมิน” คุณบัวรินตกใจไม่น้อย ถึงแม้จะไม่ได้มีความรัก แต่ความห่วงใยในฐานะพ่อของลูกยังคงอยู่ “ใช่ค่ะ พ่อไม่มีเงินแล้วต้องการขายบ้านหลังนี้” หลังจากพูดจบมินตาก็แทบจะกลั้นหายใจ กลัวเหลือเกินว่ามารดาจะร้องไห้ออกมา “บอกพ่อเขาไปว่าเรายินดีย้ายออก” การที่มารดายอมรับโดยง่ายทำให้มินตารู้สึกแปลกใจไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกโล่งใจด้วย “แม่น้อยใจพ่อหรือเปล่าคะ” “ไม่เลยลูก ตลอดเวลาที่ผ่านมาถึงพ่อไม่ได้ทำหน้าที่สามี แต่ก็ทำหน้าที่พ่อได้ดีในระดับหนึ่ง บ้านหลังนี้คุณปู่คุณย่าก็ให้เราอาศัยจนถึงวันนี้ ตอนนี้พ่อลำบากแม่คิดว่าเราไม่ควรไปทำให้เขาหนักใจเพิ่มขึ้น แม่ห่วงก็แต่หนูว่าจะรับภาระไหวหรือเปล่า” “แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ที่ทำงานเข้าใจหนูดี และหนูสามารถกลับไปทำงานได้ทันทีที่ทุกอย่างลงตัว” มินตาพูดถึงงานผู้ช่วยเชฟที่เธอทำอยู่ ซึ่งตอนนี้ขอลาชั่วคราวเพื่อดูแลมารดาที่ตาบอดให้ช่วยเหลือตัวเองได้ในขณะที่เธอไม่อยู่ “ถ้าหนูว่าอย่างนั้น แม่ก็ไม่ห่วงอะไรแล้วลูก” “ค่ะแม่ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนเราก็ยังรู้สึกอบอุ่น เพราะเรามีกันใช่ไหมคะ” “ใช่แล้วลูก” หญิงสาวซบใบหน้ากับอกนุ่มของมารดาเหมือนกับที่เธอชอบทำเวลาต้องการกำลังใจ ในขณะเดียวกันคุณวันชัยและคุณยุพาก็กำลังวางแผนด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่เมื่อราเชนทร์รับปากจะไปพักร้อนด้วย “ยังดีนะคะที่เรายังมีบ้านพักตากอากาศ คุณราเชนทร์เขาจะได้เห็นว่าเราเองก็มีอะไร ๆ ของเราเหมือนกัน” “ถ้าเขาจะต้องรู้ว่าบ้านเรากำลังจะล้มละลาย ผมก็อยากให้เขารู้หลังจากที่แต่งงานกับยายอ้อนแล้ว” “ฉันก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ งานนี้เราต้องทำทุกอย่างให้ดีเลยนะคะ ทำให้เขาประทับใจทั้งคนทั้งทุกอย่าง” “ผมว่าจะจ้างเชฟสำหรับไปทำอาหารโดยเฉพาะ ได้ข่าวมาว่าแม่ของคุณราเชนทร์แต่ก่อนเคยเป็นเชฟ ทริปนี้เขาจะไปกับเราด้วย” “ตอนนี้เราถังแตกนะคะคุณ จ้างเชฟมันไม่ใช่ราคาถูก อย่างน้อย ๆ ก็ครึ่งแสน” “งั้นคุณช่วยลดทิฐิลงหน่อยได้ไหมล่ะ” “ทำไมคะ” “ผมจะให้ยายมินไปทำอาหารให้ เราจะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้างใคร คุณเองก็เคยชิมแล้วนี่ว่าอาหารฝีมือยายมินยอดเยี่ยมไม่แพ้เชฟดัง ๆ เลย” คุณยุพาเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่งเมื่อได้ยินชื่อของลูกเลี้ยง ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานถึงยี่สิบกว่าปี และทางบัวรินก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการแย่งสามีของเธอไป แต่ความเจ้าคิดเจ้าแค้นของผู้หญิงก็ไม่อาจที่จะเลือนหายไปง่าย ๆ ถึงขนาดบางครั้งเธอมองหน้าสามีก็ยังอยากตบตีเขาโดยไม่มีสาเหตุด้วยซ้ำไป “เอาน่าคุณ ประหยัดไปเยอะเลยนะ” “ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ คุณก็ตกลงกันเองแล้วกัน แต่ขอเลยนะคะ อย่าให้มันพ่วงแม่มันไปด้วยเด็ดขาด!” “แต่ตอนนี้บัวตาบอดนะคุณ” “ตอนที่นังมินมันไม่อยู่ก็ให้เด็กที่บ้านสักคนไปอยู่เป็นเพื่อนแม่มันสิคะ” คุณวันชัยพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของภรรยา รู้ดีว่าคุณยุพาไม่ชอบใจสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องยอมเพราะสถานการณ์ทางการเงินบีบบังคับ “คุยอะไรกันอยู่คะคุณพ่อคุณแม่ ทำไมดูจริงจังขนาดนั้น” คล้ายเดือนเอ่ยถามพลางนั่งลงร่วมวงสนทนา “ก็คุยเรื่องคุณราเชนทร์น่ะสิลูก เขารับนัดไปเที่ยวพักร้อนกับเราที่บ้านตากอากาศ แถมเขายังพาแม่เขาไปด้วยนะ แม่คิดว่าเขาคงอยากให้แม่เขาไปดูตัวหนูแน่เลยยายอ้อน” คล้ายเดือนยิ้มมุมปากอย่างมีจริตตามนิสัยของเธอ “หนูต้องแต่งตัวแล้วก็ทำทุกอย่างให้เนี้ยบเลยนะลูก ทำให้คุณราเชนทร์เขาประทับใจในตัวหนูแล้วก็เลือกหนูไปเป็นเจ้าสาวของเขา” “คุณแม่ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกค่ะ เพราะยังไงเขาก็ต้องเลือกหนูอยู่แล้ว” หญิงสาวพูดอย่างคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง “หนูรู้ค่ะว่าจะต้องทำยังไง ถ้าเขาไม่เลือกหนูก็ถือว่าเขาเป็นผู้ชายที่โง่มากค่ะ” ด้วยความที่เติบโตมากับมารดาที่คอยให้ท้ายและเยินยออยู่เสมอ จึงทำให้คล้ายเดือนกลายเป็นหญิงสาวที่เย่อหยิ่งและมีความมั่นใจในตัวเองสูง สูงจนบางครั้งค่อนไปทางหลงตัวเองโดยที่เธอไม่รู้ตัว “แต่ยายอุ้มไม่ไปนะคะ เห็นว่ามีนัดกับเพื่อน” เธอกล่าวถึงเหมือนดาวผู้เป็นน้องสาว “ยายอุ้มนี่จริง ๆ เลย เรื่องสำคัญแบบนี้ก็ไม่รู้จักทำตัวให้ว่าง” “ช่างยายอุ้มเถอะค่ะแม่ มีหนูทั้งคนแม่จะต้องการอะไรอีก หนูไม่ทำให้แม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ” คล้ายเดือนพูดอย่างหนักแน่น ดวงตาฉายแววมาดหมายชัดเจน เธอมั่นใจเหลือเกินว่าราเชนทร์เลือกเธอแล้ว เพราะรู้ข่าวมาว่าสิ่งที่เขาต้องการคือแม่พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตรงกับเธอทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตาการศึกษาหรือชาติตระกูลเธอล้วนแล้วแต่มีพร้อมถึงแม้ตอนนี้จะเหลือแต่เปลือกก็ตามที และที่เธอมั่นใจว่าราเชนทร์ต้องเลือกเธอก็เพราะว่าที่ผ่านมาเขานัดเดตกับผู้หญิงที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมานับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีใครที่จะได้พัฒนาไปถึงขั้นพาให้ทั้งสองครอบครัวมารู้จักกันเช่นเดียวกับเธอ คล้ายเดือนจึงมั่นใจเกินร้อยว่าเธอคือคนที่ถูกเลือก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD