ทางที่เดิน
ผมบรรยายความรู้สึกของตัวเองตอนนี้ได้ไม่ถูกนักอย่างแรกคือผมรู้สึกว่าตัวผมไร้ศักดิ์ศรี ผมไม่เคยมีช่วงชีวิตที่ย่ำแย่มาก่อนและไม่เคยต้องงอนง้ออ้อนวอนขอโอกาสจากใคร แม้แต่พ่อผมยังไม่ขอร้องให้เขาส่งผมเรียนเลย
แต่นี่…
“แม่งเอ๊ย!” ผมตะโกนออกมาเสียงดังหวังว่ามันจะช่วยระบายความอัดอั้นที่มีในใจ
แม่งโคตรแย่…
ผมจะภูมิใจในอาชีพหมอและวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาได้อยู่รึเปล่า ใจผมมันตอบได้ไม่เต็มร้อยว่าภูมิใจไม่นับรวมกับความภาคภูมิใจในตัวเองที่ตอนนี้มันไม่มีเหลือแล้ว
อย่างที่สองคือผมกำลังด่าตัวเองที่ดันไปรู้สึกดีที่มีอะไรกับเจ้าของร้านหื่นๆ คนนั้น ดูก็รู้ว่าเขาเป็นคนประเภทไม่จริงจังกับความรู้สึกรักใคร่มุ่งหวังเพียงแค่ต้องการตอบสนองความต้องการทางร่างกายเท่านั้น แม้ผมจะไม่ชอบวิธีกึ่งบังคับของเขาแต่ก็ยอมรับว่ามันรู้สึกดีมากในตอนนั้น
เขาชำนาญ ช่ำชองและเร่งเร้าให้ผมตอบสนองซึ่งผมดันชอบมัน
แน่แหล่ะที่แย่…
ตอนนี้ผมทั้งรู้สึกแย่ทั้งหงุดหงิดตัวเองเลยล่ะ ผมจะมาหลงปลื้มเรื่องใต้สะดือของเขาไม่ได้
ถ้าผมเผลอตัวไป…
อีกไม่นานผมก็คงเผลอใจตามไปด้วยถึงตอนนั้นผมนี่แหล่ะที่ต้องเจ็บ
อยู่ห่างเขาเอาไว้…
อยู่ห่างเขาเอาไว้…
อยู่ห่างเขาเอาไว้ไอ้พี…
“พีพี”
“แม่…ยังไม่นอนเหรอครับ” ผมมองแม่ที่เดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง
ผมมัวแต่คิดอะไรมากไปเลยไม่ทันสังเกตว่าไฟในบ้านยังเปิดอยู่
“ไปไหนมาทำไมวันนี้กลับดึกจังเลยลูก”
“สมัครงานน่ะครับ” ผมตอบขณะนั่งถอดถุงเท้า
“สมัครงาน?”
“ครับ…พีได้งานแล้ว”
“งานอะไร? ...แม่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องหาแม่จะส่งพีเรียนเองพีแค่ตั้งใจเรียนให้จบอย่างเดียวพอ”
“เงินจากไหนล่ะครับของคุณตาน่ะเหรอ? แม่เชื่อจริงๆ เหรอครับว่ายายเล็กจะให้”
“พี!” แม่ดุผม
“ก็มันเรื่องจริงนี่ครับพีโตแล้วนะทำไมจะดูไม่ออก”
“คุณตาบอกว่าจะให้ก็ต้องให้สิ”
“คุณตาน่ะให้แต่ยายเล็กถือตัง แม่เชื่อพีเถอะว่าเราจะไม่ได้เงินสักบาทแค่บ้านหลังนี้ที่คุณตายกให้เราอยู่ยายเล็กยังชักสีหน้าเหมือนเราไปปล้นสมบัติเขามาซะอย่างนั้น”
“พี! ...” แม่ดุผมด้วยเสียงที่จริงจังขึ้นกว่าเก่า
“พีจะพูดครับไหนๆ ก็พูดออกมาแล้ว…พีรู้ว่ายายเล็กไม่อยากให้เราอยู่ ขนาดกับข้าวเขายังให้เด็กยกของเหลือจากตึกใหญ่มาให้เรากินทั้งๆ ที่แม่ก็เป็นลูกแท้ๆ ของคุณตาในขณะที่ตัวเขาน่ะมันเป็นแค่เมียนอกทะเบียน แม่อย่าใจดีกับคนที่ทำร้ายเราอีกเลยครับทั้งเรื่องพ่อเรื่องยายเล็กแค่บทเรียนที่เราเจอมามันก็หนักพอที่จะเป็นบทเรียนราคาแพงให้เราได้แล้วนะครับ….”
“แม่ขอโทษนะที่ทำให้พีต้องลำบากถ้าแม่ไม่เดินออกมา…” แม่ตอบผมเสียงเครือดูก็รู้ว่าสะเทือนใจจากคำพูดร้ายๆ ของผม
“พีขอโทษครับแม่…” ผมเดินเข้าไปกอดแม่ที่กำลังร้องไห้ “ขอโทษครับ…พีจะไม่พูดถึงมันอีกแล้วแม่อย่าร้องเลยนะครับ” ผมพูดย้ำและกอดแม่ไว้แน่นขึ้นกว่าเก่า
ยายเล็กที่ผมพูดถึงคือเมียน้อยของคุณตาครับ เธอเป็นผู้หญิงที่น่าเบื่อจุ้นจ้านวุ่นวายกับคนอื่นทุกเรื่อง งก หวงสมบัติทั้งๆ ที่ทุกอย่างมันสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของคุณตากับยายใหญ่ แต่ตอนนี้ยายใหญ่ของผมเสียไปแล้ว
แม่ปาดน้ำตาพร้อมกับผละออกจากตัวผม
“พีกินข้าวมารึยังลูก”
“ยังครับ…แม่ไปนอนเถอะพีจัดการเอง”
“กินอะไรดีล่ะข้าวผัดมั้ย” แม่ถามขณะเดินนำผมเข้าไปในครัว
ผมปรายตามองอาหารจากตึกใหญ่ที่อยู่ในฝาชี พอผมไม่ชอบแม่ก็เลยจะทำข้าวผัดให้กินสินะ
“พีกินพวกนี้ก็ได้นะแม่ไม่ต้องทำหรอก”
“พีไม่ชอบไม่ใช่เหรอ”
“ครับไม่ชอบ…แต่พีก็กินได้แม่ไม่ต้องทำหรอก” ผมเปิดฝาชีมองปลาเจี๋ยน กุ้งทอดกระเทียม ไก่ผัดเม็ดมะม่วง
ของดีๆ ทั้งนั้นทำไมจะกินไม่ได้ล่ะ ถึงจะเป็นของเหลือก็เถอะ ผมพาแม่ออกมาอยู่เองไม่รู้จะได้กินดีๆ แบบนี้รึเปล่าเลย
ผมนั่งลงรอแม่ที่กำลังตักข้าวมาให้ แม่วางจานตรงหน้าผมพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ
“ทำงานแล้วพีจะมีเวลาอ่านหนังสือเหรอลูก”
“พีแบ่งเวลาได้แม่ไม่ต้องห่วงนะ”
“ทนหน่อยนะลูก…” แม่เสียงเครือเหมือนจะร้องไห้อีกครั้ง
“อื่ม…พีจะย้ายไปอยู่หอนะแม่งานที่พีทำเขามีหอให้อยู่ฟรี”
“อยู่หองั้นเหรอ? ...” แม่พูดลอยๆ สายตาดูเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด
แม่คงจะเหงาถ้าผมไม่อยู่
“พีจะกลับมาหาแม่บ่อยๆ นะ” ผมบีบมือแม่เพื่อให้สัญญา แม่ยิ้มยางลูบหัวผมเบาๆ ก่อนจะปล่อยให้ผมกินข้าวเพียงลำพัง
กินอิ่มผมก็ล้างจานขึ้นห้องมาอาบน้ำเตรียมเข้านอน
รอยแดงที่อก…
ผมลูบรอยแดงที่เห็นผ่านกระจกเบาๆ ในหัวก็พาลนึกไปถึงเรื่องวาบหวามเมื่อหลายชั่วโมงก่อน
“คิดอะไรอยู่วะไอ้พี” ผมตีตัวเองเต็มแรงพยายามตัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดออกไปเดินออกจากห้องน้ำทิ้งตัวลงนอนท่ามกลางความมืด
‘ทำสิ’ …
‘ไม่เกร็งนะ…อย่าเกร็ง’ ….
‘แตกสิ…แตกใส่มือฉัน’ …
คำพูดเสียงแหบพร่าที่เขากระซิบบอกผมมันยังคงดังก้องอยู่ในหัวจนไม่อาจจะทำให้ผมหลับตาได้
“นอนไอ้พี! ...นอน!” ผมบอกตัวเองพร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนมิดหัว
หลังจากวันนั้นผมก็เก็บของย้ายเข้ามาอยู่ในหอรวม
ผมมีรูมเมทชื่อพี่เต้
ผมไม่เคยเจอหน้าเขาเท่าไหร่เพราะเขาไม่สุงสิงกับใครชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอน ใครๆ ก็บอกว่าพี่เขาเป็นตัวท็อปของร้านและเป็นอาจารย์ปู่ของรุ่นน้องๆ ที่เรียกอาจารย์ปู่เพราะพี่เขาเป็นนายแบบรุ่นแรกสมัยที่ร้านพึ่งเปิดใหม่ๆ
ส่วนผมเองก็ยังไม่ได้เริ่มงานในตำแหน่งนายแบบเพราะมีอีกหลายอย่างที่ต้องฝึกฝนอันดับแรกคือร่างกายผมถูกส่งเข้าฟิตเนสเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อให้ร่างกายที่ดูผอมบางนั้นหนาขึ้นและต้องดูแลถนอมผิวเป็นอย่างดีห้ามมีรอยดูดรอยข่วนให้ลูกค้าเห็นเป็นอันขาด
อันดับต่อมาผมต้องฝึกดื่ม ที่ต้องฝึกเพราะรายได้หลักของผมมาจากแก้วดริ้งที่ลูกค้าส่งให้ถ้าผมคออ่อนหรือไม่รู้เทคนิคหลบเลี่ยงผมจะเมาตั้งแต่สามแก้วแรก
อันดับต่อไปคือเต้น แม้จะเต้นเป็นจะฮิปฮอป บีบอย แจสแดนซ์มาจากไหนก็ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น ท่าเต้นจะถูกเปลี่ยนไปตามเสื้อผ้าที่ใส่แต่การเต้นก็ไม่ได้จริงจังขนาดนั้นแค่รู้จังหวะรู้คิวรู้บล็อคกิ้งของตัวเองเป็นใช้ได้
อันดับสุดท้ายคือเพื่อนร่วมงาน จำเป็นมากที่นายแบบทุกคนต้องรู้จักและสนิทคุ้นเคยกันเพื่อเป็นหูตา คอยช่วย คอยกัน คอยดูซึ่งกันและกันแต่ที่สำคัญกว่านั้นคือร้านนี้อยู่กันแบบครอบครัว
ตัวผมเองก็ชั่งใจอยู่นานว่าจะบอกพี่ๆ เขาดีมั้ยว่าผมเรียนอะไรแต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจบอกซึ่งพวกพี่เขาก็ดูตื่นเต้นตกใจและชื่นชมผมกันใหญ่ผิดกับผมที่ยังไม่ชื่นชมยินดีในตัวเอง
“พี”
“ครับ” ผมหันไปมองพี่แต้งค์รุ่นพี่นายแบบที่ส่งผ้าปิดปากสีดำมาให้ผม
"เอาไป”
“เอามาให้ผมทำไมพี่?”
“กูว่ามึงต้องใส่ตอนโชว์นะ ทุกคนมีกล้องในมือใครจะรู้วันนึงถ้ามีคลิปมึงหลุดออกไปตอนเป็นหมอมึงจะทำไง”
ผมนิ่งไปทันทีที่ได้ยินพี่แต้งค์พูดนั่นก็เป็นเรื่องนึงที่ผมกังวล
“สร้างคาแร็กเตอร์ให้ตัวเองซะ ลึกลับน่าค้นหาและไม่เปิดหน้าเป็นอันขาด”
“ขอบคุณนะพี่แต้งค์ผมก็กังวลอยู่ว่าแต่พี่คิดได้ไงเนี่ย”
“กูฉลาดไง” พี่แต้งค์ยักคิ้ว “จริงๆ คือจารย์ปู่บอกมาน่ะกูเลยเอามาให้มึง”
“พี่เต้เหรอครับ”
“อืม” พี่แต้งค์พยักหน้า “มึง…เป็นหมอเมื่อไหร่มึงต้องรักษาให้พวกกูฟรีนะ”
“ฮ่าๆ ได้พี่ขอบคุณนะครับ”
“เออ…” พี่แต้งค์ตบบ่าผมหลายทีก่อนเดินหายไป
ผมมองผ้าปิดปากอย่างซึ้งใจไม่เคยนึกเลยครับว่าพี่เต้ที่นิ่งเงียบไม่เคยสนใจผมเลยจะใส่ใจและเป็นห่วงผมเหมือนกันเริ่มรู้สึกได้นิดๆ แล้วว่าที่นี่คือครอบครัว