3 ย้ายบ้าน

3101 Words
หลังจากก่อการใช้เวลาคิดทบทวนอยู่พักใหญ่ เขาจึงตัดสินใจแยกครอบครัวออกไปใช้ชีวิตอยู่กันตามลำพังเป็นครอบครัวเล็ก ในตอนแรกเขายังไม่บอกพ่อแม่เรื่องที่จะย้ายออกจากบ้าน เขาวางแผนตัดสินใจไปหาบ้านมือสองสำหรับย้ายไปอยู่ โดยจะต้องเป็นทำเลที่ไม่ไกลมากนัก ทั้งจากที่ทำงานของเขาและที่ทำงานของเบญจา จนกระทั่งก่อการเจอบ้านหลังหนึ่งอยู่ในทำเลถูกใจ ไม่ห่างไกลจากตลาดมากนัก การเดินทางก็สะดวกสบาย บ้านหลังนั้นเป็นบ้านมือสองชั้นเดียวอยู่ในสภาพดี เหมาะกับครอบครัวเล็ก ๆ เช่นเขา ชายหนุ่มจึงยื่นทำเรื่องกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหลังนี้ โดยคำนวณแล้วว่าน่าจะพอส่งไหว จนกระทั่งระยะเวลาผ่านไปพอสมควรจนผลการยื่นกู้ออกมาว่าเขาสามารถกู้ซื้อบ้านได้ ก่อการจึงได้ดำเนินการทำเรื่องกู้ซื้อบ้านจนเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นเขาจึงตัดสินใจบอกเรื่องการจะย้ายออกจากบ้านให้พ่อแม่รู้ “วันนี้พี่จะบอกพ่อเรื่องย้ายออกจากบ้านนะ” ก่อการเปรยกับเบญจาเมื่อรถจอดสนิท ทำให้หญิงสาวเอื้อมมือไปจับแขนเขาอย่างให้กำลังใจ พลางบอกว่า “รอกินข้าวเย็นให้เรียบร้อยก่อนนะคะ ค่อย ๆ คุยกันดี ๆ” “จ้ะ” เขาตอบรับสั้น ๆ หากแววตานั้นเต็มไปด้วยความกังวล หลังจากที่รับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อการรอจังหวะที่เบญจาพาหนูแก้มขึ้นไปนอนบนห้องเรียบร้อย เขาจึงเดินตรงไปที่ก่อเกียรติและธัญลักษณ์ที่บัดนี้กำลังนั่งดูทีวีอยู่ด้วยกัน ก่อนจะไปนั่งลงข้าง ๆ แล้วเริ่มเปิดประเด็นอย่างใจเย็น “คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วยครับ” “มีอะไรหรือตาก่อ” ก่อเกียรติถามเสียงเข้มหากสายตายังไม่ละจากโทรทัศน์ “คือว่า... ผมจะพาเบญจาและลูกย้ายออกไปอยู่ที่อื่นน่ะครับ จะพาไปอยู่บ้านใกล้ที่ทำงานมากกว่านี้” ก่อการพยายามพูดราบเรียบให้ดูเป็นปกติมากที่สุด ขณะที่ธัญลักษณ์นั้นอุทานออกมาด้วยความตกใจ “อะไรนะลูก จะย้ายออกเหรอลูก” “ครับคุณแม่ ผมคิดมาสักพักแล้วล่ะครับ ผมจะพาเบญและลูกย้ายออกไปอยู่ข้างนอกนะครับ” “แล้วจะไปอยู่กันที่ไหน” คราวนี้เป็นเสียงเข้มของคนเป็นพ่อที่โพล่งขึ้นมาพร้อมกับทีวีที่ปิดลงในทันที “พอดีว่าผมซื้อบ้านไว้ในเมืองครับ ไม่ไกลจากที่ทำงานทั้งของผมและของเบญเท่าไร เราจะได้เดินทางได้สะดวกขึ้น” “เดินทางสะดวกอย่างนั้นเหรอ แล้วอยู่กับพ่อแม่มันไม่ดีตรงไหน ถึงต้องพาลูกเมียย้ายออกไปอยู่ข้างนอกด้วย” คราวนี้ก่อเกียรติจ้องหน้าลูกชายเขม็งอย่างหาคำตอบ “ไม่ใช่ไม่ดีหรอกครับ แต่ว่าบ้านเราอยู่ไกลจากที่ทำงานของผมกับเบญมาก เดินทางเทียวไปมาทุกวัน ไปกลับวันละ 2 ชั่วโมง มันทำให้เราสองคนเหนื่อยและอ่อนเพลียมากครับ เวลาที่จะมีให้หนูแก้มก็น้อยลง แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พอเสาร์อาทิตย์ผมก็จะพาหนูแก้มกลับมาเยี่ยมบ้านครับ” ก่อการพยายามใจเย็นพูดโน้มน้าวใช้เหตุผลที่ฟังขึ้นมากที่สุด “แล้วจะย้ายออกไปเมื่อไหร่ล่ะลูก” “น่าจะเสาร์อาทิตย์นี้ครับ จะได้ขนของสะดวกหน่อย” “แล้วถ้าไปอยู่ที่โน่น เวลาลูกไปทำงานกันจะเอาลูกไปอยู่ไหนล่ะ อยู่ทางนี้อย่างน้อย ๆ ยังฝากป้าช้อยช่วยดูแลหนูแก้มได้เวลาไปทำงาน” ผู้เป็นแม่ถามด้วยความเป็นห่วง “เรื่องนั้นคุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ เขามีที่รับดูแลเด็กครับ ตอนไปทำงานก็เอาหนูแก้มไปส่ง เลิกงานก็รับกลับบ้านครับ ทำแบบนี้ดีเสียอีกผมกับเบญจะได้มีเวลาให้หนูแก้มมากขึ้นด้วยน่ะครับ” ก่อการค่อย ๆ อธิบายให้มารดาคลายความกังวล “เสาร์อาทิตย์นี้เหรอ กะทันหันจริง” ผู้เป็นแม่ยังคงห่วง ไม่อยากแยกจากหลานรัก “แล้วไปซื้อบ้านกันตั้งแต่เมื่อไรน่ะ” น้ำเสียงเคร่งเครียดของก่อเกียรติถามขึ้นทำให้ลูกชายถึงกับอ้ำอึ้ง ส่งผลบรรยากาศการสนทนาในตอนนั้นค่อย ๆ คุกรุ่นขึ้นเรื่อย ๆ “คือ เพิ่งซื้อเมื่อไม่นานมานี้ครับ” “เพิ่งซื้อ ไม่นานมานี้อย่างนั้นเหรอ ในเมื่อวางแผนอยากจะย้ายออกไปอยู่กันเอง วางแผนแม้กระทั่งวันขนของแล้ว ทำไมไม่บอกกันเสียแต่เนิ่น ๆ ทำไมเพิ่งมาบอกเอาป่านนี้ที่ไม่กี่วันจะย้ายออกด้วยล่ะ ถ้าไม่เต็มใจอยากบอก ไม่ต้องบอกก็ได้นะ” “เอ่อ คือ ผม...” “พ่อ ใจเย็น ๆ ก่อนนะพ่อนะ” ธัญลักษณ์กอดแขนสามีให้ใจเย็นหากดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล “ใจเย็นอะไรกันแม่ ไอ้ก่อมันทำแบบนี้แสดงว่ามันไม่ได้เห็นหัวเราเลย เราเป็นพ่อเป็นแม่มันทั้งคนนะ นี่อะไรนึกอยากทำอะไรก็ทำอย่างนั้นเหรอ ไม่สนใจใยดีพ่อแม่อย่างเราเลยสักนิด มันคงจะคิดว่ามันเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ละมั้ง” แต่ยังไม่ทันที่ภรรยาจะพูดอะไร ก่อการก็พูดแทรกขึ้นมาในทันที “ที่ผมทำลงไป ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่เห็นหัว หรือไม่รักคุณพ่อคุณแม่นะครับ แต่เพราะผมรู้ดีว่า ขืนผมบอกความจริงไปตั้งแต่แรก คุณพ่อคุณแม่ก็คงจะห้าม โดยเฉพาะคุณพ่อด้วยแล้ว คงจะไม่เห็นด้วยและไม่ยอมให้เราย้ายออกไปแน่ ๆ ทำไมผมจะไม่รู้ว่า ทุกการตัดสินใจภายในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ผมเด็ก ๆ ไม่ว่าจะการเรียน การใช้ชีวิต หรือครอบครัว ก็ต้องผ่านการเห็นชอบของคุณพ่อก่อนทั้งนั้น อย่างเรื่องคราวนี้ หากผมไม่ทำแบบนี้ ผมจะได้ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกตามลำพังกับครอบครัวอย่างนั้นเหรอครับ...” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบดี ก่อเกียรติก็ผุดลุกขึ้นก่อนจะซัดกำปั้นหนัก ๆ ขอตัวเองเข้าไปที่ใบหน้าของลูกชายจนริมฝีปากแตกได้เลือด “ไอ้ก่อ ไม่ว่าอย่างไร เราก็ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับพ่อแม่” ก่อเกียรติชี้นิ้วตะคอกใส่ลูกชายคนโตด้วยความโกรธจัด ขณะที่อีกฝ่ายลุกขึ้นมาเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ โดยไม่สนใจริมฝีปากที่แตกจนเลือดไหลออกมา “แล้วทำไมผมจะไม่มีสิทธิ์ละครับ ในเมื่อผมเองโตแล้ว คุณพ่ออย่าลืมสิครับว่า ตอนนี้ผมโตจนอายุ 29 ปี มีหน้าที่การงานมั่นคง จนแต่งงานมีลูกมีเต้าแล้ว บ้านหลังนั้นที่ผมจะย้ายเข้าไปอยู่ ผมก็จัดการซื้อด้วยเงินของผมเอง ผมไม่ได้ขอเงินคุณพ่อแม้แต่บาทเดียว” อีกครั้งที่ก่อเกียรติพยายามจะเข้าไปตะบันหน้าลูกชาย หากภรรยาเข้าไปขวางไว้ได้ทันพร้อมกับกอดรั้งสามีไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี “เออ มึงมันแน่ มึงมันโตแล้ว ทำงานแล้ว มีลูกมีเต้าแล้ว มึงมันถึงได้อวดดี จนลืมไปแล้วเหรอว่า ไอ้ความสำเร็จต่าง ๆ ที่มึงพูดมาทั้งหมด ก็มาจากที่กูกับแม่มึงที่เลี้ยงมึงมาจนโตได้ดิบได้ดีอย่างทุกวันนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ก็เป็นเงินของกู พ่อมึงนี่คนนี้นี่แหละ เพราะฉะนั้นมึงไม่มีสิทธิ์จะมาขึ้นเสียงกับกูแบบนี้ ไอ้ลูกอกตัญญู” ก่อเกียรติตวาดลั่นบ้าน ขณะที่เบญจารีบลงมาจากด้านบนหลังจากหนูแก้มหลับไปเรียบร้อยแล้ว ก็รีบถลามาจับแขนของก่อการผู้เป็นสามีไว้แน่นเป็นเชิงเตือนให้ใจเย็นลง ทว่าถ้อยคำทวงบุญคุณของคนเป็นพ่อ และด่าว่าเขาอกตัญญูนั้น ยิ่งทำให้ก่อการใบหน้าแดงก่ำ จ้องมองบิดาด้วยความน้อยใจระคนผิดหวัง “ผมขอโทษนะครับ ที่ผมมันกลายเป็นลูกอกตัญญูที่ไม่สำนึกในบุญคุณของพ่อแม่เลยแม้แต่นิดเดียว จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ผมแค่อยากให้รู้ไว้ว่า ลูกคนนี้ไม่เคยลืมพระคุณของพ่อแม่ที่เลี้ยงผมมาจนได้ดีทุกวันนี้” ก่อการนิ่งไปอึดใจก่อนจะพูดต่อ “แต่ว่า...บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ แต่อย่าลืมว่า พ่อไม่ใช่เจ้าชีวิตของผม ผมโตแล้ว ผมมีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้ เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ไม่ว่าผมจะอาศัยอยู่ที่นี่ หรือผมจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ผมจะตัดสินใจด้วยตัวเอง” ก่อการตะโกนอย่างไม่ยอมแพ้ก่อนจะหันหน้ามามองเบญจา “เบญไปอุ้มหนูแก้มลงมา เราจะออกไปจากบ้านในคืนนี้” “อะไรนะพี่ คืนนี้เลยเหรอคะ” เบญจาอึกอัก มองหน้าสามีสลับกับพ่อแม่ที่ยืนอยู่อย่างลังเล ทว่า เธอก็รีบทำตามแต่โดยดีเมื่อก่อการตะโกนสั่งดังลั่นขึ้นมาอีกครั้ง “พี่บอกให้ไปอุ้มหนูแก้มมายังไงล่ะ” นั่นทำให้เบญจารีบวิ่งขึ้นไปด้านบนอุ้มลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับมาไว้ในอ้อมแขนพลางรีบลงมาด้านล่าง “ไอ้ก่อ หากมึงจะไป มึงก็ไปแค่สองคนผัวเมีย เอาหนูแก้มไว้นี่ กูจะเลี้ยงหนูแก้มเอง” ก่อเกียรติต่อรอง “พ่อ” ธัญลักษณะอุทานด้วยความตกใจ เธอรู้ว่าสามีรักหลานสาวตัวน้อยมากเพียงใด แต่เธอไม่คาดคิดว่า เขาจะใจร้ายพอแยกลูกออกจากพ่อแม่ได้ “ไม่มีวัน หนูแก้มเป็นลูกผม ไม่ว่าอย่างไรผมก็จะเลี้ยงดูด้วยตัวเอง” “ไอ้ก่อ มึงไม่มีทางเลี้ยงดูลูกได้ดีหรอก เอาหนูแก้มไว้ที่นี่แหละ อย่างไรกูก็เลี้ยงดูหลานได้ดีกว่ามึงที่เป็นพ่อแท้ ๆ” “ไม่มีวัน! ผมไม่ยอมให้พ่อมาแยกผมกับลูกผมได้หรอกครับ หนูแก้มเป็นลูกของผม ไม่ว่ายังไงผมก็จะเลี้ยงแกเอง และผมมั่นใจว่าจะเลี้ยงลูกได้ดี อย่างน้อยก็ดีกว่าที่พ่อเคยเลี้ยงผมมา” ก่อการเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ พยายามขวางกั้นไม่ให้ก่อเกียรติเข้าใกล้ตัวหนูน้อยที่บัดนี้กำลังร้องไห้จ้าอยู่ในอ้อมแขนของเบญจา ครั้นเมื่อก่อเกียรติเห็นท่าไม่ดีเมื่อหลานสาวตัวน้อยกำลังจะออกไปพ้นจากประตู เขาก็รีบยื่นคำขาดกับลูกชายขึ้นมาทันที “ไอ้ก่อ ถ้ามึงเอาหลานกูย้ายออกไปจากบ้าน ต่อไปมึงไม่ต้องมานับกูเป็นพ่ออีก ตายไปก็ไม่ต้องมาเผาผีกัน” ก่อเกียรติยื่นคำขาดอย่างเดือดดาลทำเอาทุกคนตกตะลึงงัน ก่อการไม่คิดเลยว่าเพียงแค่เขาต้องการย้ายออกมาสร้างครอบครัวเป็นของตัวเองนั้น มันผิดมากเสียจนถึงกับทำให้ผู้เป็นพ่อเป็นเดือดเป็นร้อนถึงขนาดจะตัดพ่อตัดลูกกันแบบนี้ ก่อการสบตาบิดาอยู่ครู่หนึ่ง ชั่วขณะที่เขาใช้เวลาคิดทบทวนกับคำขู่อันรุนแรงของบิดา พลางน้ำตาลูกผู้ชายก็รื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะตัดสินใจโดยเร็วและพูดออกไปด้วยน้ำเสียงมั่นคงว่า “ได้ครับ” พอพูดจบ ก่อการก็ตัดสินใจโอบไหล่เบญจาพาเดินออกไปจากบ้านพร้อมลูกน้อยในทันที ขณะที่ธัญลักษณ์ช่วยรั้งสามีตัวเองที่กำลังตะโกนโหวกเหวกโวยวายเสียงดังอยู่ เพื่อเปิดทางให้ลูกชายและลูกสะใภ้รวมทั้งหลานสาวตัวน้อยขึ้นรถออกไปจากบ้านได้ “พ่อ ทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ด้วยนะ ถึงขั้นตัดพ่อตัดลูกกัน ไม่ใจร้ายใจดำเกินไปเหรอพ่อ นั่นลูกเราทั้งคนนะ” ธัญลักษณ์หันขวับมาทางสามีพลางต่อว่าต่อขานหลังจากที่ลูกชายและครอบครัวขับรถออกจากบ้านไปแล้ว “พ่อเนี่ยนะใจร้ายใจดำ ใครกันแน่ที่มันเนรคุณกัน จะย้ายออกไปจากบ้านเราไม่บอกกันซักคำ ทำแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน” ก่อเกียรติหัวเสียอย่างหนัก “ก็รู้ แต่ลูกก็พยายามพูดดี ๆ แล้ว เราก็ควรค่อยพูดค่อยจากับลูกสิ ทำไมจะต้องใส่อารมณ์แบบนั้นกับลูกด้วย แม่เคยบอกพ่อแล้วใช่ไหม ว่าลูกโตแล้ว อย่าไปดุด่าอะไรลูกนักเลย แล้วนี่เป็นยังไงล่ะ สุดท้ายลูกก็ย้ายออกจากบ้านเราไปจนได้” “เอ๊ะ! แม่นี่ยังไงนะ ลูกย้ายออกจากบ้าน นี่มันความผิดของไอ้ก่อมันชัด ๆ ทำไมแม่ต้องมาโทษพ่อแบบนี้ด้วยล่ะ” ก่อเกียรติพยายามเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ “ก็ไม่ใช่เพราะพ่อหรอกหรือที่ใจร้อน ดุด่าลูกต่อหน้าลูกเมียเขาแบบนั้นหลายต่อหลายครั้ง จนลูกมันอายแล้วทนไม่ไหวน่ะสิ ถึงได้คิดย้ายออกไปจากบ้านแบบนี้” ธัญลักษณ์พูดก่อนที่น้ำตาจะไหลพรากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ทำไมพ่อไม่เคยฟังเลย ฉันเป็นแม่ ฉันไม่อยากเห็นคนในครอบครัวต้องทะเลาะกัน โดยเฉพาะพ่อกับลูกจะต้องมาทะเลาะหมางใจกันแบบนี้ แล้วพ่อน่ะ อายุจนปูนนี้แล้ว ทำไมถึงได้ใจร้อนแบบนี้ จะทะเลาะกับลูกให้มันได้อะไรขึ้นมา นี่ไม่เห็นเหรอว่า ตาก่อหอบลูกหอบเมียออกไปจากบ้านแบบนั้น เสื้อผ้าสักชุดก็ไม่เอาติดตัวไปเลย ไหนจะนมหลานอีก แล้วเวลาหิวขึ้นมา ยัยแก้มจะกินอะไรล่ะ โธ่ หลานย่า” น้ำเสียงตัดพ้อด้วยความเสียใจพรั่งพรูออกมา หัวอกคนเป็นแม่เช่นธัญลักษณ์ เธอเองไม่รู้ว่าจะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี นั่นก็ลูกและหลาน อีกด้านก็สามีสุดที่รัก ที่เคร่งครัดในกฎระเบียบมากและใจร้อนจนเกินไป จนทำให้คนที่มาอยู่ด้วยต้องอึดอัดจนวางตัวไม่ถูก ต่อให้เธอต่อว่าเขามากไปกว่านี้ก็คงจะทำอะไรไม่ได้ เพราะสิ่งที่ก่อเกียรติได้ทำลงไปแล้วนั้น รุนแรงมากเกินกว่าที่รอยร้าวอันใหญ่นี้จะสมานได้โดยง่าย เธอได้แต่หวังว่า ในอนาคตเบื้องหน้าเธอจะทำให้รอยร้าวระหว่างพ่อลูกที่หมางใจกันอยู่นี้จางลงจนสามารถเชื่อมสมานกันได้ดีดังเดิม ก่อเกียรติทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างหมดแรง เสียงสะอื้นไห้ของภรรยาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทำให้เขาเริ่มได้สตินิ่งงันไป เขาไม่คิดเลยว่า บ้านในยามที่ไม่มีลูก ๆ และหลานสาวตัวน้อยอยู่นั้น ช่างว่างเปล่าอ้างว้างเสียเหลือเกิน เสียงภรรยาร่ำไห้จนแทบขาดใจยิ่งทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไปด้วย ก่อเกียรติจึงเอื้อมมือไปแตะหลังภรรยาที่กำลังสะอื้นไห้อย่างแผ่วเบา จังหวะนั้นธัญลักษณ์ก็โผเข้ากอดสามีปล่อยโฮไม่หยุด เขาทำได้เพียงลูบหลังภรรยาอย่างให้กำลังใจ ขณะที่ตัวเองก็น้ำตารื้นเสียใจไม่ต่างกัน เพราะความอวดดื้อถือดี และวู่วามอย่างผิด ๆ ของตน จึงได้ผลักไสลูกหลานออกไปไกลเช่นนี้ หลังจากก่อการขับรถพาลูกเมียออกมาจากบ้านพ่อแม่ด้วยความหุนหันพลันแล่น เขาหยุดพักสงบจิตใจอยู่ข้างถนนชั่วครู่ ก่อนจะหันไปกอดเบญจาไว้อย่างปลอบขวัญ “พี่ขอโทษนะเบญ ที่ทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โตแบบนี้” น้ำเสียงท้อแท้สิ้นหวังของเขานั้น ก่อการไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า เพียงแค่พูดคุยเรื่องจะย้ายออกจากบ้าน จะทำให้ทะเลาะกันจนเรื่องราวบานปลายใหญ่โตถึงเพียงนี้ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ก่อ เบญว่าคุณพ่อท่านก็คงยังโกรธที่เราบอกท่านกะทันหัน ประเดี๋ยวพอใจเย็นลง ค่อยกลับมาคุยกับท่านใหม่ก็ได้นะคะพี่” หญิงสาวพยายามให้กำลังใจ พร้อมช่วยประสานรอยร้าวระหว่างพ่อลูกในคลายลง “ใจเย็นอย่างนั้นหรือ พี่ว่าไม่มีทางหรอก ก็คงตัดพ่อตัดลูกกันอย่างที่บอกนั่นแหละ” ก่อการพูดด้วยความฉุนเฉียวระคนน้อยใจ “แล้วนี่ เราจะไปไหนกันเหรอคะ” เบญจารีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ไปบ้านเราไงจ๊ะ” ก่อการหอมแก้มเบญจาและลูกสาวตัวน้อย ก่อนจะหันไปขับรถพาครอบครัวมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังใหม่ที่เขาซื้อไว้แล้ว ไม่นานนักรถของก่อการก็ขับมาในตัวเมืองและมาจอดสงบนิ่งอยู่หน้าบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ทั้ง 2 คนลงมาจากรถ โดยมีหนูแก้มหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนของเบญจา ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน โชคดีอยู่บ้างที่เจ้าของคนเก่าใจดี ขายบ้านแล้วแถมเฟอร์นิเจอร์ จึงทำให้การย้ายเข้ามาอยู่บ้านแบบไม่ทันตั้งตัวในครั้งนี้ไม่ลำบากจนเกินไปนัก เบญจาค่อย ๆ วางร่างน้อยลงบนเตียงนอนอย่างแผ่วเบา ก่อนจะรีบกระซิบกับสามีอย่างกลัดกลุ้ม “พี่ก่อคะ แล้วพวกชุดเสื้อผ้าต่าง ๆ ของลูกล่ะคะ ไหนจะเสื้อผ้าข้าวของของพวกเราอีก อยู่ที่บ้านโน้นหมดเลยนะคะ” “อือ ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวพี่ไปหาซื้อของใช้จำเป็นที่ตลาดหน้าปากซอยก่อน แล้วพรุ่งนี้ช่วงสาย ๆ พี่ค่อยกลับไปขนข้าวของที่บ้านอีกที” “ค่ะพี่ก่อ พรุ่งนี้เบญคงจะต้องลางาน เพราะเราออกมากะทันหันเกินไป ไม่ทันหาคนช่วยเลี้ยงลูกช่วงที่เราต้องไปทำงานน่ะค่ะ” ก่อการนิ่งคิดไปครู่ เขาส่งยิ้มหวานให้อย่างปลุกปลอบพลางโอบกอดภรรยาไว้แนบกาย “พรุ่งนี้พี่ก็ต้องลางานเหมือนกัน ไม่เป็นไรนะเบญ พวกเราต้องผ่านเรื่องพวกนี้ไปให้ได้ พี่สัญญา” “ค่ะพี่ก่อ” ก่อการบรรจงหอมหน้าผากเบญจาก่อนจะรีบรุดออกไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD