งานศพของก่อเกียรติผ่านไปด้วยความโศกเศร้า ลูกทั้งสองคนพยายามโน้มน้าวใจให้ธัญลักษณ์ย้ายไปอยู่ที่บ้านของก่อการ เพราะลูก ๆ ไม่อยากให้แม่ต้องอยู่บ้านหลังนี้เพียงลำพัง หากตัวธัญลักษณ์เองนั้นกลับยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปว่า
“ลูกไม่ต้องห่วงแม่หรอก แม่จะอยู่บ้านหลังนี้แหละ หากแม่ไม่อยู่บ้านหลังนี้แล้ว พ่อเขาจะอยู่กับใครล่ะ พ่อเขาคงจะเหงาน่าดู หากไม่มีใครอยู่ด้วยที่นี่”
“แต่พ่อเขาเสียไปแล้วนะครับคุณแม่”
เกียรติยศขัดขึ้น
“แม้ว่าพ่อเขาจะตายไปแล้ว แต่สำหรับแม่ พ่อเขายังอยู่กับแม่ในใจเสมอ รู้ไหมว่า บ้านหลังนี้พ่อกับแม่ช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ที่นี่มีแต่ความทรงจำของพ่อกับแม่อยู่เต็มไปหมด แล้วจะให้แม่ทิ้งบ้านหลังนี้ไปได้ยังไงล่ะลูก” ธัญลักษณ์ตอบ
“แต่คุณแม่คะ ไปอยู่ด้วยกันกับเราดีกว่าค่ะ คุณแม่จะได้อยู่ใกล้ ๆ หนูแก้มยังไงล่ะคะดีไหม”
เบญจาพยายามช่วยพูดอีกแรง พลางดันลูกสาวตัวน้อยเข้าไปใกล้ผู้เป็นย่า เมื่อธัญลักษณ์เห็นหลานตัวน้อยยืนมองเธอตาแป๋ว เธอก็ดึงหนูแก้มเข้าไปกอด พลางบอกว่า
“หนูแก้ม ย่ารักหนูมากเลยนะลูก แต่หนูจะต้องไปโรงเรียน เอาไว้เสาร์อาทิตย์ค่อยพาหลานแวะมาหาแม่บ้างนะตาก่อ”
ธัญลักษณ์ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะอยู่บ้านหลังนี้ไม่จากไปไหนแน่นอน
“ถ้าคุณแม่ตัดสินใจแบบนั้น พวกเราก็คงต้องตามใจนะครับ แล้วผมจะหมั่นพาลูกมาเยี่ยมบ่อย ๆ แต่ผมอยากให้คุณแม่รับรู้ไว้อย่างหนึ่งว่า ผม เบญและหนูแก้ม พวกเรารอคุณแม่ไปอยู่ด้วยกันนะครับ”
ก่อการบอกอย่างมีความหวัง เขาได้แต่ลอบส่ายหน้าให้กับน้องชายด้วยความอ่อนอกอ่อนใจกับความดื้อรั้นของมารดา ได้แต่ฝากป้าช้อยเพื่อนบ้านให้ช่วยดูแล หามีอะไรเกิดขึ้นให้รีบโทรหาเขาได้ทันที
ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา ก่อการและเบญจาหมั่นพาลูกสาวแวะมานอนพักที่บ้านของธัญลักษณ์ทุกสัปดาห์ ที่ผ่านมานี้ เขาสังเกตเห็นว่าเวลาอยู่ต่อหน้าเขาอาการเศร้าโศกของมารดาเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เมื่ออยู่คนเดียว เขาก็ยังแอบเห็นธัญลักษณ์กอดภาพถ่ายของก่อเกียรติร้องไห้อยู่เป็นประจำ ก่อการเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เขาจะทำอย่างไรดีที่จะให้แม่เขาคลายความเสียใจ
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันศุกร์ เวลาประมาณบ่ายสามโมง ขณะที่เขากำลังทำงานอยู่นั้น จู่ ๆ โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ปรากฎสายเรียกเข้าของป้าช้อยโทรมา ชายหนุ่มรีบกดรับสายนั้นทันที
“สวัสดีครับป้าช้อย”
“ตาก่อ คุณแม่เสียแล้วค่ะ”
คำพูดสั้น ๆ ของป้าช้อยทำให้หัวใจของเขาหล่นวูบ รีบรุดออกจากที่ทำงานไปรับภรรยาและลูกที่โรงเรียน ก่อนจะตรงดิ่งไปที่บ้านของธัญลักษณ์ในทันที
‘คุณแม่เสียแล้วค่ะ’
คำพูดของป้าช้อยยังก้องอยู่ในหัวของเขาตลอดเวลา จนเขาได้แต่คิดว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่ฝันร้าย ที่พอตื่นขึ้นมาแม่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ครั้นเมื่อเขาไปถึงบ้านของธัญลักษณ์แล้ว
เขาก็เห็นร่างมารดานอนหงายกอดภาพถ่ายของพ่อเขาในงานศพ ใบหน้าของแม่เขานั้นเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่าการนอนหลับของแม่นั้นเป็นการนอนหลับฝันดีอย่างนั้นแหละ
ก่อการแทบไม่อยากเชื่อว่า แม่ของเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว เขาเดินตรงเข้าไปที่ร่างของธัญลักษณ์ด้วยใจเบาหวิวก่อนจะทรุดตัวลงข้างเตียง แล้วเอื้อมมืออันสั่นเทาไปจับที่มือของมารดาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบจนเขาใจหายวาบ
“คุณแม่ครับ คุณแม่ตื่นสิครับ” ก่อการพูดได้เพียงแค่นั้น น้ำตาของเขาก็ไหลอาบแก้ม
“คุณแม่น่าจะไม่ได้ทานยาเลยน่ะค่ะพี่ก่อ”
เบญจาเดินเข้ามาใกล้พร้อมทั้งหยิบถุงยาที่เขาจำได้ว่าตัวเองเคยพาแม่ไปหาหมอรับยาโรคหัวใจและโรคความดันมาจากโรงพยาบาล ทันทีที่เขาเปิดถุงยานั้นดู ก็พบว่าแต่ละถุงนั้นยังคงมียาอยู่เต็มราวกับว่าเจ้าตัวไม่เคยแม้แต่จะเปิดถุงกินยาเลยสักครั้งเดียว
‘นี่ผมทำผิดพลาดไปอีกแล้วเช่นนั้นหรือ หรือที่จริงแล้วผมควรจะย้ายมาอยู่กับคุณแม่ที่บ้านหลังนี้แทน ในเมื่อคุณแม่ไม่ยอมย้ายไปอยู่’
ชายหนุ่มอดที่จะโทษตัวเองไม่ได้
หลังจากงานศพของธัญลักษณ์ผ่านพ้นไป บรรดาแขกเหรื่อทยอยกลับไปจนหมด เหลือเพียงครอบครัวของก่อการและเกียรติยศเท่านั้นที่ยังคงนั่งมองควันไฟสีดำลอยออกจากเมรุ
นานเท่านานที่สองพี่น้องนั่งเคียงกันอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งเกียรติยศเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้น
“พี่ก่อ แม่รักพ่อมากเลยเนอะ ดูสิพ่อเพิ่งจากไปไม่กี่เดือน แม่ก็มาด่วนจากไปอีก ผมว่าเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ แม่ก็จะได้ไปอยู่ด้วยกันกับพ่อ ไม่ต้องอยู่คนเดียวให้อ้างว้างแล้ว”
“อือ” ก่อการตอบอย่างขอไปที
“แล้วพี่ก่อจะกลับมาอยู่บ้านหลังนี้ไหม” เกียรติยศถาม
“พี่คงจะอยู่บ้านพี่ที่อยู่ในเมือง เดินทางสะดวกเรียบร้อยดี ว่าแต่เราเหอะ ไม่คิดจะย้ายกลับมาทำงานที่บ้านเหรอ”
คำถามของพี่ชายทำให้คนเป็นน้องต้องหัวเราะออกมาเบา ๆ
“พี่ก็รู้งานของผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ถ้าจะให้ย้ายกลับมาอยู่บ้าน ก็คงต้องย้ายออกจากงานนั่นแหละ อีกอย่างผมก็ซื้อคอนโดอยู่กับเมียที่กรุงเทพฯ แล้ว คงจะยากถ้าจะย้ายกลับมาอยู่บ้านหลังนี้ แล้วเราจะทำยังไงกับบ้านหลังนี้ดี ปล่อยเช่าดีไหม” เกียรติยศเสนอ
“พี่ยังทำใจไม่ได้ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่พ่อแม่รักมาก เดี๋ยวพี่จะคอยแวะเวียนมาดูบ้าน รอสักระยะอาจจะปล่อยเช่าแล้วกัน อย่างน้อย ๆ ก็จะได้มีคนมาอยู่ดูแลบ้านหลังนี้” ก่อการออกความเห็น
“ผมเห็นด้วยกับพี่นะ แล้วแต่พี่ก่อเลย”
สองพี่น้องนั่งคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพากันกลับมาที่บ้าน
ค่ำคืนนั้น เกียรติยศและภรรยากลับกรุงเทพฯ ไปเรียบร้อยแล้วเพราะจะต้องไปทำงานในวันรุ่งขึ้น ทำให้ภายในบ้านสองชั้นหลังใหญ่นั้นจึงเหลือเพียงครอบครัวของก่อการเท่านั้น
หลังจากที่เบญจาพาลูกน้อยเข้านอนแล้ว ก่อการก็เพิ่งจะมีเวลาเดินสำรวจในบ้าน เขาเดินดูทุกห้องภายในบ้านหลังนี้ จนกระทั่งมาหยุดภายในห้องของนอนของพ่อแม่ตัวเอง
ภายถ่ายคู่ของพ่อแม่ตั้งแต่สมัยแต่งงานถูกใส่กรอบตั้งไว้โต๊ะข้างหัวเตียง เขายืนมองความทรงจำในความรักของคนทั้งคู่อย่างมีความสุข
จนกระทั่งเขาเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักข้างหัวเตียงก็พบซองจดหมายหลายสิบซอง เขารีบหยิบซองเหล่านั้นขึ้นมาดูด้วยความแปลกใจ
ซองจดหมายแต่ละซองปรากฏลายมือของธัญลักษณ์เขียนทั้งสิ้น เขาค่อย ๆ เปิดซองจดหมายเหล่านั้นอ่านทีละฉบับ แล้วก็ต้องสะเทือนใจจนทำให้น้ำตาไหลขึ้นมาอีกครั้ง
จดหมายเหล่านี้ ธัญลักษณ์เริ่มเขียนตั้งแต่วันที่ก่อเกียรติได้เสียชีวิตลง เธอเขียนทุกวัน วันละหนึ่ง ฉบับ มีระบุวันที่เขียนหน้าซองจดหมาย พร้อมทั้งเป็นชื่อก่อเกียรติเป็นชื่อผู้รับ เนื้อความในจดหมายนั้นล้วนเล่าถึงความรักและความคิดถึงที่มีต่อสามี จนกระทั่งมีฉบับหนึ่งที่ธัญลักษณ์ได้เขียนใจความว่า...
‘...พ่อ แม่ขอโทษนะพ่อ ที่แม่เป็นแม่ที่ไม่ดี แม่เลี้ยงลูกไม่ดี จนทำให้ตาก่อต้องทำพฤติกรรมแบบนั้นกับพ่อ แม่เสียใจจริง ๆ ที่ทำหน้าที่แม่ได้ไม่ดีพอ จึงทำให้พ่อกับตาก่อต้องทะเลาะกันหนักแบบนั้น แม่ขอโทษนะพ่อนะ หากจะมีสิ่งที่แม่รู้สึกติดค้างพ่อมากที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องที่แม่ไม่สามารถทำให้พ่อกับลูกคืนดีกันได้สำเร็จ แม่ขอโทษ...’
ก่อการอ่านจดหมายฉบับนั้นไม่ทันจบด้วยซ้ำ เขาก็ร้องไห้โฮออกมา ความเสียใจปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ มีเพียงแค่ครั้งนั้นที่เขาทำ กลับทำให้เขาเสียใจและรู้สึกผิดกัดกินในใจไปตลอดชีวิต
หากย้อนเวลากลับไปได้ล่ะก็ ในวันนั้นเขาจะไม่เดินออกไปจากบ้านเลย...
หลังจากงานศพของธัญลักษณ์เสร็จสิ้นแล้ว ความที่จะต้องสูญเสียพ่อแม่ไปในเวลาใกล้ ๆ กัน แม้ว่าเขาจะพยายามทำตัวให้เหมือนกับว่าตัวเองไม่เป็นอะไร หากลึก ๆ แล้วนั้น เขากลับมีความรู้สึกผิดในใจที่ยังคงติดค้างอยู่ และเขาก็ไม่อาจจะเอาตัวเองออกมาจากความรู้สึกผิดนั้นได้
ถ้อยคำในจดหมายของธัญลักษณ์ตราตรึงในใจราวกับว่า เขาช่างเป็นลูกชายที่ไม่ดีเอาเสียเลย จนทำให้พ่อของเขาต้องเสียใจด้วยทิฐิมานะของตัวเอง
ที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดเลยว่าทั้งสองคนจะมาด่วนจากไป เขาคิดแต่เพียงว่า ไม่ว่าอย่างไร พ่อกับแม่ก็ยังคงอยู่ และคงจะมีสักวันที่เขาจะรวบรวมความกล้าพอที่จะเดินเข้าไปขอโทษพ่อของเขา ทว่าในตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสนั้นแล้ว
ก่อการนั่งกระดกเบียร์เข้าปาก เพื่อหวังว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะช่วยให้เขามึนเมา จนทำให้ลืมความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจไปได้ ชายหนุ่มนั่งกินเบียร์อยู่โต๊ะหินอ่อนหน้าบ้านกว่าสองชั่วโมงแล้ว จนกระทั่งเบญจามานั่งลงใกล้ ๆ
“ดึกแล้วเข้านอนเถอะค่ะพี่”
“แล้วลูกล่ะ”
“เพิ่งหลับไปเมื่อกี้เองค่ะ พี่ก่อเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ตั้งแต่คบกันมา เบญก็เพิ่งจะเห็นพี่กินเบียร์เยอะแบบนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละ” เธอทักด้วยความเป็นห่วง
“พี่กินเพราะอยากกิน เผื่อฤทธิ์แอลกอฮอล์มันทำให้พี่ไม่ต้องทุกข์ใจกับเรื่องที่ผ่านมา”
เขาตอบเสียงอ้อแอ้ ใบหน้าแดงก่ำ พลางกระดกแก้วเข้าปากอีกครั้ง
“แล้วพี่ทุกข์ใจเรื่องอะไรล่ะคะ”
“ก่อนคุณแม่เสีย คุณแม่ได้เขียนจดหมายหลายฉบับจ่าหน้าซองถึงคุณพ่อ พี่ก็เปิดอ่านดู แต่รู้ไหม มีฉบับหนึ่งที่ท่านบอกคุณพ่อว่า...”
เขาเงียบไปไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะเล่าดีไหม แต่พอภรรยาเซ้าซี้ถามมาอีกครั้ง เขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง หยิบจดหมายฉบับนั้นยื่นให้เบญจาแทน
ทันทีที่เบญจาอ่านจบ เธอก็เข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมสามีของตัวเองต้องรู้สึกผิดและเสียใจมากขนาดนั้น ถึงกับต้องหันมานั่งดื่มเบียร์คนเดียวแบบนี้
“พี่ก่อคะ คุณพ่อคุณแม่ท่านก็เสียไปแล้ว เบญว่าท่านก็คงรับรู้ได้ว่าพี่รู้สึกเสียใจและอยากขอโทษท่านมากแค่ไหน ท่านจะต้องเข้าใจค่ะ พี่ก็อย่าโทษตัวเองอีกเลยนะคะ”
เบญจาพยายามปลอบใจ ขณะที่ชายหนุ่มได้ฝืนยิ้ม หากภายในใจนั้นไม่ได้รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมเลย