หลังจากก่อเกียรติเสียชีวิตไปกะทันหัน ก่อการในฐานะลูกชายคนโต เขาพยายามสะกดกลั้นความเสียใจเอาไว้ และจัดการงานศพตรงหน้าให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เขาจัดการโทรหาเกียรติยศผู้เป็นน้องชายที่บัดนี้กำลังทำงานเป็นวิศวกรอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนตัวเองติดต่อประสานงานโรงพยาบาลเพื่อจะนำร่างบิดาออกไปบำเพ็ญกุศลที่บ้าน พร้อมทั้งไปรับเบญจาและลูกมาที่งานศพด้วย
ชาวบ้านและญาติพี่น้องที่รู้ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของก่อเกียรติ ต่างมาช่วยกันเตรียมสถานที่จัดงานศพที่บ้าน ผู้คนต่างช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อให้งานศพเตรียมออกมาได้อย่างเรียบร้อย พอตอนค่ำเกียรติยศถึงเดินทางมาถึงบ้านพร้อมด้วยภรรยา
ตั้งแต่กลับมาถึงที่บ้าน ธัญลักษณ์กลายเป็นคนซึมเศร้า แม้ว่าจะมีผู้คนมาแสดงความเสียใจและมาให้กำลังใจมากมายที่สามีต้องมาด่วนตายจากไป แต่เธอก็ฝืนยิ้มออกไปราวกับว่าไม่เป็นอะไร หากภายในใจแสนจะเจ็บปวดรวดร้าว
ตลอดเวลาที่พระสวดอยู่นั้นธัญลักษณ์เอาแต่คอยจ้องมองรูปถ่ายของสามี ได้แต่คิดว่า หากสามีเธอไม่โชคร้าย เขาก็น่าจะยังอยู่กับเธอ ไม่ใช่นอนนิ่งสนิทอยู่ในโลงแบบนั้น
ในคืนนั้น เวลาประมาณสองทุ่ม หลังจากสวดพระอภิธรรมศพเสร็จ และแขกทยอยกลับไปเรียบร้อยแล้ว หลงเหลือเพียงคนในครอบครัวและญาติสนิทที่ยังเหลืออยู่อีกไม่กี่คน
จู่ ๆ ธัญลักษณ์ก็ขยับไปยืนหน้ารูปถ่ายของก่อเกียรติ พร้อมกับมือเอื้อมไปจับภาพนั้นราวกับทักทาย ก่อนจะปล่อยโฮออกมา ทำให้เกียรติยศที่อยู่ตรงนั้นรีบเข้าไปใกล้ด้วยความเป็นห่วงแกมตกใจ
“ฮือ ฮือ พ่อ ไหนพ่อบอกแม่ว่าจะอยู่กับแม่ไปนาน ๆ ไหนพ่อเคยบอกว่า จะอยู่ดูแลแม่ตลอดไป แล้วทำไมพ่อต้องมาใจร้าย ทิ้งแม่ไปได้ลงคอ แล้วที่เราเคยคุยกันว่า เราจะช่วยกันเลี้ยงหนูแก้มจนโตยังไงล่ะพ่อ พ่อจำได้ไหม แล้วแม่จะช่วยเลี้ยงหนูแก้มได้ยังไงถ้าไม่มีพ่ออยู่ช่วยแล้ว”
ธัญลักษณ์สะอื้นไห้พลางต่อว่าต่อขานกับคนที่นอนอยู่ในโลง
เกียรติยศค่อย ๆ ประคองร่างบางของมารดาที่ซวนเซดูอิดโรยมานั่งบนเก้าอี้ ขณะที่ก่อการก็เข้ามานั่งเก้าอี้ข้าง ๆ พลางจับมือข้างนั้นไว้อย่างให้กำลังใจ
“คุณแม่ครับ คุณพ่อเขาไปดีแล้วล่ะครับ คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ต่อไปนี้ผมจะทำหน้าที่แทนคุณพ่อ ผมจะดูแลคุณแม่เอง”
น้ำเสียงนุ่มของลูกชายคนโต ทำให้ธัญลักษณ์เงยหน้าสบตาเขาอยู่ชั่วขณะ แล้วจับมือทั้งสองข้างของลูกชายพร้อมกับพูดขึ้นต่อหน้าคนในบริเวณนั้นว่า
“ตาก่อรู้ไหม มีเพียงเรื่องเดียวที่พ่อเขาติดอยู่ในใจ ถึงแม้ว่า พ่อเขาจะไม่เคยพูดออกมาเลยก็ตาม แต่แม่ก็รู้ว่า พ่อเขารอเรามาตลอดนะตาก่อ”
ธัญลักษณ์เว้นจังหวะสะอื้นไห้ ก่อนจะพยายามพูดต่อ
“ตั้งแต่ตอนที่พ่อกับลูกทะเลาะกันคราวนั้น จริงอยู่พ่อเขาได้พลั้งปากจะตัดพ่อตัดลูก แต่ลูกรู้ไหม พ่อเขาเสียใจมากแค่ไหนที่พูดแบบนั้นออกไป ตาก่อทำไมลูกถึงไม่รู้บ้างว่าที่พ่อเขาทำไปทั้งหมดในวันนั้นเพราะว่าพ่อเขารักลูกมากรู้ไหม เพียงแต่ว่าพ่อเขาเป็นผู้ชาย จะให้เขามาบอกรักลูกแบบแม่ เขาก็ทำไม่ได้ อีกอย่างพ่อเขาก็คิดว่าตัวเองเป็นพ่ออายุเยอะแล้ว คนเป็นลูกก็ควรจะอ่อนข้อเข้าหา ตาก่อรู้ไหมแค่เพียงลูกกลับมา ไม่พยายามหลบเลี่ยงพ่ออย่างที่เคย พ่อกับลูกก็คงจะได้คุยกันและกลับมาคืนดีกันได้เหมือนเดิม เรื่องเพียงแค่นี้ ทำไมเราถึงทำให้พ่อไม่ได้นะตาก่อ”
คำตัดพ้อของมารดา ทำให้เขาน้ำตารื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ในหัวใจ
“คุณแม่ครับ อันที่จริง ผมเองก็คิดอยากจะกลับมาขอโทษคุณพ่อนะครับ ที่ในคืนนั้น ด่วนตัดสินใจย้ายออกจากบ้าน แต่ว่า... ผมมันไม่ดีเอง ผมมันขี้ขลาด ผมเข้าหน้าคุณพ่อไม่ติดน่ะครับ แค่คำพูดของคุณพ่อในคืนนั้น ผมเลยไม่รู้ว่าหากเจอหน้าคุณพ่อแล้ว ผมจะต้องทำตัวอย่างไร แต่พอมาวันนี้ ผมก็ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว”
ประโยคสุดท้ายของก่อการแผ่วเบาราวกับพยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงคอ อย่างยากลำบาก
“ตาก่อ ต่อให้ลูกคิดได้ตอนนี้ ก็สายไปเสียแล้วล่ะลูก พ่อเขาตายไปแล้ว เขาไม่มีวันมาได้ยินหรือได้รับรู้คำขอโทษของลูกได้หรอก”
คำพูดของธัญลักษณ์ ทำให้ก่อการจิตใจหน่วงหนัก เขาอยากให้พ่อลุกขึ้นมาด่าเขา ดุเขาเหมือนเช่นทุกที ยังดีกว่าจากไปแบบนี้โดยที่เขาเองไม่ได้เอ่ยคำขอโทษ
จังหวะนั้นเอง หนูแก้มในวัยหกขวบ ก็เดินตรงมาใกล้ธัญลักษณ์พร้อมกับเอามือน้อย ๆ ของตัวเองเอื้อมไปเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลรินของผู้เป็นย่า
“คุณย่าร้องไห้ทำไมเหรอคะ”
คำพูดใสซื่อบริสุทธิ์ทำให้คนเป็นย่าหลุดยิ้มออกมาได้ อย่างน้อย ๆ หลานสาวตรงหน้าก็เป็นแก้วตาดวงใจที่สามีเธอรักนักรักหนา
“จ้ะ ย่าไม่ร้องไห้แล้ว”
“หนูแก้มพาคุณย่าไปอาบน้ำนอนสิลูก”
เบญจาบอกลูกสาว
“คุณย่าขึ้นไปอาบน้ำนอนด้วยกันนะคะ”
เด็กน้อยพูดตามที่มารดาสั่ง พร้อมกับจูงมือย่าพาเข้าไปในบ้าน
นานเท่าไรไม่รู้ที่ก่อการยังคงนั่งเก้าอี้ตัวนั้น โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าคนรอบข้างหายไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งเบญจาเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ เขาพร้อมกับแตะที่บ่าเขาอย่างแผ่วเบา
“พี่ก่อ ดึกแล้วนะคะ ไปอาบน้ำนอนเถอะค่ะ พรุ่งนี้เช้ายังจะต้องมีอะไรอีกเยอะแยะที่จะต้องทำกันนะคะ”
“แล้วลูกล่ะ”
“ลูกหลับไปแล้วค่ะ วันนี้หนูแก้มเข้าไปนอนเป็นเพื่อนคุณแม่ ส่วนคนอื่น ๆ ก็เข้านอนกันหมดแล้วล่ะค่ะ”
“เบญ พี่เป็นลูกชายที่แย่มากเลยอย่างนั้นเหรอ” เขาถามทั้ง ๆ ที่สายตายังคงจ้องมองที่รูปของบิดา
“พี่ก่อ อย่าโทษตัวเองอย่างนั้นสิคะ”
“สำหรับเบญ เบญรู้นะคะว่าพี่ก่ออยากเจอหน้าคุณพ่อ อยากคุยและขอโทษท่านมากแค่ไหน แต่พี่เพียงแต่ไม่กล้าเข้าหาท่าน หลังจากที่ท่านเคยประกาศว่าตัดพ่อตัดลูกใช่ไหมคะ ลึก ๆ แล้วเบญรู้นะคะว่าพี่ก่อก็รักคุณพ่อมากเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นที่ผ่านมา เวลานัดเจอท่านทั้งสอง พี่จะเป็นคนพาเบญและลูกไปหาเหรอคะ ถึงแม้ว่าพี่จะอ้างว่าติดธุระ แต่เบญรู้ว่า พี่แค่ไม่กล้าพบหน้าท่านเท่านั้น”
“นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่พี่ทำผิดตลอดมาก็ได้นะ การที่พี่ไม่กล้าเข้าไปหาคุณพ่อ หรือคุยกับท่านดี ๆ ถ้าพี่มีความกล้ามากกว่านี้เสียหน่อย ป่านนี้พี่กับคุณพ่อก็คงจะคืนดีกันไปนานแล้ว”
“เบญรู้ค่ะว่าพี่คิดยังไง” เบญจาจับมือสามีอย่างให้กำลังใจ
“แต่... คุณแม่ต่อว่าพี่ จนพี่รู้สึกผิด พี่รู้สึกเสียใจมากเลยนะน้องเบญ”
“พี่ก่ออย่าคิดมากสิคะ สิ่งที่คุณแม่พูดไป ก็เพียงเพราะว่าท่านกำลังเสียใจมากที่คุณพ่อมาด่วนจากไป ท่านไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าพี่จริง ๆ หรอกค่ะ”
“แต่มันก็จริงอย่างที่คุณแม่บอกนะ ถ้าพี่อยากจะขอโทษคุณพ่อเอาตอนนี้ มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะคุณพ่อก็ตายไปแล้ว” น้ำเสียงหวิวปนเศร้าทำให้เบญจาใจหายวาบ
“พี่ก่อ...”
เบญจาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ในยามนี้การเสียชีวิตไปของก่อเกียรติทำให้ทั้งครอบครัวเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ โดยเฉพาะสามีของเธอที่เขาคงจะรู้สึกเสียใจมากเพราะเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เมื่อการจากไปของบิดา ทำให้ตัวเองรู้สึกสายเกินไปที่เอ่ยคำว่า ‘ขอโทษ’
คืนนั้นก่อการพยายามนอนข่มตานอนหลับ ทว่าในสมองเขาก็ครุ่นคิดถึงแต่เหตุการณ์ที่เขาเคยทะเลาะกับพ่อในคืนนั้น และหลายต่อหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอด 5 ปี แม้เขาจะมีโอกาสขอโทษหลายต่อหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยทำเลยสักครั้ง