1-1
“คุณเหรอคะที่ได้รับหัวใจของพี่ชายฉันไป”
ปานเดือนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามนิสัยของเธอ
“หนูคือ...”
“หนูคือน้องสาวของพี่ดินคนที่บริจาคหัวใจให้คุณค่ะ”
“ขอบคุณ! ขอบคุณนะคะ! ฮึก...”
นางกันยาลงไปคุกเข่าบนพื้นกระเบื้องแล้วยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณผู้มีพระคุณของนาง
“คุณน้าลุกเถอะค่ะ!”
ปานเดือนรีบเข้าไปประคองให้นางกันยาลุกขึ้นจากพื้นด้วยความตกใจ เพราะถ้าช้าอีกนิดอีกฝ่ายคงก้มลงกราบเธออย่างแน่นอน
“น้าขอบคุณหนูจริง ๆ ขอบคุณหนูมาก ๆ ที่ตัดสินใจบริจาคหัวใจให้สามีน้า”
“ผมขอบคุณคุณมากครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
นายสมหมายรวมทั้งรริชาผู้เป็นลูกสาวรีบยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงพี่ชายของฉันเขาก็ไม่รอด ได้ช่วยต่อลมหายใจของคุณถือว่าเป็นกุศลมาก”
ปานเดือนบอกตามความรู้สึกจริง ๆ จากใจ เมื่อทีมแพทย์เรียกเธอเข้าไปคุยและบอกว่าไม่สามารถยื้อชีวิตพี่ชายของเธอไว้ได้ และอยากจะให้เธอผู้เป็นญาติเพียงคนเดียวสร้างกุศลด้วยการเซ็นใบบริจาคอวัยวะ เธอก็ตกลงทันทีเพราะอยากจะให้พี่ชายได้ทำบุญใหญ่ และคนที่ได้รับหัวใจก็คือนายสมหมาย
“คุณเป็นคนดีจริง ๆ ขอให้คุณเจริญ ๆ นะ น้ามีลูกสองคนอยู่ในวัยเรียน ผัวน้าเป็นเสาหลัก ถ้าขาดเขาพวกเราคงเคว้งคว้าง ขอบคุณที่คุณเมตตาให้แสงสว่างกับครอบครัวเรา”
“ยินดีค่ะ”
ปานเดือนเปิดกระเป๋าแล้วหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งมายื่นให้นางกันยา
“อะไรจ๊ะ”
“ฉันให้ค่ะ เอาไว้ใช้ตอนที่สามีน้ายังพักฟื้น จะได้ไม่เดือดร้อน”
“ไม่เอาจ้ะ! น้าไม่เอา! แค่นี้น้าก็เป็นหนี้บุญคุณคุณมากแล้ว”
“อย่าเกรงใจเลยค่ะ ฉันยินดีที่จะช่วยเหลือจริง ๆ”
เธอบอกพร้อมยัดเงินใส่มือของนางกันยา ก่อนที่ทั้งครอบครัวจะพากันยกมือไหว้ขอบคุณอย่างพร้อมเพรียง พร้อมคำอวยพรอีกชุดใหญ่
“ฉันไปก่อนนะคะ ขอให้แข็งแรงไว ๆ ค่ะ”
หญิงสาวส่งยิ้มก่อนจะเดินออกจากห้องพักฟื้นผู้ป่วยรวม
“พวกเราโชคดีมากนะแม่”
“ใช่พ่อ คนอะไรใจดีจริง ๆ เราเป็นหนี้บุญคุณเขามากเลยนะ”
รริชานั่งนิ่งอยู่ชั่วครู่ก็ตัดสินใจวิ่งตามปานเดือนออกมา
“คุณคะ! คุณ!”
“มีอะไรเหรอ”
“หนูขอที่อยู่หรือเบอร์ติดต่อคุณได้ไหมคะ”
“จะเอาไปทำไมล่ะ”
“คือ... เผื่อวันหนึ่งหนูอาจจะตอบแทนอะไรคุณได้บ้างค่ะ”
รริชาบอกอย่างหนักแน่นพลางจ้องมองปานเดือนด้วยแววตาจริงใจ เพราะซาบซึ้งในน้ำใจที่อีกฝ่ายมีให้อย่างที่สุด อยากจะตอบแทนที่ปานเดือนช่วยให้บิดาของเธอหนีพ้นเงื้อมมือของมัจจุราชได้แบบหวุดหวิด
“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ได้หวังอะไรทั้งนั้น แค่อยากช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก”
“หนูตั้งใจจริง ๆ นะคะ คุณมีบุญคุณกับครอบครัวเรามาก หากวันข้างหน้ามีอะไรที่หนูจะช่วยคุณได้หนูอยากทำค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ บุกน้ำลุยไฟที่ไหนหนูทำได้ค่ะ”
ปานเดือนส่งยิ้มเมื่อเห็นความตั้งใจของรริชา
“เรียนถึงไหนแล้ว”
“ปีสุดท้ายค่ะ”
พอได้คำตอบเธอก็พยักหน้าแล้วหยิบนามบัตรมอบให้รริชา
“เบอร์โทรฉัน เรียนจบเมื่อไหร่ก็โทรมาฉันจะให้งานทำ”
หลังจากนั้นไม่นานรริชาก็เรียนจบ และสิ่งแรกที่เธอทำคือติดต่อไปหาปานเดือน ซึ่งอีกฝ่ายให้งานเธอคืองานขายกระเป๋าแบรนด์เนม ที่ปกติแล้วต้องผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี แต่รริชาได้งานนี้เพราะเส้นสายล้วน ๆ
ปานเดือนบอกกับรริชาว่าที่ช่วยเหลือเพราะชอบในความกตัญญูของเธอ จากที่รริชาจะติดต่อเพื่อหาทางทดแทนบุญคุณ กลับกลายเป็นสร้างหนี้บุญคุณให้เพิ่มขึ้นเพราะปานเดือนดีกับเธอเหลือเกิน
ปานเดือนแวะเวียนมาหาเธออยู่บ่อย ๆ เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่ไม่เคยขอให้เธอตอบแทนอะไรเลยจวบจนวันนี้ วันที่ปานเดือนขอให้เธอไปเป็น... เมียน้อยของสามีตัวเอง
รริชามองผู้มีพระคุณที่นั่งสะอื้นอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสาร เธอยื่นมือไปกุมมือของปานเดือนเอาไว้แล้วบีบกระชับอย่างต้องการให้กำลังใจ
“คุณเดือนอย่าร้องไห้ค่ะ หนูรู้สึกไม่ดีเลยเวลาเห็นคุณเป็นแบบนี้”
น้ำใจของปานเดือนที่มีให้เธอและครอบครัวทำให้รริชามองปานเดือนเป็นมากกว่าผู้มีพระคุณ เวลาที่เห็นอีกฝ่ายทุกข์ก็ทุกข์ไปด้วย
“เธอรับปากฉันได้ไหมริชา ขอร้องเถอะนะ”
“แต่หนู...”
รริชาอึกอักเพราะถึงจะเคยบอกว่าพร้อมที่จะทำให้ปานเดือนได้ทุกอย่าง แต่การที่ถูกขอร้องให้ไปเป็นเมียน้อยของผู้มีพระคุณมันเป็นเรื่องที่ลำบากใจไม่น้อย
“ฉันรู้ว่าเธอลำบากใจ แต่ฉันไม่รู้จะไว้ใจใครได้นอกจากเธออีกแล้ว ริชา...”
“คะ...”
“ฉันทุกข์ทรมานใจมากจริง ๆ ช่วยฉันสักครั้งเถอะนะริชา ให้ฉันไหว้เธอก็ได้...”
“อย่าค่ะ!”
รริชารีบห้ามเมื่อปานเดือนประนมมือไหว้อ้อนวอนเธอ
“คุณเดือนคิดดีแล้วเหรอคะ คุณเดือนจะไม่เสียใจเหรอคะในเมื่อเขาเป็นสามีคุณ”
“ไม่... ฉันไม่เสียใจแน่นอน ก็อย่างที่ฉันบอกเธอไปนั่นแหละ... ฮึก... ถ้าเธอไม่ช่วยฉันคงทุกข์อย่างนี้เรื่อยไป”
แววตารวดร้าวและน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของปานเดือนทำให้หัวใจของรริชาสั่นไหว จึงบอกตัวเองว่าเธอไม่ควรลังเล เพราะนี่คือหนทางที่จะช่วยให้ผู้มีพระคุณพ้นจากทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่
“หนูจะช่วยคุณเดือนค่ะ”
“ขอบใจนะริชา! ขอบใจมาก! ฉันคิดอยู่แล้วว่าเธอต้องช่วยฉัน”
“คุณเดือนไม่ต้องทุกข์แล้วนะคะ หนูจะทำให้ดีที่สุดค่ะ”
“ขอบใจเธอจริง ๆ”
ปานเดือนกล่าวขอบคุณพลางส่งยิ้มทั้งน้ำตา ทั้งดีใจทั้งโล่งใจที่รริชาตอบรับคำขอของเธอ
…
ทันทีที่สองเท้าเหยียบย่างลงบนแผ่นดินไทย ‘อัคราช’ ก็รีบต่อสายหาภรรยาทันที ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่เขาไม่ได้เจอเธอ เขาถูกความคิดถึงทรมานเสียจนบางครั้งอยากทิ้งทุกอย่างแล้วกลับไปหาเธอ
อัคราช ภาติยะกุล นักธุรกิจหนุ่มเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังทั้งในและนอกประเทศ รูปสมบัติรวมทั้งทรัพย์สมบัติที่เขามีมันทำให้อัคราชกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่สาวทๆ ให้ความสนใจมากที่สุด ไม่ว่าเขาจะขยับตัวทำอะไรก็ได้รับความสนใจอยู่เสมอ
เขาหล่อเหลา โดดเด่น และเฉียบคมเมื่ออยู่ในสนามธุรกิจ ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวเขาล้วนแล้วแต่น่าทึ่ง แต่ที่น่าเสียดายคือเขาแต่งงานแล้ว ละทิ้งเขี้ยวเล็บเพราะหลงรักพนักงานขายรองเท้าในห้างของตัวเอง
‘ปานเดือน ภาติยะกุล’ ภรรยาสาวที่ใคร ๆ ก็พูดว่าทั้งคู่ไม่เหมาะสม แต่เขากลับยิ่งรักเธอมากขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น
“ฮัลโหล”
“ฮัลโหลว่าไงวะ”
“แกอยู่ไหนวะคิม”
“รออยู่ทางออกแล้วแกมาเลย”
“อืม... ฉันโทรหาเดือนแต่เธอไม่รับสายเลยว่ะ”
“เดือนน่าจะหลับมั้ง นี่ช่วงบ่ายด้วย”
“หึ หึ แกพูดเหมือนเมียฉันเป็นเด็กอนุบาลงั้นแหละถึงต้องนอนหลังมื้อเที่ยง”
คิมหันต์ไม่ตอบอะไรกลับมาแต่กดวางสายเป็นการตัดบท