ทั้งสามคนพากันเดินเข้าไปในร้านอาหารด้วยความคุ้นเคย และตรงไปนั่งที่โต๊ะประจำสมัยเรียนอย่างไม่ได้ต้องนัดหมาย
นวินสัมผัสได้ถึงความห่างเหินของคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันมาหลายเดือนแล้ว แต่เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมทั้งสองถึงได้ดูเย็นชาบึ้งตึงกันขนาดนี้ เพราะหลังจากที่เกิดเรื่องในตอนนั้น เขาก็ได้เดินทางไปต่างประเทศทันที และกลับมาอีกทีก็รู้ว่าทั้งสองแต่งงานกันแล้ว เลยคิดว่าทั้งคู่น่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิดเลย
ครั้งแรกที่เขารู้ข่าวก็เข้าใจว่า เมทัสยอมรับและเปิดใจสารภาพรักกับพลอยใสจริง ๆ แต่เท่าที่ดูตอนนี้เหมือนว่ามันจะไม่ใช่อย่างนั้นจริง ๆ ด้วยบรรยากาศที่อึมครึมทำให้เขาต้องจัดการกับอะไรบางอย่างระหว่างทั้งคู่เสียแล้ว
“เอาเป็นว่าวันนี้เราเลี้ยงเอง ถือว่าเลี้ยงชดเชยที่ไม่ได้ไปร่วมงานแต่งนะพลอย”
“ไม่ดีกว่านวิน ช่วยกันออกก็ได้ พลอยเกรงใจ” พลอยใสไม่อยากจะเอาเปรียบใคร และอีกอย่างเธอเองก็เป็นคนชวนชายหนุ่มเพื่อนสมัยเรียนคนนี้มาทานข้าวด้วยตัวเอง จะให้เขาเป็นคนออกเงินได้ยังไงกัน
“ไม่เป็นไรพลอย เราขอเลี้ยงนะอย่าขัดเราเลย” มือหนายกขึ้นไปจับที่ไหล่เล็กของแพทย์หญิงอย่างสนิทสนมด้วยความไม่รู้ตัว แต่เหมือนว่าการกระทำของทั้งสองช่างไปขัดหูขัดตาของใครบางคนเข้า จนคนคนนั้นต้องทำเสียงกระแอมไอออกมาอย่างเสียไม่ได้
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม”
เจ้าของมือหนาที่เหมือนจะรู้ตัวก็รีบเอามือออกอย่างไว นี่เขาลืมตัวไปได้ยังไงกัน เมื่อกี้ก่อนเข้าร้านเจ้าเพื่อนสนิทของเขายังหน้าหงิกหน้างออยู่เลยที่รู้ว่าเขามากินข้าวกับภรรยาของมัน
“นี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” นายแพทย์หนุ่มทำท่าทางเปลี่ยนเรื่องคุย
เขาหันมาถามไถ่เรื่องเพื่อนสนิทที่เคบเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันแต่ต่างคณะทันที เพราะไม่อยากเห็นสองคนตรงหน้าคุยกันอย่างสนิทสนมเหมือนเขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย
“กลับมาได้สองสามวันแล้ว ออกมาเดินเล่นแก้เบื่อ เลยเจอเข้ากับพลอยพอดี” นวินรีบอธิบายทันที เขาเกรงว่าจะเป็นต้นเหตุทำให้สองสามีภรรยามีปัญหากัน
แหม เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย พอแต่งงานกันแล้วทำไมบรรยากาศมันช่างแปลกประหลาดซับซ้อน จะว่าทั้งคู่รักกันก็ไม่ใช่ เพราะเท่าที่ดูคือเหมือนจะไม่มองหน้ากันเลยด้วยซ้ำ แต่จะว่าไม่รักกัน แล้วทำไมเจ้าหมอหนุ่มคนนี้กลับทำหน้าบึ้งเหมือนไม่พอใจที่เขาทำท่าสนิทกับภรรยาของมันอย่างนั้นล่ะ
“พลอยว่าเรามาสั่งอาหารกันดีกว่า นวินสั่งเลย นายไม่ได้อยู่ไทยนานน่าจะคิดถึงอาหารไทยใช่ไหม”
หญิงสาวคนเดียวที่โต๊ะนี้ยื่นเมนูให้กับนวินที่เดินทางไปอยู่ต่างประเทศพึ่งกลับมาเป็นคนเลือกสั่งอาหาร ด้วยความที่ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทกัน ทำให้เขาสั่งอาหารเผื่อให้เพื่อนทั้งสองอย่างรู้ใจ เพราะยังพอจำได้ว่าทั้งคู่ชอบกินอะไรสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันเมื่อนานมาแล้ว
รอไม่นานนัก อาหารที่สั่งไปก็ได้ถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะทีละจานจนเกือบครบแล้ว สาวสวยที่ไม่อยากสนทนาอะไรกับอีกสองคน ด้วยความหิวทำให้เธอตักอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ท่าทางที่เหมือนเดิมเหมือนเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ทำให้นวินมองแล้วถึงกับยิ้มออกมาทันที
“พลอย นี่ทำงานทั้งวันยังไม่ได้กินข้าวหรือไง”
น้ำเสียงเป็นห่วงที่ปนไปกับเสียงขบขันทำให้คนถูกถามหันมามอง ก่อนที่จะกลืนข้าวลงคอและดื่มน้ำตามลงไปอึกใหญ่
“วันนี้พลอยติดเคสทั้งวัน ก็เลยกินข้าวกลางวันไปนิดหน่อยเอง พอตกเย็นก็เลยหิวโซแบบนี้แหละ”
“ถึงว่า เหมือนคนไม่มีอะไรตกถึงท้องมานานเลย” นวินได้ยินเพื่อนสาวพูดแบบนั้นแล้วก็อดแซวขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นก็หันไปพูดกับหมอหนุ่มเพื่อนรักที่นั่งข้าง ๆ ทันที
“ไอ้เมทัส ดูแลเมียยังไงวะ ปล่อยให้ไม่ได้กินข้าวกินปลาแบบนี้”
“คนเราก็ต้องรู้จักดูแลตัวเองนะ จะให้คนอื่นดูแลตลอดได้ยังไง ตัวเองยังดูแลไม่ได้ แล้วแบบนี้จะไปดูแลใครได้ล่ะ”
คำพูดที่ฟังดูเหมือนจะธรรมดา แต่ทว่าหญิงสาวคนฟังกลับรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ทั้ง ๆ ที่เธอก็นั่งกินข้าวของเธออยู่เฉย ๆ ทำไมต้องพูดเหมือนกับเหน็บแนมประชดประชันเธออย่างไรอย่างนั้น แต่หญิงสาวก็ทำเป็นไม่สนใจ กินอาหารตรงหน้าต่อไปเงียบ ๆ
ทางด้านคนถามอย่างนวินก็ทำหน้าเหวอ เพราะเหมือนกับว่าเขาดันไปถามจี้ถูกจุดอะไรสักอย่างของคู่นี้เข้าให้แล้ว นอกจากจะช่วยสานสัมพันธ์ให้ทั้งคู่อย่างที่นึกไว้ก่อนเข้าร้านอาหารไม่ได้ บางทีเขาเองนี่แหละอาจเป็นชนวนให้สองสามีภรรยาเพื่อนรักตรงหน้ามีปัญหากันมากกว่าเดิม
ทั้งสามนั่งกินข้าวกันเงียบๆ ยังคงมีเพียงแค่พลอยใสที่คอยถามไถ่นวินด้วยท่าทางที่ดูมีความสุขและสดใส ต่างจากสามีของเธอที่เอาแต่จ้องมองมาทางภรรยาสาว ด้วยแววตาเย็นชา ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับก่อนพร้อมกับทำหน้าราวกับไม่พอใจคนทั้งโลกให้ทั้งสองคนเห็น แต่ก่อนกลับก็ยังหันไปมองคนทั้งคู่ที่กำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติด้วยเหตุผลบางอย่างอย่างมีมารยาท
“กูว่ากูกลับก่อนดีกว่า วันนี้เหนื่อยมากเลยอยากกลับไปพักผ่อน”
“ได้สิ กูก็ว่าจะกลับแล้วเหมือนกัน”
นวินรู้สึกว่าเมทัสมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจที่เขากับพลอยใสคุยกันนักก็เอ่ยตอบขึ้นมาบ้าง เผื่อว่าก่อนกลับจะได้เห็นรอยยิ้มของเพื่อนสนิทคนนี้สักนิด นี่ยิ่งมองยิ่งต่างจากสมัยเรียนมากเลย
ตอนนั้นเมทัสเป็นเหมือนสายลมเย็นที่พัดพาแต่ความสุขสนุกสนานอารมณ์ดีมาสู่เพื่อน ๆ คุยด้วยแล้วมีแต่ความสบายใจซึ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึกอึดอัดในตอนนี้เหลือเกิน
“เดียวพลอยไปส่ง”
“ไม่เป็นไรพลอย เดี๋ยวเรากลับแท็กซี่ พลอยกลับไปพักเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วนี่” นวินรีบแย้งขึ้นทันที เพียงแค่นี้รังสีความไม่พอใจของเมทัสก็ชัดเจนพอ เขากลับแอบสงสัยอยู่ลึก ๆ ว่าทำไมพลอยใสถึงดูไม่ออก หรือว่าดูออกแต่ไม่สนใจกันแน่...
“งั้นเดี๋ยวไว้วันหลังเรานัดกันใหม่นะ วันนี้ยังคุยไม่เต็มอิ่มเลย” สาวสวยใบหน้าหวานยิ้มให้กับชายหนุ่มที่เคยเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างไม่คิดอะไร
ดวงตาสดใสและดูมีความสุขของเธอกำลังทำให้ใครบางคนไม่พอใจจนอกแทบระเบิด ร่างสูงของเขารีบก้าวเดินออกจากร้านอาหารไปทางลานจอดรถทันทีโดยไม่สนใจเพื่อนสนิทและภรรยาสาวของตัวเองอีก ทำให้สองหนุ่มสาวที่ยืนล่ำลากันอยู่ต้องมองตามอย่างสงสัย จนพลอยใสเองถึงกับแอบบ่นออกมาอย่างลืมตัว “ผีอะไรเข้าสิงอีกล่ะนั่น”
ชายหนุ่มที่ยืนข้าง ๆ ถึงกับหันหน้ามามองทันที เขาอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้เพราะเขาเองเป็นคนขี้สงสัยเหลือเกินในตอนนี้
“พลอยกับเมทัส ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า”
“ก็ไม่เชิงหรอก พลอยก็ไม่เข้าใจว่าพลอยทำผิดอะไรนักหนา” พลอยใสถึงกับทำหน้าเศร้า
เพราะเธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าสำหรับเมทัส ความผิดของเธอมันร้ายแรงถึงขนาดนี้เชียวหรือ ขนาดที่แม้แต่หน้าของเธอเขายังไม่อยากมองเลยด้วยซ้ำ แล้วเขาจะตกลงแต่งงานกับเธอทำไมกัน ในเมื่อเขาสามารถปฏิเสธการแต่งงานได้
แม้ว่าพ่อกับแม่ของเธอจะเป็นหนี้พ่อของเขามากแค่ไหน เธอก็สามารถทำงานแล้วค่อย ๆ ทยอยคืนได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องมาทนอึดอัดกันทั้งคู่แบบนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน หรือว่าจะต้องเป็นไปตลอดชีวิตเลยก็ไม่อาจรู้ได้
“พลอยมีอะไรเล่าให้เราฟังได้นะ”
“ไว้วันหลังแล้วกันนะ พลอยกำลังจะย้ายไปทำงานที่เดียวกับเมทัส เร็ว ๆ นี้ นวินก็มาหาได้นะ พึ่งกลับมาถ้าเหงา ๆ ก็แวะมาคุยกันได้”
พลอยใสยิ้มแห้งให้กับเพื่อนหนุ่ม ประหนึ่งกำลังกลบเกลื่อนความรู้สึกที่กระอักกระอ่วนใจในตอนนี้
หลังจากที่ทั้งสองแยกกันจากในร้านอาหาร ชายหนุ่มก็เดินออกมาทางหน้าร้านและหญิงสาวเธอก็เดินกลับไปยังที่จอดรถคนเดียว สายตาพลันเหลือบไปเห็นว่าสามีของเธอยังคงอยู่ที่ลานจอดรถและยังไม่ขับรถออกไปจากร้านทั้ง ๆ ที่เขาเดินออกมาก่อนได้สักครู่แล้ว
“จะทำอะไรก็ไว้หน้ากันบ้าง มีผัวแล้วยังเที่ยวแจ้นไปรับผู้ชายคนอื่นถึงที่ หน้าไม่อาย” คำพูดเสียดสีและดูถูกดังออกมาจากปากของสามี ทำให้หญิงสาวถึงกับหัวร้อนผ่าว ด้วยความไม่พอใจ
เธอไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อยและอีกอย่างคนที่เธอรับมาก็คือเพื่อนของเธอและเพื่อนของเขาที่เคยสนิทสนมสมัยเรียนด้วยกัน ซึ่งเขาก็รู้จักนวินเป็นอย่างดี แล้วจะมาพูดแบบนี้ได้ยังไงกัน
“ก็ถ้าผัวไม่กลับบ้าน ไม่อยู่ด้วยกัน ไม่ทำตัวเป็นผัวที่ดี แบบนี้เขาเรียกมีผัวไหมล่ะ” ด้วยความไม่ยอมคนของหญิงสาวร่างเล็ก เธอเลือกที่จะสวนกลับด้วยถ้อยคำรุนแรงไม่แพ้กัน
พลอยใสไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใครและไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจใคร เพราะชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอก็ไม่รักษาน้ำใจเธอเหมือนกัน
อีกคนได้ฟังกลับมีแววตาซับซ้อนแต่ก็มิวายเอ่ยถ้อยคำสวนขึ้นมา
“เร็ว ๆ นี้ไปทำงานที่โรงพยาบาลเดียวกัน ก็อย่าไปเที่ยวอ่อยใครแบบนี้อีกล่ะ คนจะนินทาไปถึงคุณแม่ได้” พูดจบชายหนุ่มขี้หงุดหงิดก็เลื่อนปิดกระจกขับรถออกไปทันที ทิ้งให้หญิงสาวมองตามรถหรูของสามีด้วยความไม่พอใจเท่าไหร่นัก
พลอยใสรีบขึ้นรถและขับรถออกจากร้านอาหารไปทันทีเช่นกัน ตั้งใจจะไปคุยกับเขาที่คอนโดให้รู้เรื่อง เธออยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะจงเกลียดจงชังเธอไปถึงไหนถึงได้ใช้คำพูดรุนแรงกับเธอแบบนี้
รถหรูทั้งสองคันแล่นเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของคอนโดในเวลาที่ไล่เสี่ยกัน หญิงสาวร่างเล็กรีบก้าวขาเรียวยาวเดินตรงไปหานายแพทย์หนุ่ม พร้อมกับรั้งแขนของเขาเอาไว้ไม่ให้เดินหนี
“ฉันถามจริง ๆ นะ เมทัส นายจะเกลียดอะไรฉันนักหนา และฉันจะต้องทำยังไงนายถึงจะเลิกเกลียดฉันเสียที!”
“ลองตายดูไหมล่ะ!” เสียงเย็นชาดังขึ้นจากปากของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่ทว่ากลับทำให้คนเป็นภรรยาฟังแล้วปวดใจไม่น้อย
“ก็ถ้าความตายมันทำได้เพียงแค่ให้นายหายโกรธ ฉันคงไม่ทำ แต่ฉันจะทำให้นายเห็นและรู้ว่าฉันไม่ผิด และไม่เคยทำผิดอะไรเลยกับเรื่องเมื่อหลายปีก่อน ฉันจะทำให้นายรู้ว่าใครกันแน่ที่ผิด”
พลอยใสตะโกนเสียงดังใส่คนตรงหน้า พอพูดจบเธอก็รีบเดินเข้าลิฟต์ไปทันทีและรีบกดปิดประตูลิฟต์เพื่อไม่ให้ชายหนุ่มเข้าลิฟต์ตามเธอเข้ามาได้ เป็นเหตุให้คนหัวเสียยืนไม่พอใจอยู่หน้าลิฟท์แต่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากกดปุ่มหน้าลิฟต์แล้วยืนรอเงียบ ๆ คนเดียว