ม่านหมอกพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด คล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตื่นเช้ามาทำหน้าที่เช่นเดิม กวาดใบไม้ลานหน้าสำนัก รดน้ำต้นไม้ เว้นเสียแต่การใช้พวกมีดหรือของมีคมตัดแต่งกิ่งดอกไม้ต่าง ๆ
งดเว้นของมีคมทุกอย่าง
กระนั้นม่านหมอกก็ยังไม่เข้าใจเหตุผล
“พี่กองทำไมม่านต้องโดนห้ามทำนั่นทำนี้ด้วย อยู่เฉย ๆ น่าเบื่อจะตาย” เสียงใสบ่นอุบ ไหนบอกว่าไม่อยากจะเลี้ยงให้เสียข้าวสุกไง
“อยู่เฉย ๆ ดีจะตาย ข้ายังอยากอยู่เฉย ๆ เลย อีกอย่างเอ็งเชื่อพ่อครูเถอะ ทุกการกระทำของพ่อครูล้วนมีเหตุผลอยู่แล้ว”
พ่อครูเป็นคนมีเหตุผลมาโดยตลอด ไม่สั่งอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าถ้อยคำวาจาใดได้เปล่งออกมาล้วนมีสาเหตุและคำอธิบายได้
“แล้วทำไมเอ็งโกรธพ่อครูหรือไง” ไม่มีใครยอมคุยกับใคร
เหมือนคู่ผัวเมียงอนกันไม่มีผิด
“ไม่ได้โกรธสักหน่อย แค่....” ก็แค่น้อยใจ หลายวันมานี้ม่านหมอกแทบไม่ได้ปริปากพูดคุยกับพ่อครู คนที่โกรธไม่ใช่เขาแต่เป็นพ่อครูต่างหาก
“แค่อะไรของเอ็ง”
“ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ”
ด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยและความน้อยอกน้อยใจที่มีอยู่เต็มอก ทำให้ม่านหมอกไม่ทันสังเกตว่าทุกการกระทำของตนจะมีพ่อครูอยู่ใกล้ ๆ เสมอ เพราะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหรือน้ำเสียงถ้อยคำที่คุ้นเคยราวกับว่าคำบ่นที่บ่นออกไปพ่อครูไม่เคยรับรู้
เสียที่ไหน...
พ่อครูทั้งรู้และเห็นทั้งหมด
“เอ็งมาบ่นแบบนี้ไม่กลัวพ่อครูรู้หรือไง” กองอินทร์อยากจะกระซิบบอกรุ่นน้องจริง ๆ ว่าพ่อครูนั่งอยู่ตรงนี้ ใกล้ ๆ เอ็งนั่นแหละ
“จะรู้ได้ไง พ่อครูก็ไม่ได้คุยกับม่านมาหลายวันแล้ว คงอยู่แต่ในห้องพระล่ะมั้ง”
“เอ็งมองไม่เห็นไม่ได้แปลว่าพ่อครูไม่อยู่สักหน่อย”
“แต่ม่านสัมผัสได้แบบนั้น ถ้าอยู่คงทักทายกันบ้าง นี่อะไร ไม่คุยกับม่านสักคำ ทำเหมือนม่านผิดมากงั้นล่ะ” น้ำเสียงบ่นร่ายยาวฟังดูติดง้องอนทำเอาเสือยิ้มยากอย่างพลัฏฐ์ที่นั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่ตรงแคร่หน้าสำนักอดกลั้นขำไว้ในใจ
นอกจากจะขี้น้อยใจแล้วยังชอบคิดไปเอง
เด็กหนอเด็ก
กระดาษหลากสีสันถูกวางเรียงรายเพื่อนำมาตัดตุงไส้หมูหรือที่ภาคกลางเรียกว่าพวงมโหตรสำหรับเป็นกิจกรรมแก้เบื่อ คนฟุ้งซ่านและชอบคิดไปเองจะได้มีอะไรทำ ทุกความคิดล้วนเป็นของพ่อครูพลัฏฐ์
“เอ็งพับตุงไส้หมูเป็นไหมม่าน” กองอินทร์กล่าวเปรยขึ้นมาเมื่อเห็นพ่อครูถืออุปกรณ์นำมาวางใกล้ ๆ
“ม่านหลับตาทำยังได้เลยของถนัด ๆ”
“อย่าโม้ให้มาก เอ็งพับเดี๋ยวข้าตัด”
ใบหน้าอ่อนเยาว์เปื้อนยิ้มยามทำกิจกรรมที่ชอบ เมื่อสมัยเด็ก ๆ ยายชอบสอนให้พับเหรียญโปรยทานและตัดตุงไส้หมูบ่อย ๆ เพื่อนำไปร่วมเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ที่พูดไปก็ไม่ได้โม้ เพราะเขาทำเก่งมากใคร ๆ ต่างก็ชม
“พี่กองกระดาษมีสีอะไรบ้างจ๊ะ”
“จะเอาสีอะไรล่ะ”
กองอินทร์นึกในใจ พ่อครูคงไม่รู้ว่าเอ็งชอบสีอะไรก็เหมามาหมดทุกสีที่มีในร้านแล้วมั้ง เพราะเบื้องหน้ามีให้เลือกทุกสีจริง ๆ
“ม่านชอบสีฟ้าจ้ะ แต่ตุงสีขาวชมพูก็สวยนะ”
ยังไม่ทันสิ้นคำตอบ กระดาษว่าวสีอื่นก็ถูกมือหนาเก็บรวบลงใส่ถาดใบใหญ่ก่อนทั้งหมดจะถูกวางแทนที่ด้วยสีขาวสลับกับสีชมพู แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเก็บของมีคมไว้ให้ไกลจากคนตัวเล็ก
“เอ้อ เห็นว่าเอ็งคงจะได้พับแต่สีขาวชมพูแล้วล่ะไอ้ม่าน”
ใบหน้าติดหยอกล้อหันไปแซวพ่อครูที่ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำพูดใด ๆ เสมือนไร้ตัวตนแต่เป็นคนที่คอยหากิจกรรมมาให้ทำแท้ ๆ
ปากหนักทั้งคู่
ม่านหมอกก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ตนเองต่อไป ริมฝีปากเล็กบ่นพึมพำบ้างเป็นระยะ ทุกการกระทำมีนัยน์ตาสีนิลกาฬคอยแอบมองผ่านทางหางตาและเงี่ยหูฟังอยู่เป็นบางช่วง เมื่อเห็นว่าม่านหมอกมีสมาธิอยู่กับเนื้อกับตัวจึงปล่อยให้นั่งเล่นกับกองอินทร์ต่อไป
ตุงไส้หมูสลับสีสวยถูกพับอย่างเพลินมือ เวลาล่วงเลยมาเกือบเที่ยง เด็กสองคนเริ่มบิดขี้เกียจอยากจะหาอย่างอื่นทำเต็มแก่
ดวงอาทิตย์ส่องสว่างไม่ลดละบนท้องฟ้า แรงลมพัดบางเบาจนแทบจะไม่รู้สึก วันนี้อากาศอบอ้าวมากกว่าปกติ เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าขาวไหลลงมาที่หลังคอ
“วันนี้ร้อนเนอะพี่กอง” ม่านหมอกพูดพลางขยับมือโบกพัดไปมาให้เกิดลมเย็นเบา ๆ
“ก็ร้อนแบบทุกวันนั่นแหละ”
“ไม่เหมือนอะ พี่กองวันนี้เราไปเที่ยวน้ำตกกันไหม ไปเล่นน้ำเย็น ๆ ให้ชื่นใจหน่อย”
“เรื่องนั้นใช่ว่าข้าเป็นคนตัดสินได้ที่ไหน”
ลูกศิษย์หันไปขอความช่วยเหลือจากพ่อครูที่นั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล น้ำตกท้ายหมู่บ้านใกล้ ๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไปได้ แต่ต้องได้รับการอนุญาตจากพ่อครู
“พี่กองก็ไปขอพ่อครูสิจ๊ะ” น้ำเสียงออดอ้อนพร้อมกับทำแววตาน่าสงสารใครเห็นก็ต่างเอ็นดู
“เอ็งอยากไป เอ็งก็ไปขอเองสิวะ มาใช้ข้าได้ที่ไหนกัน”
“พ่อครูอยู่ให้ม่านขอที่ไหน ถึงอยู่ก็ไม่คุยกับม่านหรอก” ท้ายประโยคเสียงเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา
“แล้วลองหรือยังล่ะ”
“พ่อครูก็คงไม่ให้ไปอยู่ดี”
เรียวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากัน พลัฏฐ์ไม่อาจบังคับความคิดใครได้ ทว่าเหตุใดม่านหมอกจึงคิดว่าเขาจะใจร้ายถึงเพียงนั้น
“เออ เดี๋ยวข้าขอพ่อครูให้ก็แล้วกัน”
คนรับบทเป็นคนกลางลำบากใจที่สุด ทั้ง ๆ ที่อยู่ด้วยกันสามคนต้องทำทีไปขออนุญาต พ่อครูก็อยู่ด้วยกันตรงนี้ไฉนไม่เอ่ยปากตอบเด็กมันไป
พลัฏฐ์พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต กองอินทร์เข้าใจสถานการณ์ในทันที แต่กระนั้นยังเว้นช่วงไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยตอบในสิ่งที่เด็กหนุ่มอยากได้ยินมากที่สุด
“พ่อครูอนุญาต”
“จริง ๆ เหรอจ๊ะ เย่ งั้นไปกันเลยไหมพี่กอง ม่านอยากเล่นน้ำตก” น้ำเสียงสดใสกับรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าราวกับคนละคนที่หน้าบึ้งตึงเมื่อครู่
พ่อครูในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงขาสั้นแต่ก็ยังไม่ขาดผ้าขาวม้าลายสก็อตประจำกายเดินรั้งท้ายเด็ก ๆ ทั้งสามรวมเจ้าพลูทอง ไม่ได้อยากจะมาคุมเข้มทว่าเป็นห่วงความปลอดภัย
อากาศเย็นสบายตลอดการเดินเท้าเข้าไปยังน้ำตกท้ายหมู่บ้าน เสียงน้ำตกกระทบโขดหินจากที่สูงดังมาแต่ไกลยิ่งทำให้ม่านหมอกตื่นเต้นจนเก็บอาการและ สีหน้าไว้ไม่อยู่ ขาน้อย ๆ รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
“ม่านค่อย ๆ เดี๋ยวก็หกล้มหรอก”
“ใกล้จะถึงยังจ๊ะพี่กอง ม่านตื่นเต้น”
“ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเอ็งตื่นเต้นกว่าใครเพื่อน” ก็อาการมันฟ้องทุกอย่าง
เสียงน้ำไหลตกกระทบลงมาไม่ขาดสาย รายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เขียวขจี ไอหมอกลอยขึ้นจากน้ำที่ลดหลั่น สายลมพัดพาละอองน้ำสัมผัสผิว รู้สึกเย็นสดชื่นและผ่อนคลาย
“มันต้องสวยแน่ ๆ เลยใช่ไหมจ๊ะพี่กอง” ม่านหมอกตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงน้ำตกที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ
“ก็สวย แต่มันไม่ใช่น้ำตกใหญ่อะไรหรอก”
“พี่กองอธิบายให้ม่านฟังหน่อยสิ” หันกลับมาทำหน้าอ้อนรุ่นพี่
“ตรงหน้าเป็นน้ำตกแอ่งตื้น ไปจนถึงลึก ตรงกลางมีโขดหินหลาย ๆ อัน มีน้ำตกลงมาไล่ระดับจากดอยข้างบน รอบ ๆ ก็เป็นพวกต้นไม้ขอนไม้”
“แล้วมันมีชั้นอื่นไหมพี่กอง” ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะน้ำตกที่เคยไปมามีหลายชั้นมาก ๆ
“มีถึงชั้นเจ็ด แต่คนไม่ค่อยไปกันหรอกเดินไกล มีแต่พวกเด็กวัยรุ่น”
คนตัวเล็กหลับตาพริ้มจินตนาการภาพตามที่ได้รับคำอธิบายแม้ไม่สามารถมองเห็นความงามของธรรมชาติได้ แต่ก็ขอโอบรับความสดชื่นและอากาศบริสุทธิ์ให้ห่อหุ้มรอบกาย
ทว่าม่านหมอกไม่รู้ตัวว่าถูกกำลังถูกเจ้าของใบหน้าดุคมจ้องมองด้วยแววตาแสนอ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ยากจะเผยให้เห็น
เพราะเด็กดื้อดีใจเป็นลิงโลด
“พี่กองเล่นน้ำได้ไหม ๆ ที่ตื้น ๆ ก็ได้”
พลัฏฐ์ขยับปากตอนกลับอย่างไร้เสียง เชิงคำสั่งบอกกองอินทร์ ‘อย่าไปที่ลึก’
“เอาสิ แต่อย่าเปียกทั้งตัว”
“พ่อใจดีกับพี่ม่านจัง หนูไปเล่นด้วยดีกว่า”
“มึงก็อย่าทำให้มันตกใจ”
พ่อครูนั่งมองเด็ก ๆ ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ม่านหมอกดูจะเพลิดเพลินกับธรรมชาติเป็นอย่างมากทุกกิริยาทุกท่าทางการเคลื่อนไหว พร้อมกับเสื้อตัวบางเปียก ๆ แนบเนื้อนั่นชวนให้มองเพลินตา
เด็กนั่นจะยิ้มบ่อยเกินไปแล้ว
ผิวขาวราวกับน้ำนมเปิดเผยให้เห็นอย่างหมิ่นเหม่ พ่อครูแสร้งมองนกมองไม้ทว่าก็อดใจให้หันกลับมามองคนตัวเล็กไม่ได้
พุทธหนอ โทหนอ
ทำสมาธิไว้พลัฏฐ์
หูพิศเสียงน้ำตกและเจ้านกร้องรำไร ส่วนตาก็มองไปที่อื่นเพื่อเป็นจุดศูนย์รวมสมาธิ
กำหนดลมหายใจแล้วค่อย ๆ หลับตา
‘ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก’
“อ๊ะ !!!”
“เฮ้ย ม่านระวัง”
สมาธิแตกกระเจิง
ดวงตาสีพลอยไพลินเบิกกว้างอย่างตกใจ ขาเรียวหมายจะเหยียบก้อนหินก้อนใหญ่ทว่าลื่นตะไคร่น้ำจนเกือบเสียหลักหน้าคะมำ โชคดีที่มีคนเคลื่อนตัวเข้าประชิดไวกว่า รีบประคองไว้ในทันที
“บอกให้ระวัง”
“พะ พ่อครู” ดวงตาสีสวยเบิกโพลงขึ้นอีกครั้ง ตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นไม่กล้าขยับเขยื้อน ไม่คิดว่าจะตกอยู่ในอ้อมแขนของคนที่ไม่ยอมคุยกับตน
“มะ มาได้ยังไงจ๊ะ”
“แล้วใครห้ามไม่ให้กูมา กูไม่ได้บอกว่าจะไม่มาด้วย” ก็จริง อนุญาตให้มาไม่ได้แปลว่าจะไม่มาด้วยสักหน่อย แล้วใครจะไปห้ามพ่อครูได้
ใบหน้างอง้ำช้อนสายตามองอย่างประท้วง ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เลือกได้ ครั้นพยายามจะยืดตัวออกจากอ้อมแขนก็กลับไม่เป็นผล พลัฏฐ์มองการกระทำอย่างไม่เข้าใจ
กำลังจะประท้วงอะไร?
“ปล่อยม่านได้แล้วจ้ะ”
“งั้นปล่อย” ด้วยความอยากแกล้งเด็กดื้อ พ่อครูแกล้งลดระดับแขนที่ประคองเอวนิ่ม เป็นผลให้ร่างเล็กตกใจ ปัดป่ายมือไม้วาดไปทั่วและสะดุดเข้ากับสันกรามคม
“จะตกอะ เอ๊ะ อะไรทิ่มมือ” มือเล็กเผลอไปจับโดนหน้าพ่อครูเข้าจนได้ จะถูกดุไหมเนี่ยม่าน
แล้วเมื่อกี้หนวดพ่อครูเหรอ พ่อครูมีหนวดด้วยเหรอเนี่ย เท่ชะมัด
“ทำไมมึงไม่ชอบเหรอ”
“ปะ เปล่าจ้ะ แปลก ๆ”
“แปลกยังไง” เป็นผลเพราะความอยากแกล้ง ใบหน้าดุคมเคลื่อนต่ำลงมากระซิบถามเสียงแผ่วเบา ที่ได้ยินแค่เพียงสองคน จมูกรั้นแทบจะชนเข้ากับปรางเนียน
“มะ ไม่รู้จ้ะ”
ใบหน้าหวานรีบหาที่หลบภัยซบลงเข้ากับอกแกร่งที่แสนจะอบอุ่น
ในจินตนาการของม่านหมอก พ่อครูคงเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ ดูมีอายุ มีมวลกล้ามเนื้อสุขภาพดีดังคนออกกำลังกายเสมอ ถ้าจากการสัมผัสคราวนี้มีหนวดมีเครา พ่อครูคงหล่อน่าดู
ขนาดมองไม่เห็นยังน่าอิจฉาความหล่อ
“ไอ้พลูทองเอ็งอย่าไปมอง ตาย ๆ มาหวานกันต่อหน้าเด็กได้ยังไง” กองอินทร์ทำตัวลีบ ๆ หลบมุม ยกมือขึ้นปิดตาเด็กน้อย พยายามปลีกตัวออกมา
“คิคิ พ่อกำลังกอดพี่ม่านเหรอจ๊ะ”
เห็นทีพลูทองจะได้มีแม่ก็คราวนี้แหละวะ
ดวงตาสีนิลกาฬอ่อนแสงยังคงทอดมองคนน่าเอ็นดูในอ้อมกอด ทว่าสัมผัสความไวของสายตาเหลือบไปเห็นลักษณะบางอย่างโผล่พ้นคอเสื้อสีขาวตัวกว้างพร้อมผิวเนียนละเอียด
“ปานรูปดาว” เด็กนี่มีปานรูปดาวแบบที่หลวงพ่อบอกจริง ๆ
“อะ เสื้อม่าน”
“มึงมีปานรูปดาวที่หัวไหล่เหรอ” พลัฏฐ์ถามย้ำกับสิ่งที่ตาเห็น
“ใช่จ้ะ เป็นปานตั้งแต่เกิด”
“แล้วมึงเคยมีเหตุการณ์ที่เสียเลือด แล้วมีพวกภูตผีปรากฏตัวไหม”
สมองน้อย ๆ พยายามคิดพิจารณาตามคำพูด ถ้าเป็นดังคำกล่าวของพ่อครู มันเป็นเช่นนั้นมาตลอดตั้งแต่เกิด แต่ม่านหมอกไม่ได้รับรู้ถึงภูตผีวิญญาณพวกนั้น
“เคยจ้ะ แต่ม่านไม่ค่อยรับรู้เท่าไหร่ ยายจะให้ม่านใส่ตะกรุดเอาไว้ แต่มันหายไปแล้ว แต่เหมือนครั้งหนึ่งมันรุนแรงขึ้นหลังจากที่ม่านตาบอด ม่านเคยทำกระถางดอกไม้ตกใส่เท้า แต่ตอนนั้นสลบไปเลยรู้ตัวอีกทีก็ตื่นมาที่โรงพยาบาล”
เป็นเหตุการณ์ที่ตัวเขาพอจะจำได้
“งั้นกลับไปที่สำนัก แล้วกูจะอธิบายให้มึงฟังเองว่าทำไมกูถึงต้องห้ามมึงไม่ให้โดนของมีคม”
คำพูดจริงจังอีกระดับทำให้ม่านหมอกรู้สึกกลัวขึ้นมา พี่กองบอกว่าทุกการกระทำของพ่อครูล้วนมีเหตุผล ม่านหมอกคงใกล้จะได้รับฟังเหตุผลนั้นแล้ว
“แต่ว่าตอนนี้พ่อครูช่วยปล่อยม่านก่อนได้ไหมจ๊ะ”
พลัฏฐ์ทำตามคำขออย่างว่าง่าย วางคนตัวเล็กลงบนพื้นเรียบอย่างเสียดาย มีบางอย่างแปลกไปที่ไม่เคยเกิดกับตัวเขามาก่อน ความรู้สึกสายหนึ่งแล่นเข้ามา ได้แต่บอกตัวเองว่าแค่เป็นห่วงและอยากช่วยเหลือม่านหมอกเพียงเท่านั้น
ไม่ได้มีสิ่งใดเกินเลย และพยายามหาเหตุผลมารองรับการกระทำ
ผ้าขาวม้าผืนโปรดถูกคลี่ห่มกายน้อย ๆ ที่เปียกปอน ผิวขาวแนบเนื้อเดี๋ยวพวกผีสางนางไม้มาเห็นก็ได้ตกใจไปตาม ๆ กัน
ไม่ได้คิดเกินเลย
“อะ อะไรจ๊ะพ่อครู”
“ห่มไว้เดี๋ยวก็หนาวตายพอดี”
คนหนึ่งปากแข็ง อีกคนนั่งหน้าแดงระเรื่อ ภายใต้การช่วยเหลือครั้งนี้หวังว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับหัวใจที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนาน