นุชลตรีกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในโรงแรมที่หล่อนพักอย่างรีบเร่ง
ประตูลิฟต์เปิดออกตามด้วยขาเพรียวของหญิงสาวที่สวนทางกับชายหนุ่มคนหนึ่งออกมาด้วยอาการร้อนรน
นุชลตรีรีบเสียบคีย์การ์ดของโรงแรมในห้องพักของตนเอง ทันทีที่หญิงสาววางกระเป๋าสะพายเสียงโทรศัพท์ของหล่อนก็ดังขึ้นทันที
“ฮัลโหลคะ” นุชลตรีกรอกเสียงลงไปตามสายด้วยความเหนื่อยอ่อนเมื่อเห็นว่าปลายสายโชว์เบอร์ของมารดาเด่นหรา
“นุชนี่แม่เองนะ นุชตั้งใจฟังดีๆ นะลูก คุณทวดท่านเสียแล้ว” เสียงปลายสายกล่าวอย่างสั่นเครือ ท้ายประโยคมารดาของหล่อนปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น
“อะไรนะคะแม่” นุชลตรีเอ่ยถามมารดาของตนเองด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เวลานี้นุชลตรีเหมือนถูกรถเครนขนาดยักษ์กระชากหล่อนออกมาจากหลุมที่ถูกขุดไว้ขนาดใหญ่
“นุช คุณทวดท่านเสียแล้ว” มารดาของนุชลตรีกล่าวพลางร้องไห้ไป
นุชลตรีนิ่วหน้าทันทีที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของมารดาตนเองดังเล็ดลอดออกมานอกสายโทรศัพท์
ทว่าเท่าที่จำความได้มารดาของหล่อนกับคุณทวดสนิทกันมาก มากเสียจนนุชลตรีไม่คิดว่าทวดฝั่งพ่อจะสนิทสนมกับลูกสะใภ้สาวได้มากถึงเพียงนี้
“ค่ะแม่ เดี๋ยวนุชจะรีบบินกลับไป” หญิงสาวเอ่ยขึ้นพลางมองไปยังรูปถ่ายของคุณทวดที่วางตั้งอยู่บนหัวนอนของหล่อน
“แล้วลูกจะบินกลับมาวันไหนล่ะ” มารดาของนุชลตรีเอ่ยถามออกมาจากปลายสาย
“ถ้าอย่างนั้นนุชจะรีบกลับไปให้ทันงานสวดอภิธรรมคุณทวดนะคะ นุชว่าจะบินกลับวันนี้เลยค่ะ” นุชลตรีกล่าวขึ้นอย่างเลื่อนลอย
“จ้ะ เดินทางดีๆนะ” ปลายสายตอบกลับมาแล้ววางหูไป
มือเรียวของหญิงสาวเอื้อมไปหยิบกรอบรูปสีทองมากอดไว้แน่น…หญิงสาวค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า
หยาดน้ำใสไหลคลอหน่วยตาทั้งสองข้างของหล่อน นุชลตรีข่มตาลงอย่างเชื่องช้า เธอปล่อยให้หยาดน้ำใสไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง
“คุณทวด หลับให้สบายนะคะ นุชจะรีบกลับไปค่ะ” นุชลตรีกล่าวพลางเอนหลังลงบนเตียงในโรงแรมที่เธอมาพัก ณ กรุงปารีส
ไหล่บางของหญิงสาวสั่นระริก นุชลตรีร่ำไห้จนตัวโยน ไม่นานนักเมื่อความเศร้าจางหาย หญิงสาวปาดน้ำตาจากดวงตาสวยทั้งสองข้างของหล่อนอย่างแผ่วเบา
ไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์พลันดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเบอร์โทรไม่คุ้น นุชลตรียกหูขึ้นแล้วรับสายโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว
หญิงสาวกรอกเสียงลงไปตามปลายสายพลางเอ่ยขึ้นว่า
“สวัสดีค่ะ นุชลตรีค่ะ ต้องการพูดกับใครคะ” นุชลตรีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอู้อี้
ปลายสายชะงักไปเพียงเล็กน้อย แล้วจึงกล่าวว่า “สวัสดีนุชลตรี ผมมาฮันห์เองนะ…ผมอยากจะชวนคุณไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารใกล้ ๆกับมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่น่ะ” ปลายสายกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ
นุชลตรีปาดน้ำตาเล็กน้อยพลางมองออกไปนอกระเบียงผ่านกระจกบานใสอย่างเหม่อลอย
ปารีสช่างกว้างใหญ่ไพศาล แม้ว่าเมืองแห่งนี้จะกว้างใหญ่เพียงไรแต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอ เธอควรเลิกดื้อแล้วกลับบ้านเสียที
“ฉันคงไปหาคุณไม่ได้หรอกค่ะ มาฮันห์” เสียงหวานหากแต่ทรงพลังกรอกลงไปตามสายโทรศัพท์
“ฉันคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วต่อจากนี้ฉันคงจะต้องกลับบ้านของฉันแล้ว” นุชลตรีเอ่ยบอกชายหนุ่มด้วยแววตาไหวระริก
“เพราะว่าอะไรครับ” ปลายสายตอบกลับมาด้วยคำถามที่ชวนหล่อนอึดอัดใจ
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงของเขาตอบกลับมาอย่างเป็นกังวลไม่น้อยจนหญิงสาวสัมผัสได้
“ไม่ค่ะ…ฉันไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวกล่าวแล้วจึงเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบพวงแก้มทั้งสองข้างของหล่อนอย่างลวกๆ
“แต่ฉันมีธุระที่ต้องสะสางที่ประเทศไทย ฉันคิดว่าฉันคงจะไม่ได้มาเที่ยวแบบนี้อีกแล้ว” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยแล้วตัดสายมาฮันห์เสียดื้อ ๆ
เวลานี้นุชลตรีอดรู้สึกไม่ได้ว่า นี่ไม่ใช่เวลาจะมาเอาแต่ใจตนเองให้นอกลู่นอกทางศรุตท์ถึงเวลาที่หล่อนจะต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้แล้ว
“ปล่อยเขาไปนุชลตรี” หล่อนเอ่ยอย่างรำพึงรำพันกับตนเอง
นุชลตรีวางหูโทรศัพท์ลงแล้วพิงพนักโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน หญิงสาวปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยล้า
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนุชราตรีก็มีคนรักคือศรุตท์อยู่แล้ว และไม่ว่าอย่างไรเธอก็คงจะไม่นอกใจหมอหนุ่มคนรักของเธอเด็ดขาด
ศรุตท์ทำงานเป็นทันตแพทย์อยู่ในโรงพยาบาลของฝรั่งเศสแห่งหนึ่ง แต่นุชลตรีกับศรุตท์คบกันโดยไม่ได้บอกผู้ใหญ่มีเพียงดารา แม่ของนุชลตรีที่รู้เรื่องนี้เข้าเลยบังเอิญ
หญิงสาวยังจำได้…ในวันนั้นเองเป็นวันที่นุชลตรีนัด ศรุออกมาทานข้าวด้วยกันซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ดาราไปสังสรรค์กับเหล่าสมาคมคุณหญิงคุณนายด้วยกันพอดิบพอดี
ทำให้สองแม่ลูกเจอกันโดยบังเอิญ ดาราตั้งท่ารังเกียจศรุตท์ทันทีพลางบอกให้นุชลตรีออกห่าง แต่เธอกลับปฏิเสธมารดาไปว่า ทำไมหล่อนจะต้องทำในเมื่อหมอศรุตท์ไม่ได้เป็นดั่งที่ดาราเข้าใจ
นุชลตรีจึงได้ยืนยันกับแม่ของตนเองว่าหากหล่อนกลับมาจากฝรั่งเศสเมื่อไหร่…หล่อนอนพร้อมจะหมั้นหมายกับศรุตทันที แน่นอนว่าคุณพ่อจะต้องเห็นด้วยกับการทำครั้งนี้ของหล่อนอย่างแน่นอน
ในตอนนั้นนุชลตรีไม่ล่วงรู้เลยว่า บิดาของหล่อนได้ชิงหย่ากับมารดาของเธอเสียแล้ว ทำให้ดาราผู้เป็นมารดาของนุชลตรีตีเธออย่างรุนแรง
นุชลตรียังจำได้ดีว่า ดารายกนิ้วชี้หน้านุชลตรี แววตาของแม่ในวันนั้นเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
โชคยังดีของหล่อนที่คุณทวดเข้ามาช่วยเหลือไว้ได้ทันท่วงที คุณทวดอบรมลูกสะใภ้อย่างดาราด้วยความอ่อนโยนจนมารดาของเธอใจอ่อนยอมรับศรุตท์มาเป็นลูกเขยของบ้าน
นุชลตรีจำได้เสมอว่าบุญคุณของคุณทวดท่วมท้นท่วมหัวหล่อนมากเพียงใด
นุชลตรีเคยสัญญากับคุณทวดไว้ว่าหล่อนจะเลือกผู้ชายด้วยตัวเธอเอง โดยที่คุณทวดก็ได้แต่เออออห่อหมกตามหล่อนไป นุชลตรีหวังเพียงแต่ว่าแม่ของเธอจะเข้าใจหล่อนบ้างก็เท่านั้นเอง
หญิงสาวอดรู้สึกไม่ได้ว่าเวลานี้เรารู้สึกเคว้งคว้างเหลือเกิน เพราะคุณทวดก็มาด่วนจากไปปก่อนงานหมั้นหมายของเธอซะอีก
หญิงสาวจึงเดินเข้าไปในห้องนอนโอ่อ่าหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาว ณ กรุงปารีสแห่งนี้
ประตูตู้เสื้อผ้าลายหลุยส์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว นุชลตรีสูดลมหายใจเพียงเล็กน้อยพลางเปิดประตูตู้เสื้อผ้าบานใหญ่ออกมา
เสื้อผ้าของนุชลตรีนี้มีเพียงไม่กี่ชุดที่หล่อนนำมาจากประเทศไทย
เสื้อผ้าแบรนด์เนมของหล่อนวางเรียงรายตามสีของจากม่วงไปจรดแดงอย่างที่หล่อนชอบ…หญิงสาวรีบหยิบเสื้อผ้าออกมาแล้วจึงกางกระเป๋าเดินทางที่กองอยู่ที่พื้นออกทันที
เสื้อผ้าหลายชุดถูกยัดลงในกระเป๋าเดินทางสีดำใบโตจนหมด นุชลตรีวางไม้แขวนไว้ที่เดิม แล้วจึงปิดประตูไม้ลงดังเดิม
เครื่องบินบินขึ้นแล้ว นุชลตรีจดจำภาพหอไอเฟลที่ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ จนสุดสายตาของเธอก่อนภาพทั้งหมดจะถูกแทนที่ด้วยก้อนเมฆสีขาวสะอาดตา
การไปจากฝรั่งเศสในวันนี้นุชลตรีไปหาศรุตท์แต่กลับพบว่าเขาติดประชุมหล่อนจึงฝากข้อความไว้แล้วเดินออกมาขึ้นรถไปสนามบิน
+++