7 บทที่ 7 (1)

1417 Words
อัคคีชะลอความเร็วรถและจอดลงเมื่อถึงบริเวณสวนสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดหมายของเขา ชายหนุ่มพยายามขับไล่ความกังวลที่ยังเกาะกุมใจก่อนจะลงจากรถแล้วลัดเลาะไปตามทางเดินพร้อมกับกวาดสายตาหาคนที่โทรนัดหมายให้เขามาหาที่นี่ ร่างสูงหรี่ตามองฝ่าความมืดก่อนจะเห็นร่างบางที่นั่งคุดคู้อยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบ เขาจึงก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายจนได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบาที่แว่วมาตามสายลม “รส” “พี่คี” รสสุคนธ์รีบหันมามองก่อนจะลุกขึ้นยืนโผเข้าหาอีกฝ่าย “คุณพ่อดุรสอีกแล้วค่ะ รส...รส...” “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” อัคคีเอ่ยปลอบใช้มือข้างหนึ่งลูบหลังร่างบางที่เอนซบที่อกของเขาด้วยความสงสารจนลืมความกังวลของตนเองในก่อนหน้านี้ “ใจเย็นๆ ก่อนนะ” “เราจะทำยังไงกันดีคะพี่คี รสไม่รู้จะว่าจะคุยกับคุณพ่อยังไงแล้วค่ะ” รสสุคนธ์เสียงเครือเริ่มสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้น...ก็ไม่ต้องคุย ในเมื่อตอนนี้ทำอะไรไม่ได้ เราก็คงต้องยอมตามใจพวกท่านแล้วล่ะ” อัคคีเอ่ยเสียงหนักอย่างคนตัดสินใจได้คู่สนทนาเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของเธอเปล่งประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง “ตามใจพวกท่าน...พี่คีหมายความว่า” “ใช่...แต่ก็แค่ต่อหน้าพวกท่านนะ” ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์ “เราจะหลอกพ่อของเราสองคนว่าเรากำลังศึกษาดูใจกันอยู่ อาจจะต้องไปกินข้าวบ้าง ไปดูหนังกันบ้างเพื่อให้พวกท่านไม่สงสัย ทำแบบนี้ไปสักเดือนสองเดือนแล้วเราก็ค่อยไปคุยกับพวกท่านใหม่ว่าเราสองคนเข้ากันไม่ได้ พอถึงตอนนั้น...พวกท่านอาจจะยอมเปลี่ยนใจง่ายขึ้น” คนฟังหลุบตาซ่อนความผิดหวังเต็มที่ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่เต็มเสียงนัก “แล้วถ้าพวกท่านยังไม่ยอมเปลี่ยนใจล่ะคะ” “ไม่ต้องห่วงหรอกรส ระหว่างนี้...พี่ก็จะไม่อยู่เฉยๆ เหมือนกัน” อัคคีมาดหมายเก็บงำแผนการอีกอย่างเอาไว้ในใจ “เอาเป็นว่าตามนี้นะ พี่ว่าเรื่องแค่นี้คงไม่ยากเกินไปใช่ไหม” รสสุคนธ์เม้มปากแน่นก่อนจะกลั้นใจตอบออกมา “ค่ะ รสจะพยายาม” “ดี งั้นตกลงตามนี้ จากนี้ไปเรามาร่วมมือกันนะ” อัคคียื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้า รสสุคนธ์มองมือของชายหนุ่มก่อนจะยื่นมือของเธอออกไปเพื่อทำสัญญาพร้อมกับปั้นหน้าให้เป็นปกติที่สุด “ถ้าอย่างนั้นแยกย้ายกันกลับบ้านก่อนเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว เอาไว้เดี๋ยวเราค่อยคุยกันอีกทีแล้วกัน” อัคคีกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินไปส่งหญิงสาวที่รถของเธอแล้วจึงเดินกลับไปทางรถของตน รสสุคนธ์มองตามแววตามุ่งมั่นพร้อมกับปฏิญาณบางอย่างในใจ รสจะพยายาม...ไม่ให้เรื่องของเราจบลงง่ายๆ แน่ค่ะพี่คี ร่างบางหมุนตัวก้าวขึ้นรถก่อนจะเอนตัวลงกับเบาะแล้วหลับตาครุ่นคิดในใจเงียบๆ แค่เพียงลำพัง เช้าวันถัดมา หลังจากที่ไปส่งธาราที่มหาวิทยาลัยเรียบร้อยอัคคีก็เดินทางไปยังบริษัทของตนทันที ชายหนุ่มเรียกผู้ช่วยของตนเข้าพบเพื่อประชุมแผนงานบางอย่างที่ต้องเร่งรัดเข้ามาให้เร็วมากกว่าเดิมที่เขาคิดไว้ ผู้ช่วยทั้งสองของเขาแม้จะมีสีหน้าหนักใจแต่ก็รับปากจะเร่งงานอย่างเต็มที่ก่อนอัคคีจะส่งสัญญาณให้มีการนัดหมายนอกรอบกันอีกครั้งในที่ลับและเป็นส่วนตัวมากกว่าเดิม “ไงไอ้คี วันนี้เข้าบริษัทแต่เช้าเชียวนะ” อรรถพลเดินมาหาลูกชายที่กำลังคร่ำเคร่งกับงานอยู่บริเวณโต๊ะทำงานตัวใหญ่ อัคคีจึงละสายตาจากคอมพิวเตอร์ตรงหน้า เก็บข้อมูลบางอย่างไว้ด้วยความแนบเนียนก่อนจะหันไปยิ้มให้พ่อของตน “ครับ ผมแค่อยากเรียนรู้ ‘ทุกอย่าง’ ให้เร็วที่สุดน่ะ” อัคคีตอบพ่อของตนด้วยน้ำเสียงฉะฉาน คนฟังมีสีหน้าพอใจขึ้นมาทันที “ดี ฉันจะได้วางมือเร็วๆ ไม่แน่นะ...ถ้าแกกับหนูรสมีข่าวดีกันเมื่อไหร่ ฉันก็อาจจะยกหุ้นให้บางส่วนและเริ่มถอยออกมาเลยก็ได้” คนฟังตาวาวเมื่อได้ยินถ้อยคำไม่คาดฝัน “ถ้าอย่างนั้น พ่อก็เตรียมเซ็นโอนหุ้นให้ผมได้เลย” “อะไรนะ...หมายความว่าแกกับหนูรส...” อัคคียิ้มมุมปาก แสดงท่าทางที่ทำให้คนเป็นพ่อยิ่งตื่นเต้น “ในที่สุดแกก็ตาสว่างสักที เยี่ยมมากไอ้ลูกชาย ท่านเกรียงจะต้องพอใจมากแน่ๆ” อรรถพลเดินเข้าไปหาชายหนุ่ม ตบบ่าอีกฝ่ายอย่างดีใจ ใบหน้าของเขาอิ่มเอิบไปด้วยรอยยิ้มเมื่อทุกอย่างเป็นไปในทางที่หวัง “ว่าแล้วฉันก็โทรหาท่านหน่อยดีกว่า ว่าจะปรึกษาโครงการใหม่ที่กำลังจะประมูลด้วย ไปก่อนนะลูกรัก” อรรถพลปิดท้ายด้วยถ้อยคำเรียกขานที่อัคคีไม่ค่อยได้ฟังบ่อยนัก ชายหนุ่มมองบิดาของตนไปจนลับตา เมื่อประตูปิดลงสีหน้าของเขาก็พลันเงียบขรึมขึ้นทันที “ไม่แน่นะครับพ่อ พ่ออาจจะได้พัก...เร็วกว่านั้นก็ได้” อัคคีพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะคว้าโทรศัพท์ที่ส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาดูแล้วทำท่าครุ่นคิด ‘เย็นนี้คุณพ่ออยากให้รสไปดูหนังกับพี่คี พี่คีว่างไหมคะ’ ‘ตกลง’ รสสุคนธ์ฉีกยิ้มเมื่อเห็นข้อความตอบกลับที่สมใจเธอ ดวงตาหญิงสาวเป็นประกาย ในใจวาดฝันถึงการได้อยู่กันเพียงลำพังระหว่างเธอและชายที่เธอแอบรักมาเสมอ จากนี้ไป...โอกาสจะเป็นของเธอแล้ว หญิงสาวก้มมองหน้าจออีกครั้งด้วยท่าทางเขินอายทิ้งตัวอยู่ในภวังค์สีชมพูหวานที่ตัวเองสร้างขึ้นมา “ฮั่นแน่รส ทำอะไรน่ะ” อัณณาที่แอบย่องเข้ามาด้านหลังทักคนเหม่อลอยเสียงดัง รสสุคนธ์สะดุ้งก่อนจะรีบปิดโปรแกรมสนทนาลง อย่างรวดเร็วแล้วจึงหันไปทักทายเพื่อนด้วยสีหน้าตกใจ “อัณ น้ำ” “เอ้า...ดูทำหน้าสิ เมื่อกี้ยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่เลย คุยกับใครอยู่น่ะ” อัณณาเย้าพร้อมกับเหล่ตามองไปยังโทรศัพท์มือถือที่ถูกแอบไว้ข้างหลัง รสสุคนธ์จึงรีบเก็บให้มิดชิดพร้อมกับส่ายหน้าหวือ “ปล่ะ...เปล่าสักหน่อย” “จริงเหรอ ไม่ใช่ว่าแอบคุยอยู่กับหนุ่มๆ อยู่เหรอ...ท่าทางแบบนั้นน่ะ” คนฟังสะดุ้งอีกหนทำให้คนแหย่หัวเราะออกมา “หืม...ต้องใช่แน่ๆ เลย คนไหนล่ะ ใช่รุ่นพี่คณะแพทย์คนที่วันก่อนเอาดอกไม้มาให้หรือเปล่า” อัณณาเริ่มเดาพลางสบตาอีกฝ่ายทำท่าจับผิด รสสุคนธ์หลบตาวูบก่อนจะบอกปัดเสียงอ้อมแอ้มอีกครั้ง “มะ...ไม่มีอะไรหรอกอัณ” “นั่นไง! เป็นพี่คนนั้นเหรอ อืม...เห็นว่าก็นิสัยดีนะแถมยังเรียนเก่งอีก โปรไฟล์ดีขนาดนั้นไม่ต้องแอบหรอกน่า” “โธ่ อัณก็...” รสสุคนธ์ครวญจนทำให้คนมองหัวเราะคิก ธารามองเพื่อนทั้งสองแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยปรามคนขี้แกล้งไม่ให้ไล่ต้อนคู่กรณีไปมากกว่านี้ “พอเถอะอัณ รสทำท่าไม่ถูกแล้วเห็นไหม” “อื้ม...พอก็ได้ เฮ้อ...น่าอิจฉาพวกมีความรักซะจริง มองอะไรก็คงสีชมพูไปหมดเลยมั้ง เมื่อก่อนก็มีแค่น้ำกับพี่คีที่สวีทหวาน ตอนนี้ยังมีรสกับรุ่นพี่คนนั้นอีก เหลือแต่เราแล้วสิที่จะถูกทิ้งไว้แบบนี้” “พูดอะไรน่ะอัณ ใครจะทิ้งใคร ยังไงเราก็ไม่ทิ้งอัณหรอกน่า ใช่ไหมรส” ธาราหันมาหาพวกซึ่งรสสุคนธ์ก็รีบพยักหน้าทันที “ใช่...อัณไม่ถูกทิ้งหรอก” “จริงอ่ะ” “จริงสิ ไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวจะเข้าเรียนคลาสต่อไปไม่ทัน” ธาราหัวเราะเดินโอบคนขี้งอนนำไป รสสุคนธ์ที่ก้าวตามรอยยิ้มเริ่มเลือนไปจากใบหน้า แววตากลมดำดิ่งล้ำลึก จ้องมองคนที่เดินนำทั้งสองอย่างไม่วางตา ใช่...อัณณาไม่ใช่คนที่จะถูกทิ้งหรอก... เพราะคนที่จะต้องถูกทิ้งคือ ใครอีกคนหนึ่งต่างหาก!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD