๒
ตอบแทน
คาดิลแลคคันหรูเคลื่อนตัวเข้าไปยังในช่องจอดรถ วีไอพี กังสดาลมองขึ้นไปบนคอนโดมิเนียมสูงหลายสิบชั้นกลางใจกรุง...
“เชิญครับ”
เสียงทุ้มๆ ของนพทำให้กังสดาลที่มัวแต่มองสิ่งรอบข้างด้วยความสนใจหันไปยังคนที่เปิดประตูรอ
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยิ้มเก้อเล็กน้อยเมื่อก้าวลงจากรถ พลางเงยหน้ามองขึ้นไปบนตึกสูงอีกครั้ง กระทั่งคนตัวโตบอกให้เดินตามเข้าไปด้านใน หญิงสาวจึงรีบสาวเท้าตามไปติดๆ
แม้จะอยากรู้ว่าเขาพาหล่อนมาที่นี่ทำไม แต่ก็ไม่กล้าถาม จึงคิดไปเองว่าอธิคมน์คงพักอยู่ที่นี่ เพราะมองจากรูปการณ์แล้วค่อนข้างเป็นไปได้สูง
นพพาหญิงสาวเดินผ่านล็อบบี้เข้าไปยังลิฟต์ด้านใน เขาใช้เวลาเรียกเพียงครู่เดียวทั้งสองก็เข้าไปอยู่ในลิฟต์ตัวนั้น สองนาทีต่อมาประตูก็เปิดออก นพเดินนำหญิงสาวเช่นเดิม ขณะที่กังสดาลเดินตามเขาไปนั้นก็ไม่ลืมกวาดตาสำรวจไปรอบๆ ด้วยความสนใจใคร่รู้
ที่นี่ทั้งหรูหรา สะอาดสะอ้านและเงียบสงบ แต่ละห้องทิ้งช่วงห่างกันมากพอสมควร จะว่าไปตั้งแต่ขึ้นมาชั้นนี้หล่อนเพิ่งผ่านประตูห้องพักแค่บานเดียว กระทั่งนพหยุดลงที่ประตูถัดไป หญิงสาวจึงซอกแซกสายตาสำรวจแล้วพบว่าเป็นประตูบานสุดท้ายของอาคารด้านนี้
“เชิญครับคุณกั้ง” นพต้องบอกหญิงสาวอีกครั้งเมื่อหล่อนทำท่าสนใจสิ่งรอบข้างเสียจนลืมสนใจเขา
หญิงสาวยิ้มเจื่อนรีบเดินตามเขาเข้าไปด้านใน ทันทีที่เข้าไปหยุดอยู่กลางห้องรับแขกก็ได้แต่นิ่งอึ้ง เพราะภายในที่กว้างขวางทำให้รู้สึกเหมือนตัวของหล่อนกำลังหดเล็กลง
“ที่นี่คือเพนต์เฮาส์ส่วนตัวของคุณคมน์ครับ” นพบอกอย่างรู้ใจพร้อมกับส่งแก้วน้ำให้คนตัวบางตรงหน้า หญิงสาวรับไปถือไว้พร้อมอุบอิบขอบคุณ จิบน้ำเพียงเล็กน้อยก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้ง
“แล้วคุณคมน์ล่ะคะ” หญิงสาวหันไปยังคนตัวสูงพูดน้อย เพราะตั้งแต่เข้ามายังไม่เห็นแม้เงาเจ้าของห้อง
“คุณคมน์จะกลับมาถึงภายในครึ่งชั่วโมง เมื่อคุณกั้งทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย คุณคมน์ก็คงกลับมาถึงพอดี”
คำตอบของนพทำให้หัวใจโลดแล่นขึ้นวูบหนึ่ง ทว่าจังหวะลั่นกลองภายในอกน้อยๆ ยังคงบรรเลงเร่งเร้า
“เชิญทางนี้ครับ” นพมองสาวน้อยที่พยายามซ่อนความประหม่าตื่นกลัวเอาไว้ภายใต้ท่าทางสงบเสงี่ยมยิ้มๆ แล้วเดินนำไปอีกด้านหนึ่ง
กังสดาลหยุดยังหน้าประตูที่เปิดกว้าง ภายในนั้นคือห้องนอนขนาดใหญ่ หญิงสาวเหลือบตาขึ้นมองร่างสูง ราวจะถามว่าเป็นห้องของใคร แต่เขากลับยิ้มให้หล่อนนิดเดียวเท่านั้น
“เชิญตามสบายนะครับ”
“เอ่อ คุณนพคะ เสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวของกั้งยังไม่ได้ขนขึ้นมาเลยค่ะ” หญิงสาวรีบเอ่ยปากบอกคนตัวโตที่กำลังจะออกไป
“เสื้อผ้าของคุณอยู่ในตู้เสื้อผ้า รวมทั้งสิ่งของทุกอย่างที่จำเป็น อยู่ในห้องนี้เรียบร้อยแล้ว” นพพูดแค่นั้นแล้วเดินจากไปโดยไม่รอให้กังสดาลเอ่ยปากซักถามสิ่งใดอีก หญิงสาวจึงได้แต่ยืนนิ่งอึ้งอยู่อึดใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูโดยไม่ลืมกดล็อกแน่นหนา
ร่างเล็กเดินสำรวจด้วยความรู้สึกทึ่ง ห้องนอนเพียงห้องเดียวกินพื้นที่ไม่น้อย ทุกอย่างตกแต่งเรียบหรู คุมโทนห้องด้วยสีขาวตัดดำ โดยเฉพาะเตียงกว้างขวางหนานุ่มน่านอน หญิงสาวเผลอลูบไล้เบาๆ ก่อนเงยหน้ามองตรงไปยังห้องหนึ่ง จึงก้าวตรงไปด้วยความอยากรู้ทันทีที่ประตูเลื่อนออกก็ได้รู้ว่ามันคือห้องแต่งตัว มีตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ มีชั้นวางของมากมาย ส่วนใหญ่เป็นกระเป๋า รองเท้า และเครื่องแต่งกายทุกชนิดที่บ่งชี้ว่าเป็นของผู้ชาย เท้าเล็กๆ จึงก้าวตรงไปยังตู้เสื้อผ้าเป็นอันดับแรก
เมื่อเปิดประตูออกก็ต้องนิ่งงัน เพราะครึ่งหนึ่งของตู้คือเสื้อผ้าของผู้หญิง หญิงสาวหยิบเสื้อมาทาบกับตัวเอง นพบอกว่ามันคือเสื้อผ้าของหล่อน แต่ตัวหล่อนไม่เคยมีเสื้อผ้าพวกนี้มาก่อน ทั้งเนื้อผ้าและรูปแบบมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของแบรนด์เนมทุกตัว และยังไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
หญิงสาวเหลือบตามองไปอีกด้านหนึ่ง พลันหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบเป็นครั้งที่สอง เพราะอีกครึ่งหนึ่งของตู้ใบใหญ่คือเสื้อผ้าของผู้ชายที่ถูกจัดเรียงเป็นระเบียบเหมือนกับของหล่อน ราวกับว่าคนที่นำมาเข้าตู้นั้นคงเป็นคนระเบียบจัดไม่น้อยเพราะไล่เลียงเฉดสีคุมโทนเป็นอย่างดี
“หมายความว่าไง” หญิงสาวรู้สึกเหมือนมีเสียงอื้ออึงอยู่ในหัว ตกลงห้องนี้คือห้องของใครกันแน่ ทำไมถึงได้มีเสื้อผ้าของผู้หญิงและผู้ชายปะปนกัน
พลันก็คิดถึงอธิคมน์ อย่าบอกนะว่าเสื้อผ้าพวกนี้เป็นของเขา...
หญิงสาวมองขวับไปที่ประตูห้องอีกครั้ง หัวใจเต้นแรงอีกหน ทว่านาทีต่อมาหญิงสาวก็ต้องยอมรับโดยดุษณี คงถึงเวลาของหล่อนแล้วสินะ เขายอมปล่อยให้หล่อนใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการมานานถึงสี่ปี เวลานี้จึงเป็นเวลาที่เขามีสิทธิ์เรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการและควรได้ตั้งแต่เมื่อสี่ปีที่แล้วเช่นเดียวกัน
เมื่อกังสดาลตรวจความเรียบร้อยของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย เสียงเคาะประตูก็ดังมาจากด้านนอก หญิงสาวหันไปมองด้วยใจระทึก ริมฝีปากสีเรื่อจิ้มลิ้มขบเม้มด้วยความไม่มั่นใจเล็กน้อย ก่อนเดินตรงไปยังประตูห้อง
ร่างสูงของนพยืนอยู่ตรงนั้น เขามองเพียงปราดเดียว มุมปากข้างหนึ่งคล้ายยกยิ้มแล้วจางหายลงอย่างรวดเร็ว
“คุณคมน์รออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้วครับ”
คำบอกเล่าของนพทำให้เจ้าของร่างอรชรรู้สึกราวกับว่ามีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่รอบตัว จนหนาวเยือกเข้ามาในอก เพราะรู้ดีว่าหลังจากอาหารมื้อนี้อาจมีสิ่งที่หล่อนไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น ซ้ำยังต้องเผชิญหน้ากับคนที่แทบจะลืมหน้าตาอีกครั้ง เวลานี้หญิงสาวจึงทั้งประหม่าและหวาดหวั่นจนแทบควบคุมจิตใจไม่อยู่
กลิ่นหอมอ่อนแบบผู้หญิงลอยกรุ่นมาก่อนตัว ทำให้คนที่นั่งหันหลังให้ที่โต๊ะอาหารเงยหน้าขึ้นจากจอสมาร์ตโฟน คนแรกที่เดินนำมาก่อนคือนพ ฝ่ายนั้นมองสบตาเจ้านายพร้อมกับยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อหยุดยืนฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ เพียงอึดใจร่างอ้อนแอ้นของกังสดาลก็ก้าวตามมาอยู่ในครรลองสายตาคมกริบ โดยมีนพเลื่อนเก้าอี้ให้
หัวใจของหญิงสาวแล่นโลดขึ้นเมื่อสบนัยน์ตาคมปลาบ เขาคืออธิคมน์ หาญหิรัญ ใบหน้าของเขาในตอนนั้นค่อนข้างแตกต่างกับตอนนี้อยู่ไม่น้อย อาจเป็นเพราะหนวดเครารกครึ้มที่หายไป แต่เค้าหน้ายังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง...
“สวัสดีค่ะ” กังสดาลยกมือทำความเคารพชายหนุ่ม เจ้าของใบหน้าคมเข้มจึงพยักหน้าเบาๆ
“นั่งสิ” เสียงทุ้มๆ ของเขาทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าคนตรงหน้าคืออธิคมน์ตัวจริงร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะแม้ใบหน้าของเขาจะเลือนรางในความทรงจำ ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นหล่อนกลับจำได้ดี
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเบาๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้
อธิคมน์ยังคงมองหล่อนด้วยสายตาแบบเดิมจนหญิงสาวต้องหลบตามองพื้นโต๊ะ นพเป็นคนตักข้าวให้คนทั้งสอง จากนั้นผู้เป็นนายจึงพยักหน้าให้กับคนสนิทเบาๆ
“ขอบใจ” เพียงแค่นั้นนพก็เดินออกไปจากห้องอย่างรู้หน้าที่
กังสดาลเงยหน้าขึ้นมองตามนพด้วยสายตาของเด็กที่กำลังถูกทิ้ง แต่เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็ก้มหน้างุด
“กินข้าวกันเถอะ”
เมื่อเจ้าของเสียงทุ้มๆ นัยน์ตาคมกริบราวมีดโกนเอ่ยออกมาเช่นนั้น หญิงสาวจึงเริ่มรับประทานอาหารด้วยความรู้สึกอึดอัด เพราะการร่วมโต๊ะกับอธิคมน์ถือเป็นครั้งแรก และเขาก็เหมือนคนแปลกหน้ามากกว่าจะเป็นผู้มีพระคุณ
อธิคมน์มองหญิงสาวแล้วยิ้มออกมานิดหนึ่ง เมื่อเจ้าหล่อนทำท่ากินเหมือนแมวดม
“กินแบบนี้ถึงได้ไม่โตสักที”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนพูดทันที ทว่าแววตาที่มองมานั้นปราศจากสายตาดูแคลน เพราะนิ่งสงบ ราบเรียบราวกับน้ำที่อยู่ลึกสุดจะหยั่งถึง หล่อนจึงไม่อาจรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไร
“กั้ง ไม่ค่อยหิวค่ะ” คนตัวเล็กบางตอบเสียงเบา
แต่คนฟังกลับไม่ค่อยพอใจนัก แต่เขาไม่ได้ตำหนิออกมาตรงๆ นอกเสียจากจะนั่งกินข้าวไปเรื่อยๆ และมองหล่อนแทบจะตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันสาวน้อยตรงหน้ากลับเอาแต่หลบตาเขาอยู่นั่น
จนกระทั่งอธิคมน์วางช้อนลง หญิงสาวจึงจำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ไม่ว่าจะอยากมองหรือไม่ก็ตาม...
“ฉันอิ่มแล้ว” ชายหนุ่มลุกออกจากโต๊ะอาหาร กังสดาลทำท่าจะเก็บจานชามแต่ถูกเขาห้ามเอาไว้
“เอาไว้นั่นแหละ พรุ่งนี้เช้าแม่บ้านจะเข้ามาเก็บไปเอง”
คำตอบของเขาทำให้มือเรียวที่หยิบจานชามเตรียมซ้อนนำกลับวางที่เดิม จากนั้นก็ก้าวออกจากโต๊ะอาหาร เดินตามเขาไปสองก้าวก็หยุด รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเอาตัวเองไปเก็บไว้ตรงไหนดี มือไม้ก็ดูเกะกะ เขาเองก็เหลือเกิน ไม่บอกอะไรกับหล่อนสักคำเดียวว่าควรจะอยู่ตรงไหนอย่างไรบ้าง
คล้ายกับอธิคมน์จะรับรู้ถึงกระแสบางอย่างจากกังสดาล เขาหยุดเดินแล้วหันกลับมามองหญิงสาวที่ยืนหันรีหันขวางด้วยสายตาคมปลาบแต่แฝงแววเอือมระอานิดๆ
“ตามมาสิ หรือจะนอนตรงนั้น”
คำสั่งของเขาทำเอาหญิงสาวสะดุ้ง อธิคมน์ส่ายหน้าเบาๆ หล่อนไม่เปลี่ยนไปจากเดิมสักเท่าไรเลย แต่ก่อนเดินตามเขาไปก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองยังโต๊ะอาหารอีกหน
ฝีเท้าของกังสดาลชะลอลงเมื่อร่างสูงหยุดยังประตูหน้าห้องที่หล่อนเพิ่งใช้งานเมื่อสักพัก เขาหันกลับมามองคนข้างหลังเมื่อฝีเท้าของหล่อนเงียบลงไป
“เป็นอะไรไป” ขณะที่ถาม เขาเห็นสายตาหวั่นไหวราวระลอกคลื่นจากนัยน์ตาของหญิงสาว จึงแต้มยิ้มที่มุมปากเบาๆ เปลี่ยนความเรียบขรึมให้ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย “มาสิ”
ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพื่อเขา แต่เพื่อหล่อน
กังสดาลก้าวตามเขาเข้าไปภายในห้องนอนใหญ่ เมื่อร่างบางผ่านประตูเข้าไปจึงได้ยินเสียงคลิก...
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะมองไปยังประตูด้วยสายตาราวจะอาลัยอาวรณ์ สิ่งนั้นทำให้อธิคมน์ที่มองอยู่ก่อนถึงกับกระตุกยิ้มขบขันเบาๆ หล่อนดูไม่โตจากเมื่อสี่ปีที่แล้วสักเท่าไรนัก ทั้งสีหน้าและท่าทางที่แสดงออกราวกับกลัวว่าเขาจะลวงหล่อนมาฆ่า เขาอุตส่าห์ให้ทั้งความรู้และเวลากับหล่อน แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะยังปรับตัวได้ไม่ดีนัก
จากนั้นเขาบอกให้หล่อนไปทำธุระในห้องน้ำให้เรียบร้อย เมื่อกลับออกมาร่างสูงก็เดินสวนกับหล่อนเข้าไป ดวงตาคมกริบสบนัยน์ตาคู่งามแวบหนึ่ง
เมื่อเสียงประตูห้องน้ำเปิดและปิดลงเบาๆ หญิงสาวจึงหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง แต่เมื่อมองไปที่เตียงกว้าง ก็แทบไม่อยากเข้าใกล้ มันกว้างใหญ่น่านอนก็จริง ทว่าตอนนี้หล่อนอยากหนีไปให้ไกลจนสุดขอบโลก
เมื่อคิดถึงดวงตาคู่คมที่จ้องหล่อนเหมือนเหยี่ยวจ้องมองเหยื่อ ร่างกายก็คล้ายจะอ่อนแรง หล่อนไม่มีวันหนีเขาพ้น ไม่มี การช่วยเหลือหล่อนเอาไว้จากฝูงแร้งคราวนั้น ก็เหมือนกับการช่วยเพื่อเก็บหล่อนเอาไว้กินเองในวันนี้ การกระทำของเขาดูมีน้ำใจดีแต่กลับโหดร้ายไม่ต่างกัน
เสียงประตูห้องน้ำเปิดออก บอกให้รู้ว่าอิสระของกังสดาลกำลังหมดลง หญิงสาวผ่อนลมหายใจยาว มือนุ่มเย็นเยียบทั้งสองข้างที่ถูกันไปมาเปลี่ยนเป็นประสาน หัวใจเต้นโครมครามเมื่อร่างกายกำยำโผล่พ้นมาจากห้องน้ำ
เนื้อตัวของอธิคมน์ยามนี้มีเพียงผ้าขนหนูสีขาวผืนใหญ่พันกายท่อนล่างเอาไว้แค่นั้น ส่วนท่อนบนพราวไปด้วยหยาดน้ำ ใบหน้าคมคายดูกระจ่างขึ้น
กังสดาลต้องยอมรับว่าคนน่ากลัวสำหรับหล่อนเมื่อสี่ปีก่อน ในตอนนี้เขาดูดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างน้อยๆ ใบหน้าของเขาก็ไม่มีหนวดเครารกครึ้มให้รู้สึกครั่นคร้าม ดวงตาที่มองมาแม้ยังติดเย็นชาแต่ไม่หลงเหลือความหยาบกระด้างดูแคลนเหมือนครั้งนั้น
ทว่ากลับแฝงเอาไว้ด้วยไฟชนิดหนึ่ง ที่ทำให้คนถูกมองอกสั่นขวัญหายยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
อธิคมน์ไม่ได้จัดอยู่ในคนจำพวกที่มีใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติหรือสำรวยสำอาง ทว่าใบหน้าของเขาคมเข้มและติดดุอยู่ตลอดเวลา หล่อนแทบไม่เคยเห็นเขายิ้มเลยก็ว่าได้ ก็ไม่รู้ว่าทำไม อย่างมากก็แค่ยกมุมปากขึ้นนิดๆ พร้อมด้วยสายตาหมิ่นแคลนและกระด้างจัด
แต่ความคมเข้มติดป่าเถื่อนและแววตาเฉยชาที่พร้อมตะครุบเหยื่อ ประกอบด้วยเรือนร่างสูงใหญ่กำยำกลับเพิ่มเสน่ห์ให้กับคนกระด้างคนนี้ ทำให้มีผู้หญิงมากมายรอคิวที่จะได้ขึ้นเตียงกับเขา
หล่อนไม่เข้าใจนักหรอก ว่าผู้หญิงเหล่านั้นติดอกติดใจอะไรในตัวของผู้ชายคนนี้นักหนา ถึงได้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่บางทีเขาก็หยิบมาเล่นเพียงครั้งเดียวก่อนทิ้งขว้าง
“มองพอหรือยัง”
กังสดาลสะดุ้งเฮือก ดวงหน้าร้อนผ่าวเมื่อรู้ตัวว่าถูกจับได้ว่าแอบมองเขาเงียบๆ อยู่นานสองนาน
“มานี่”
หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวปรับนอนมุมห้อง แล้วสาวเท้าเข้าไปหาเขาด้วยความรู้สึกร้อนวูบวาบ ขาขวิดกันน้อยๆ หัวใจเต้นรัวแรง ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายมีเพียงผ้าขนหนูพันกายเพียงผืนเดียวก็ยิ่งสั่น!
อธิคมน์มองคนที่เดินเข้ามาหาด้วยสายตาที่กังสดาลแอบค่อนขอดว่าเป็นนัยน์ตาเหยี่ยวที่พร้อมตะครุบเหยื่อ เมื่อเข้าไปใกล้หญิงสาวก็ต้องใจเต้นแรงขึ้น เพราะบนแผงอกกำยำและหน้าท้องที่ไร้ไขมันส่วนเกิน มีร่องรอยบาดแผลเป็นทางยาวตั้งแต่บนอกขวาพาดลงมาถึงหน้าท้องด้านซ้าย บอกให้รู้ว่าช่วงชีวิตหนึ่งเขาต้องพบเจอกับเรื่องร้ายๆ มาไม่น้อย
อธิคมน์เห็นแววตาหวั่นไหวของหญิงสาว หล่อนดูตกใจกับแผลเป็นขนาดใหญ่บนอกของเขา
“อยากลองแตะดูไหม” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามแผ่วเบาทว่าเชิญชวน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงและใหญ่กว่าหล่อนมากชนิดบังมิดด้วยสายตาหวาดหวั่น แต่ความรู้สึกในขณะนั้นคือกึ่งกล้ากึ่งกลัว มือเรียวจึงขยับกำแล้วคลาย แต่เป็นเขาที่ดึงมือหล่อนขึ้นไปวางทาบบนแผงอกกำยำตึงแน่นเสียเอง
ดวงตาคู่งามหลุบมองร่องรอยนูนเด่น ก่อนแตะไล้ปลายนิ้วลงบนรอยแผลเป็นนั้นด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น อะไรก็แล้วแต่ที่ฟาดฟันลงมาคงบาดลึกเข้าไปในเนื้อหนังของเขา บางทีอาจลึกถึงกระดูก แต่ในความน่าเกรงขามนี้กลับทำให้หล่อนรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจแปลกๆ
หญิงสาวเงยหน้ามองชายหนุ่ม เพราะแบบนี้หรือเปล่า สาวๆ พวกนั้นถึงคลั่งไคล้เขา ผู้หญิงส่วนหนึ่งชอบผู้ชายมีแผลเป็น...
เสียงลมหายใจยาวแผ่วดังมาจากเขา ชายหนุ่มสบตากลมโตของหญิงสาวที่มีอายุน้อยกว่าตนหนึ่งรอบ ตอนนี้กังสดาลอายุยี่สิบสองปี ส่วนเขาปาเข้าไปสามสิบห้า ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความเป็นความตาย ผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างโชกโชน ในขณะที่หล่อนเพิ่งจะกำลังเริ่มต้นเท่านั้น....
ถึงเวลาที่หล่อน ต้องตอบแทนเขาบ้าง...