Episode 1 อลินดา

3442 Words
ณ GABRIEL HOTEL “ลา ลั๊ล ลา ฮาาา เลิกงานสักทีจะนอนให้เต็มที่ไปเลย ลั้ลลา” เสียงหวานของร่างบางที่กำลังฮำเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดีอยู่ภายบริเวณลานด้านข้างของโรงแรมหรูขนาดใหญ่ ข้าวหอมทำงานที่นี่ได้ประมาณเดือนกว่าๆ หลังจากที่บ้านมีปัญหาเรื่องเงิน เธอจึงต้องออกจากบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อมาทำงานเก็บเงินส่งตัวเองเรียนต่อมหาวิทยาลัย โชคดีที่มีขิมรุ่นพี่ที่สนิทแถวบ้านแนะนำให้เธอมาทำงานด้วยกัน เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มของโรงแรมหรูขนาดใหญ่ใจกลางเมืองแถมเงินเดือนหมื่นอัพก็ถือว่าเยอะแล้วสำหรับวุฒิการศึกษาของเธอ “ไอ้หอมจะกลับแล้วหรอ” ในขณะที่ข้าวหอมกำลังเตรียมตัวกลับหอพักอยู่นั้น แต่ทว่าไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวขาออกจากที่ทำงานก็ต้องหยุดชะงักด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยและก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอก็คือขิมรุ่นพี่ที่สนิทของฉันเอง “ใช่เจ๊ มีอะไรหรือเปล่า” ข้าวหอมตอบกลับตามด้วยประโยคคำถาม “พอดีว่าจะมีลูกค้าVVIP มาอะดิ สนใจอยู่ต่อปะ” “จะดีหรอเจ๊ ฉันเพิ่งมาทำงานได้แค่เดือนเดียวเองนะ” ข้าวหอมตอบกลับพร้อมแสดงสีหน้าไม่มั่นใจออกมา “แต่ทิปหนักนะ” “โอเคงั้นรับ” “เห้ย! แกไม่คิดจะถามอะไรก่อนเลยหรอ ตอบรับซะเร็วเชียวนะ” ขิมเอ่ยแซวรุ่นน้องทันทีหลังจากอีกคนตอบรับงานเพียงแค่เธอพูดถึงเรื่องทิป “ก็ทำไงได้ ช่วงนี้ร้อนเงิน” ข้าวหอมก็ตอบออกไปอย่างไม่คิดปิดบัง ส่วนขิมเองก็พอรู้ว่ารุ่นน้องสาวกำลังเก็บเงินเพื่อที่จะเรียนต่อตามความฝันของตัวเอง “แล้ววันนี้คนขาดหรอ ทำไมให้เด็กใหม่อย่างฉันมาทำแทนได้อะ” ข้าวหอมเอ่ยถามขึ้น “อือ มีคนลาป่วย ตอนแรกก็ไม่ขาดหรอกแต่ไม่คิดว่าอยู่ๆจะมีลูกค้า VVIP มาเปิดห้อง” “อ่อ” ข้าวหอมพยักหน้าเข้าใจ ก่อนที่ขิมจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่ขอเตือนไว้หน่อยนะ งานนี้อย่าผิดพลาดเด็ดขาดรู้ไหม” “ทำไมอะ คนนี้เขาสำคัญมากเลยหรอ” ข้าวหอมเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “ก็ลูกเจ้าของโรงแรมนี้กับนักธุรกิจชื่อดังอะ” “ห๊ะ! อะไรนะเจ๊ ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้อะ ปฏิเสธทันไหมเนี่ย” ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างกดดัน ตอนแรกก็ไม่เท่าไหร่แต่พอรู้ว่าเป็นลูกเจ้าของโรงแรมยิ่งกดดันกว่าเดิมเพราะปกติแล้วเธอเสิร์ฟเพียงลูกค้าทั่วไปและนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้เสิร์ฟลูกค้าระดับ VVIP “ไม่ทันแล้วจ๊ะ รับปากแล้วห้ามคืนคำอีกอย่างนอกจากแกกับฉันสองคนก็ไม่เหลือใครแล้วเนี่ย” ขิมเอ่ยออกมาพร้อมแสดงสีหน้าแบบปลงชิน “เจ๊อะ ก็ได้” ข้าวหอมเองก็ได้แต่ทำใจอย่างไม่มีทางเลือก ก่อนที่เธอจะเอ่ยให้กำลังใจตัวเองออกมา “เอาวะข้าวหอม สู้ๆเพื่อเงิน” “ไปเตรียมตัวได้แล้วไป เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงลูกค้าก็น่าจะมาถึงแล้ว” ขิมเอ่ยบอกรุ่นน้องตัวเอง “ได้ค่ะ คุณขิม” ข้าวหอมจงใจตอบกลับด้วยน้ำเสียงติดกวนก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปเปลี่ยนกลับเป็นชุดทำงานของทางโรงแรมเหมือนเดิม “เดี๋ยวเหอะ” ขิมเองก็ได้แต่แสดงท่าทีว่าจะเอาเรื่องรุ่นน้องออกไปอย่างไม่จริงจัง ณ ห้องอาหาร VVIP “ทานได้เต็มที่เลยนะครับ วันนี้ถือว่าทางโรงแรมเราเลี้ยงต้อนรับท่าน” โคลลูกชายหรือทายาทเจ้าของโรงแรมหรูเอ่ยบอกแขกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวเอง “ครับ” ทินกรนักธุรกิจชื่อดังยิ้มตอบ “ขออนุญาตนะคะ” พนักงานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพก่อนจะนำเครื่องดื่มราคาแพงเข้ามาเสิร์ฟ ซึ่งก็คือขิมกับข้าวหอม ด้านขิมเป็นคนเสิร์ฟและคอยบริการเติมเครื่องดื่มให้กับทินกร ส่วนข้าวหอมรับหน้าที่เสิร์ฟและบริการให้กับโคล แก๊ก แก๊ก แก๊ก~ “อย่าสั่นสิวะไอ้หอม” ข้าวหอมพึมพำบอกตัวเองเบาๆ ในขณะที่กำลังถือแก้วเหล้าราคาแพงเสิร์ฟให้กับลูกชายเจ้าของโรงแรม ส่วนลูกชายเจ้าของโรงแรมที่เห็นอาการเหล่านั้นของพนักงานตนเองก็หันไปมองหน้า ทว่าด้วยสายตาคมปนดุและใบหน้าอันเย็นชานั้นกลับทำให้ข้าวหอมที่ถือแก้วน้ำอยู่รู้สึกกดดันยิ่งกว่าเดิม ทำให้เธอเกิดความประหม่าจนสุดท้าย… “อ๊ะ ว้าย” ข้าวหอมร้องออกมาด้วยความตกใจ หลังจากทำแก้วเหล้าราคาแพงหลุดมือหกใส่ยังเสื้อของโคลอย่างไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่เธอจะรีบตั้งสติแล้วรีบก้มหัวพร้อมเอ่ยขอโทษออกมาอย่างหนัก “ขะ ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ” หลังจากขอโทษเสร็จข้าวหอมที่เห็นว่าเสื้อของลูกชายเจ้าของโรงแรมเปียกไปด้วยเหล้าราคาแพงจึงรีบหยิบทิชชู่เพื่อที่จะซับให้ “เดี๋ยวดิฉันเช็ดให้นะคะ” แต่ไม่ทันที่เธอจะได้แตะตัวของเขาเธอก็ต้องชะงักทันทีที่เจ้าตัวปฏิเสธออกมาเสียงแข็งพร้อมกับเอ่ยปากไล่เธอออกไป “ไม่ต้อง! ออกไป” “เอ่อ แต่ว่า…” แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังอยากจะช่วยด้วยความรู้สึกผิด “ไอ้หอมไป” ขิมที่เห็นรุ่นน้องสาวของตัวเองไม่ขยับก็ได้แต่ขอนุญาติแล้วลากเธอออกจากห้องไป “ขอโทษด้วยนะคะ” หลังจากที่พนักงานทั้งสองออกไป ทินกรที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เอ่ยขึ้น “คุณโคลไปล้างตัวเปลี่ยนชุดก่อนเถอะครับ ผมรอได้” “ได้ครับ ยังไงต้องขอโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาททำให้ท่านต้องรอและเห็นเหตุการณ์ที่น่าขายหน้าแบบนี้” โคลเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงปกติแต่มีความให้เกียรติ “ไม่เป็นไร อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหรอกครับ ยังไงก็อย่าเอาเรื่องน้องเขาเลยนะครับถือซะว่าให้โอกาสพนักงาน ดูเธอเมื่อกี้ก็น่าจะไม่ได้ตั้งใจและคงตกใจอยู่ไม่น้อย” นักธุรกิจชื่อดังเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดี “ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” โคลก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะขอตัวออกไปเพื่อชำระร่างกายและเปลี่ยนชุด หลังจากออกมาจากห้องอาหารโคลก็สั่งการราเชนทร์หรือลูกน้องคนสนิทตัวเองทันที “ไปตรวจสอบข้อมูลพนักงานคนนั้นมาให้ฉัน” “ครับ” ณ ห้องพัก VVIP ใช้เวลาไม่นานร่างสูงก็จัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทจะเข้ามาเพื่อรายงานข้อมูลที่เขาสั่งไปก่อนหน้านี้ “ผมไปเช็คมาให้แล้วครับ พนักงานคนเมื่อกี้ชื่อ อลินดา จิรปรีชา ชื่อเล่นข้าวหอม อายุยี่สิบสองปี เพิ่งทำงานได้แค่เดือนกว่าครับ จะให้ผมจัดการไล่ออกเลยไหมครับ” ราเชนทร์อ่านประวัติของพนักงานดังกล่าวโดยละเอียดพร้อมรอคำสั่งจากเจ้านาย “ไม่ต้อง แค่ตักเตือนไปก็พอ” โคลเอ่ยอย่างใจเย็น ที่จริงเขาก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร เพียงแค่ต้องการที่จะให้ตักเตือนแค่นั้น “แต่…ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงท่านประธาน” ราเชนทร์เอ่ยอย่างรู้สึกเป็นห่วงผู้เป็นนาย เพราะเขาเองก็พอจะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง “ก็ตอบไปว่าฉันบอกให้ทำ ไปเถอะเดี๋ยวแขกรอนาน” โคลเอ่ยอย่างไม่รู้สึกอะไร ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องอาหารที่มีทินกรรออยู่ “ครับ” ด้านข้าวหอม “ตายแน่เจ๊ ฉันตายแน่ๆ ทำไงดีอะ” ข้าวหอมรู้สึกกะวนกระวายเดินไปเดินมาไม่อยู่กับที่ เธอกลัวว่าจะโดนไล่ออกและถ้าเป็นอย่างนั้นจริงอนาคตของเธอคงต้องจบลงเพราะการหางานที่เงินดีขนาดนี้คงไม่มีอีกแล้ว “ฉันผิดเองอะ ที่ให้แกที่เพิ่งทำงานได้ไม่กี่เดือนมาทำเดี๋ยวฉันรับผิดชอบแทนแกเอง” ขิมเอ่ยออกมาอย่างเห็นใจรุ่นน้องสาว อีกอย่างเธอก็มีส่วนผิดด้วยจริงๆ “ไม่ได้นะเจ๊ ถึงยังไงมันก็เป็นความผิดของฉันไม่ใช่ความผิดเจ๊สักหน่อย” “ฉันว่าอย่าเพิ่งคิดไปเองเลย คุณเขาอาจจะไม่เอาเรื่องก็ได้อาจจะแค่ตักเตือนไม่ถึงขั้นไล่ออกหรอก” ขิมพูดเพื่อให้กำลังรุ่นน้องสาวทั้งที่ในใจก็รู้กฏของทางโรงแรมเป็นอย่างดี “โห่เจ๊ มันก็ไม่แน่อะ” “แล้วทำไมแกถึงทำแก้วเหล้าหกใส่คุณเขาได้ล่ะ” ขิมเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะปกติก่อนหน้านี้เห็นข้าวหอมทำงานดูทะมัดทะแมงไม่มีว่าจะผิดพลาดด้วยซ้ำด้วยเช่นนี้เธอถึงกล้าที่จะให้ข้าวหอมมาทำ “ก็ปกติฉันก็ตื่นเต้นและกดดันอยู่แล้วอะ แต่พอเข้าไปใกล้ๆแล้วเขาหันมามองหน้าฉันด้วยสายตาดุๆ ฉันเลยตกใจทำตัวไม่ถูกแล้วก็เป็นอย่างที่เห็นล่ะเจ๊” ข้าวหอมอธิบายออกมาตามความรู้สึกจริงๆ “ไอ้หอมนะไอ้หอม” ขิมก็ได้แน่ส่ายหน้าไปมาอย่าหนักใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงใครบางคน “เธอคืออลินดาใช่ไหม” เป็นเสียงพนักงานคนนึงเดินเข้ามาถาม “ใช่ค่ะ” ข้าวหอมก็พยักหน้าตอบ “ฝ่ายบุคคลให้มาตามเธอไปพบที่ห้องอะ” “อ่อโอเค ขอบคุณนะ” ข้าวหอมก็พยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินไปที่ฝ่ายบุคคล ณ ห้องฝ่ายพัฒนาบุคคล “ขออนุญาตค่ะ” “อลินดาใช่ไหม นั่งสิ” เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลวัยกลางคนเอ่ยบอก “ค่ะ” “เธอรู้ใช่ไหมว่าวันนี้เธอทำอะไรลงไป” เจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามขึ้น “ทราบค่ะ ดิฉันทำเครื่องดื่มหกใส่ลูกค้าค่ะ” ข้าวหอมก็ตอบออกไปตามความจริง “แล้วรู้ใช่ไหมว่าลูกค้าคนนั้นเป็นใคร” “ทะ ทราบค่ะ คือคุณโคลลูกชายเจ้าของโรงแรมนี้ค่ะ” ข้าวหอมตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เธอพอจะรู้ชะตาของตัวเองแต่ทว่าก็ยังกลัวและกังวลในเวลาเดียวกัน “ใช่ และกฏของทางโรงแรมเธอคงยังจำได้ตอนที่มาสมัครงาน” “จะ จำได้ค่ะ” “ถ้ามีการทำงานผิดพลาดและทำให้เสียภาพลักษณ์ของทางโรงแรมต้องโดนไล่ออกทันทีไม่ว่ากรณีใดๆ” เจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยเสียงเข้ม “……” ข้าวหอมได้แต่เงียบและก้มหน้ายอมรับชะตากรรม แต่ไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยตอบอะไรก็ต้องเงยหน้าขึ้นหลังจากฟังประโยคต่อไปของเจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคน “แต่…ครั้งนี้เธอแค่โดนตักเตือน” “คะ?” หลังจากจบประโยคข้าวหอมก็ได้แต่แสดงสีหน้างุนงงปนสับสนออกมา “คุณโคลแค่ตักเตือนเธอเท่านั้น แต่ถ้ามีครั้งหน้าก็ต้องถูกไล่ออกตามกฏของทางโรงแรม” “จะ จริงหรอคะ ขอบคุณมากนะคะ” นี่เธอได้ยินไม่ผิดใช่ไหม เธอไม่ได้โดนไล่ออก “เธอโชคดีที่เจอคุณโคลเพราะถ้าเจอท่านประธานเธอคงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้” เจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยบอก “ค่ะ ต่อไปดิฉันจะตั้งใจทำงานไม่ให้ผิดพลาดอีกค่ะ” ข้าวหอมเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ไปได้” แล้วข้าวหอมก็เดินออกมาจากห้องด้วยความโล่งใจพร้อมร้อยยิ้มเผยขึ้นบนใบหน้ากลมสวย ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งไปหารุ่นพี่สาวเพื่อบอกข่าวดี “ข้าวหอมเป็นไงบ้าง แกโอเคใช่ไหม” ขิมถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงทันทีที่เจอรุ่นน้องสาวเดินมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “ฉัน…” ข้าวหอมเอ่ยออกมาแค่คำเดียวแล้วก็หยุดพูดพร้อมทำหน้าเศร้าออกมา ขิมที่เห็นแบบนั้นก็พอจะรู้คำตอบก่อนจะรีบเอ่ยปลอบรุ่นน้องตัวเอง “ไม่เป็นไรนะ ถึงไม่ได้ทำที่นี่ก็ยังมีที่อื่น เดี๋ยวฉันจะช่วยหางานใหม่ให้แกเอง” “ไม่เป็นไรหรอกเจ๊” ข้าวหอมเอ่ย “ทำไมล่ะ” ขิมถามกลับอย่างไม่เข้าใจ “เพราะ…เพราะว่าฉันยังได้อยู่ต่อยังไงล่ะ ฮ่าๆ” ข้าวหอมหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่ได้แกล้งรุ่นพี่สาวของตัวเอง “ห๊ะ! จริงหรอวะ แกไม่ได้โกหกฉันใช่ไหม” ถึงยังนั้นขิมก็ยังไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่รุ่นน้องบอก “จริงแท้แน่นอน” “เป็นไปได้ยังไงนะเนี่ย” “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นฝ่ายบุคคลบอกว่าคุณโคลเขาไม่เอาเรื่องฉันเพียงแค่ตักเตือนเท่านั้น แต่ถ้ามีครั้งหน้าไม่รอด” ข้าวหอมเอ่ยบอกอย่างที่ได้ยินมาให้รุ่นพี่สาวฟัง “ดีแล้ว แต่กล้าดียังไงมาแกล้งฉันคนอุตส่าห์เขาเป็นห่วง” ขิมเอ่ยอย่างเอาเรื่องก่อนจะทำหน้างอน “โอ๋ ฉันขอโทษก็นานๆได้แกล้งเจ๊ทีอะ หายงอนนะ” ข้าวหอมที่เห็นแบบนั้นก็รีบออดอ้อนง้อทันทีและก็ใช่มันได้ผล เธอรู้อยู่แล้วว่าขิมโกรธเธอได้ไม่นานหรอก “เช๊อะ ฝากไว้ก่อนเถอะ” “มาเอาคืนได้ทุกเมื่อเลยจ้า” ข้าวหอมเอ่ยอย่างติดกวนพร้อมกับหัวเราะชอบใจ ก่อนที่จะเอ่ยบอกขิมด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าลง “แต่ฉันไม่เอาแล้วนะเจ๊งานแบบนี้อะ กดดันเกิน” “เอ้อๆจะพยายามแล้วกันนะ แต่ถ้าจำเป็นยังไงก็ต้องเจออยู่ดีแหละ” ขิมเอ่ยออกไปตามความเป็นจริง “แต่จะว่าไปไม่คิดว่าหน้านิ่งๆดูเย็นชาแบบนั้นจะใจดีไม่เอาเรื่องฉัน”อยู่ๆข้าวหอมก็เอ่ยออกมาตามความรู้สึก “คุณโคลเขาแค่ไม่อยากเสียเวลากับแกล่ะมั้ง” “แต่ก็ช่างเถอะ แค่ฉันไม่โดนไล่ออกก็พอแล้ว ไม่งั้นฉันขอตายแล้วเกิดใหม่ยังดีกว่า” ข้าวหอมเอ่ยออกมาอย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะโดนขิมต่อว่าอย่างไม่จริงจัง “ไอ้หอม! ปากแกเนี่ยนะ” “เอ้อสรุปงานเสร็จแล้วใช่ไหม ฉันจะได้กลับ” ข้าวหอมเอ่ยถาม เพราะตอนนี้ร่างกายอันทรงงานหนักของฉันอยากที่จะพักเต็มที่แล้วหลังจากเจอเรื่องอันน่าตื่นเต้นแบบในวันนี้ไปก็ทำให้สาวน้อยตัวเล็กอย่างฉันหมดแรงเลยซะทีเดียว “แกกลับไปก่อนก็ได้เดี๋ยวที่เหลือฉันเก็บเอง อีกอย่างนี่ก็เริ่มมืดแล้วด้วย หอแกก็ยิ่งอยู่ไกล” ขิมเอ่ยอย่างเห็นใจรุ่นน้องสาว “เกรงใจอะเจ๊ เดี๋ยวฉันอยู่ช่วยดีกว่า” ข้าวหอมตอบอย่างไม่อยากที่จะเอาเปรียบรุ่นพี่ตัวเอง “ไม่เป็นไรแกกลับไปเถอะ เพิ่งเจอเรื่องหน้าสิ่วหน้าขวานมา อีกอย่างห้องที่ไอ้แป้งดูแลก็เสร็จพอดีเดี๋ยวมันมาช่วย” ขิมเอ่ยบอกเพราะไม่อยากที่จะให้รุ่นน้องสาวคิดมาก “แน่นะ” “เอ้อ รีบๆกลับไปเถอะเดี๋ยวมืดกว่านี้อันตราย” “อ่าเครเจ๊ ยังไงก็ขอบคุณนะ” ข้าวหอมเมื่อได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ “ว่าแต่กลับไง” ขิมเอ่ยถามขึ้น “น่าจะพี่วินแหละเร็วดี” “เอ้อ ยังไงก็ระวังตัวด้วยล่ะ” “จ้า” “พี่วินจ๊ะ” แล้วข้าวหอมก็เดินออกมาเรียกวินมอไซค์ด้านหน้าโรงแรมก่อนจะบอกทางให้ไปส่งยังซอยที่เธอพักอยู่ ซึ่งก็ห่างจากที่ทำงานเธอพอสมควร ที่จริงใจเธอก็อยากจะพักใกล้ๆที่ทำงาน ทว่าแถวนี้ค่าครองชีพสูงเกินไปสู้ไม่ไหวเธอเลยต้องอาศัยการเดินทางเอา แต่ปกติเธอจะนั่งรถเมย์ แต่วันนี้เริ่มมืดบวกกับร่างกายเริ่มอ่อนเพลียเธอเลยอยากกลับไปนอนเร็วๆเลยเลือกที่จะนั่งวินกลับ อีกด้าน ณ บ้านพรหมวนิชกุล “สวัสดีค่ะคุณท่าน” เสียงแม่บ้านเอ่ยทักทายเจ้าของบ้านขึ้นทันทีที่เห็นเดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่พร้อมลูกน้องคนสนิท “อืม ณลิลอยู่หรือเปล่า” ชายวัยกลางคนหรือเจ้าของบ้านอย่างดนุนัยเอ่ยถาม “คุณหนูอยู่บนห้องค่ะ ให้ดิฉันไปตามให้ไหมคะ” แม่บ้านหรือพิณเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ดี บอกว่าฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” “ค่ะ” พิณตอบพร้อมกับเดินไปเรียกตามคำสั่งของเจ้านาย เวลาผ่านไปไม่นานก็มีร่างหญิงสาววัยยี่สิบปีเต็มเดินเข้ามาในห้องรับแขกพร้อมกับเอ่ยเรียกผู้เป็นพ่อขึ้นเสียงหวาน “คุณพ่อคะ” “อ้าวมาแล้วหรอ นั่งก่อนสิ” ดนุนัยเอ่ยบอกผู้เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของตน “ค่ะ คุณพ่อมีอะไรจะคุยกับณลิลหรอคะ” “ช่วงนี้อาการเป็นยังไงบ้าง” “ณลิลสบายดีค่ะ คุณพ่อเรียกณลิลมาถามเรื่องนี้หรอคะ” เธอเอ่ยถามผู้เป็นพ่อออกไป ก่อนที่ดนุนัยจะแสดงสีหน้าคิดไม่ตกออกมา “แล้วกับไมค์เป็นยังไงบ้าง” ไมค์ คือคนที่กำลังคบหาดูใจอยู่กับณลิลลูกสาวสุดที่รักของเขา “คุณพ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ” ณลิลที่เห็นว่าผู้เป็นพ่อไม่ยอมพูดออกมาตรงๆสักทีเธอจึงตัดสินใจเอ่ยถามกลับไป ในครอบครัวเหลือแค่เธอกับพ่อสองคนมีหรอที่เธอจะไม่รู้นิสัยใจคอของผู้เป็นพ่อ “คือพ่อไม่รู้จะพูดยังไง” ดนุนัยแสดงสีหน้าหนักใจออกมา “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ คุณพ่อบอกณลิลได้นะคะถ้าลิลช่วยได้ลิลก็จะช่วยอย่างเต็มที่ค่ะ” ณลิลเอ่ยบอกอย่างเต็มใจช่วยเหลือ เธอรู้ว่าผู้เป็นพ่อทำงานหนักอยู่คนเดียวเธอจึงหวังอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้เป็นพ่อได้ “พ่ออยากให้ณลิลแต่งงานกับโคล” “คะ?” หลังจากจบประโยคของผู้เป็นพ่อณลิลก็แสดงสีหน้าตกใจออกมากับสิ่งที่ได้ยิน ‘นี่เธอได้ยินไม่ผิดใช่ไหม’ “คุณพ่อหมายความว่ายังไงคะ” ก่อนที่จะเอ่ยถามกลับไปอย่างไม่เข้าใจ “ณลิลฟังพ่อก่อนนะ คือพ่ออยากให้หนูแต่งงานเพื่อพ่อเพื่อธุรกิจของเรา หนูก็รู้ว่าช่วงนี้ธุรกิจพ่อกำลังมีปัญหาและนี่ก็เป็นทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจเราไปต่อได้” ดนุนัยพยายามอธิบายให้อีกคนเข้าใจ ทว่าดูเหมือนว่าอีกคนจะไม่ยอมรับฟังเหตุผลของเขาเลยสักนิด “แต่ว่าลิลมีไมค์แล้วนะคะพ่อ” “พ่อรู้ แต่พ่อไม่มีทางเลือก” “แต่เรื่องนี้ลิลทำให้ไม่ได้จริงๆค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ” ณลิลเอ่ยกลับอย่างไม่ยอมก่อนจะลุกขึ้นยืน “แล้วจะไปไหน พ่อยังพูดไม่จบเลยนะ” “ลิลจะไปหาเกรซค่ะ” “ไม่ได้ อีกอย่างลิลก็รู้ว่าพ่อไม่อนุญาตให้ขับรถคนเดียวมันอันตราย” “ลิลขับได้ค่ะ ลิลโตแล้วนะคะ” “แต่…” “ลิลขอตัวนะคะ แล้วก็คุณพ่อไม่ต้องส่งคนไปตามลิลนะคะ” พูดจบณลิลก็เดินออกจากบ้านไปทันที โดยไม่คิดสนใจเสียงเรียกของผู้เป็นพ่อเลยสักนิด “ลิล! ณลิลหยุดเดี๋ยวนี้นะ อลินดา!” “คุณท่านใจเย็นๆก่อนนะคะ ให้เวลาคุณหนูหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวอาการคุณหนูจะกำเริบเอาได้นะคะ” พิณที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เอ่ยเตือนผู้เป็นเจ้านายขึ้นด้วยความเป็นห่วงและเห็นใจเจ้านายทั้งสองคน “ก็ดูสิจะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง นับวันยิ่งดื้อขึ้นเรื่อยๆหรือว่าที่ผ่านมาฉันตามใจมากเกินไป” ดนุนัยเอ่ยอย่างหัวเสีย พิณก็ได้แต่เงียบอย่างไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา ถึงเธอจะทำงานที่นี่มานานแต่เธอก็ไม่อาจพูดอะไรได้มากกว่านี้ “ส่งคนไปตามดูณลิลอยู่ห่างๆ อย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเด็ดขาด” หลังจากใจเย็นขึ้นดนุนัยก็หันไปสั่ง เมธิน ลูกน้องคนสนิททันที ถึงเขาจะโมโหลูกสาวตัวเองมากแค่ไหน แต่ด้วยความเป็นพ่อก็อดที่จะเป็นห่วงลูกสาวไม่ได้ “ครับท่าน” เมธินตอบรับคำสั่งก่อนจะหันไปสั่งงานลูกน้องอีกที “แล้วมีทางโรงพยาบาลติดต่อเข้ามาหาฉันหรือเปล่า” ดนุนัยถามขึ้นอีกครั้ง “ยังเลยครับท่าน” “ตามเรื่องต่อไป ถ้ามีแจ้งบริจาคเข้ามาให้มาบอกฉันทันที” “ครับ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD