Episode 1 อลินดา
ณ GABRIEL HOTEL
“ลา ลั๊ล ลา ฮาาา เลิกงานสักทีจะนอนให้เต็มที่ไปเลย ลั้ลลา”
เสียงหวานของร่างบางที่กำลังฮำเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดีอยู่ภายบริเวณลานด้านข้างของโรงแรมหรูขนาดใหญ่ ข้าวหอมทำงานที่นี่ได้ประมาณเดือนกว่าๆ หลังจากที่บ้านมีปัญหาเรื่องเงิน เธอจึงต้องออกจากบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อมาทำงานเก็บเงินส่งตัวเองเรียนต่อมหาวิทยาลัย
โชคดีที่มีขิมรุ่นพี่ที่สนิทแถวบ้านแนะนำให้เธอมาทำงานด้วยกัน เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มของโรงแรมหรูขนาดใหญ่ใจกลางเมืองแถมเงินเดือนหมื่นอัพก็ถือว่าเยอะแล้วสำหรับวุฒิการศึกษาของเธอ
“ไอ้หอมจะกลับแล้วหรอ”
ในขณะที่ข้าวหอมกำลังเตรียมตัวกลับหอพักอยู่นั้น แต่ทว่าไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวขาออกจากที่ทำงานก็ต้องหยุดชะงักด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยและก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอก็คือขิมรุ่นพี่ที่สนิทของฉันเอง
“ใช่เจ๊ มีอะไรหรือเปล่า” ข้าวหอมตอบกลับตามด้วยประโยคคำถาม
“พอดีว่าจะมีลูกค้าVVIP มาอะดิ สนใจอยู่ต่อปะ”
“จะดีหรอเจ๊ ฉันเพิ่งมาทำงานได้แค่เดือนเดียวเองนะ” ข้าวหอมตอบกลับพร้อมแสดงสีหน้าไม่มั่นใจออกมา
“แต่ทิปหนักนะ”
“โอเคงั้นรับ”
“เห้ย! แกไม่คิดจะถามอะไรก่อนเลยหรอ ตอบรับซะเร็วเชียวนะ” ขิมเอ่ยแซวรุ่นน้องทันทีหลังจากอีกคนตอบรับงานเพียงแค่เธอพูดถึงเรื่องทิป
“ก็ทำไงได้ ช่วงนี้ร้อนเงิน” ข้าวหอมก็ตอบออกไปอย่างไม่คิดปิดบัง ส่วนขิมเองก็พอรู้ว่ารุ่นน้องสาวกำลังเก็บเงินเพื่อที่จะเรียนต่อตามความฝันของตัวเอง
“แล้ววันนี้คนขาดหรอ ทำไมให้เด็กใหม่อย่างฉันมาทำแทนได้อะ” ข้าวหอมเอ่ยถามขึ้น
“อือ มีคนลาป่วย ตอนแรกก็ไม่ขาดหรอกแต่ไม่คิดว่าอยู่ๆจะมีลูกค้า VVIP มาเปิดห้อง”
“อ่อ” ข้าวหอมพยักหน้าเข้าใจ ก่อนที่ขิมจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่ขอเตือนไว้หน่อยนะ งานนี้อย่าผิดพลาดเด็ดขาดรู้ไหม”
“ทำไมอะ คนนี้เขาสำคัญมากเลยหรอ” ข้าวหอมเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“ก็ลูกเจ้าของโรงแรมนี้กับนักธุรกิจชื่อดังอะ”
“ห๊ะ! อะไรนะเจ๊ ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้อะ ปฏิเสธทันไหมเนี่ย” ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างกดดัน ตอนแรกก็ไม่เท่าไหร่แต่พอรู้ว่าเป็นลูกเจ้าของโรงแรมยิ่งกดดันกว่าเดิมเพราะปกติแล้วเธอเสิร์ฟเพียงลูกค้าทั่วไปและนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้เสิร์ฟลูกค้าระดับ VVIP
“ไม่ทันแล้วจ๊ะ รับปากแล้วห้ามคืนคำอีกอย่างนอกจากแกกับฉันสองคนก็ไม่เหลือใครแล้วเนี่ย” ขิมเอ่ยออกมาพร้อมแสดงสีหน้าแบบปลงชิน
“เจ๊อะ ก็ได้” ข้าวหอมเองก็ได้แต่ทำใจอย่างไม่มีทางเลือก ก่อนที่เธอจะเอ่ยให้กำลังใจตัวเองออกมา
“เอาวะข้าวหอม สู้ๆเพื่อเงิน”
“ไปเตรียมตัวได้แล้วไป เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงลูกค้าก็น่าจะมาถึงแล้ว” ขิมเอ่ยบอกรุ่นน้องตัวเอง
“ได้ค่ะ คุณขิม” ข้าวหอมจงใจตอบกลับด้วยน้ำเสียงติดกวนก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปเปลี่ยนกลับเป็นชุดทำงานของทางโรงแรมเหมือนเดิม
“เดี๋ยวเหอะ” ขิมเองก็ได้แต่แสดงท่าทีว่าจะเอาเรื่องรุ่นน้องออกไปอย่างไม่จริงจัง
ณ ห้องอาหาร VVIP
“ทานได้เต็มที่เลยนะครับ วันนี้ถือว่าทางโรงแรมเราเลี้ยงต้อนรับท่าน” โคลลูกชายหรือทายาทเจ้าของโรงแรมหรูเอ่ยบอกแขกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวเอง
“ครับ” ทินกรนักธุรกิจชื่อดังยิ้มตอบ
“ขออนุญาตนะคะ” พนักงานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพก่อนจะนำเครื่องดื่มราคาแพงเข้ามาเสิร์ฟ ซึ่งก็คือขิมกับข้าวหอม
ด้านขิมเป็นคนเสิร์ฟและคอยบริการเติมเครื่องดื่มให้กับทินกร ส่วนข้าวหอมรับหน้าที่เสิร์ฟและบริการให้กับโคล
แก๊ก แก๊ก แก๊ก~
“อย่าสั่นสิวะไอ้หอม” ข้าวหอมพึมพำบอกตัวเองเบาๆ ในขณะที่กำลังถือแก้วเหล้าราคาแพงเสิร์ฟให้กับลูกชายเจ้าของโรงแรม
ส่วนลูกชายเจ้าของโรงแรมที่เห็นอาการเหล่านั้นของพนักงานตนเองก็หันไปมองหน้า ทว่าด้วยสายตาคมปนดุและใบหน้าอันเย็นชานั้นกลับทำให้ข้าวหอมที่ถือแก้วน้ำอยู่รู้สึกกดดันยิ่งกว่าเดิม ทำให้เธอเกิดความประหม่าจนสุดท้าย…
“อ๊ะ ว้าย” ข้าวหอมร้องออกมาด้วยความตกใจ หลังจากทำแก้วเหล้าราคาแพงหลุดมือหกใส่ยังเสื้อของโคลอย่างไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่เธอจะรีบตั้งสติแล้วรีบก้มหัวพร้อมเอ่ยขอโทษออกมาอย่างหนัก
“ขะ ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ”
หลังจากขอโทษเสร็จข้าวหอมที่เห็นว่าเสื้อของลูกชายเจ้าของโรงแรมเปียกไปด้วยเหล้าราคาแพงจึงรีบหยิบทิชชู่เพื่อที่จะซับให้
“เดี๋ยวดิฉันเช็ดให้นะคะ” แต่ไม่ทันที่เธอจะได้แตะตัวของเขาเธอก็ต้องชะงักทันทีที่เจ้าตัวปฏิเสธออกมาเสียงแข็งพร้อมกับเอ่ยปากไล่เธอออกไป
“ไม่ต้อง! ออกไป”
“เอ่อ แต่ว่า…” แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังอยากจะช่วยด้วยความรู้สึกผิด
“ไอ้หอมไป” ขิมที่เห็นรุ่นน้องสาวของตัวเองไม่ขยับก็ได้แต่ขอนุญาติแล้วลากเธอออกจากห้องไป
“ขอโทษด้วยนะคะ”
หลังจากที่พนักงานทั้งสองออกไป ทินกรที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เอ่ยขึ้น
“คุณโคลไปล้างตัวเปลี่ยนชุดก่อนเถอะครับ ผมรอได้”
“ได้ครับ ยังไงต้องขอโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาททำให้ท่านต้องรอและเห็นเหตุการณ์ที่น่าขายหน้าแบบนี้” โคลเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงปกติแต่มีความให้เกียรติ
“ไม่เป็นไร อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหรอกครับ ยังไงก็อย่าเอาเรื่องน้องเขาเลยนะครับถือซะว่าให้โอกาสพนักงาน ดูเธอเมื่อกี้ก็น่าจะไม่ได้ตั้งใจและคงตกใจอยู่ไม่น้อย” นักธุรกิจชื่อดังเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดี
“ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” โคลก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะขอตัวออกไปเพื่อชำระร่างกายและเปลี่ยนชุด
หลังจากออกมาจากห้องอาหารโคลก็สั่งการราเชนทร์หรือลูกน้องคนสนิทตัวเองทันที
“ไปตรวจสอบข้อมูลพนักงานคนนั้นมาให้ฉัน”
“ครับ”
ณ ห้องพัก VVIP
ใช้เวลาไม่นานร่างสูงก็จัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทจะเข้ามาเพื่อรายงานข้อมูลที่เขาสั่งไปก่อนหน้านี้
“ผมไปเช็คมาให้แล้วครับ พนักงานคนเมื่อกี้ชื่อ อลินดา จิรปรีชา ชื่อเล่นข้าวหอม อายุยี่สิบสองปี เพิ่งทำงานได้แค่เดือนกว่าครับ จะให้ผมจัดการไล่ออกเลยไหมครับ” ราเชนทร์อ่านประวัติของพนักงานดังกล่าวโดยละเอียดพร้อมรอคำสั่งจากเจ้านาย
“ไม่ต้อง แค่ตักเตือนไปก็พอ” โคลเอ่ยอย่างใจเย็น ที่จริงเขาก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร เพียงแค่ต้องการที่จะให้ตักเตือนแค่นั้น
“แต่…ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงท่านประธาน” ราเชนทร์เอ่ยอย่างรู้สึกเป็นห่วงผู้เป็นนาย เพราะเขาเองก็พอจะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง
“ก็ตอบไปว่าฉันบอกให้ทำ ไปเถอะเดี๋ยวแขกรอนาน” โคลเอ่ยอย่างไม่รู้สึกอะไร ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องอาหารที่มีทินกรรออยู่
“ครับ”
ด้านข้าวหอม
“ตายแน่เจ๊ ฉันตายแน่ๆ ทำไงดีอะ” ข้าวหอมรู้สึกกะวนกระวายเดินไปเดินมาไม่อยู่กับที่ เธอกลัวว่าจะโดนไล่ออกและถ้าเป็นอย่างนั้นจริงอนาคตของเธอคงต้องจบลงเพราะการหางานที่เงินดีขนาดนี้คงไม่มีอีกแล้ว
“ฉันผิดเองอะ ที่ให้แกที่เพิ่งทำงานได้ไม่กี่เดือนมาทำเดี๋ยวฉันรับผิดชอบแทนแกเอง” ขิมเอ่ยออกมาอย่างเห็นใจรุ่นน้องสาว อีกอย่างเธอก็มีส่วนผิดด้วยจริงๆ
“ไม่ได้นะเจ๊ ถึงยังไงมันก็เป็นความผิดของฉันไม่ใช่ความผิดเจ๊สักหน่อย”
“ฉันว่าอย่าเพิ่งคิดไปเองเลย คุณเขาอาจจะไม่เอาเรื่องก็ได้อาจจะแค่ตักเตือนไม่ถึงขั้นไล่ออกหรอก” ขิมพูดเพื่อให้กำลังรุ่นน้องสาวทั้งที่ในใจก็รู้กฏของทางโรงแรมเป็นอย่างดี
“โห่เจ๊ มันก็ไม่แน่อะ”
“แล้วทำไมแกถึงทำแก้วเหล้าหกใส่คุณเขาได้ล่ะ” ขิมเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะปกติก่อนหน้านี้เห็นข้าวหอมทำงานดูทะมัดทะแมงไม่มีว่าจะผิดพลาดด้วยซ้ำด้วยเช่นนี้เธอถึงกล้าที่จะให้ข้าวหอมมาทำ
“ก็ปกติฉันก็ตื่นเต้นและกดดันอยู่แล้วอะ แต่พอเข้าไปใกล้ๆแล้วเขาหันมามองหน้าฉันด้วยสายตาดุๆ ฉันเลยตกใจทำตัวไม่ถูกแล้วก็เป็นอย่างที่เห็นล่ะเจ๊” ข้าวหอมอธิบายออกมาตามความรู้สึกจริงๆ
“ไอ้หอมนะไอ้หอม” ขิมก็ได้แน่ส่ายหน้าไปมาอย่าหนักใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงใครบางคน
“เธอคืออลินดาใช่ไหม” เป็นเสียงพนักงานคนนึงเดินเข้ามาถาม
“ใช่ค่ะ” ข้าวหอมก็พยักหน้าตอบ
“ฝ่ายบุคคลให้มาตามเธอไปพบที่ห้องอะ”
“อ่อโอเค ขอบคุณนะ” ข้าวหอมก็พยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินไปที่ฝ่ายบุคคล
ณ ห้องฝ่ายพัฒนาบุคคล
“ขออนุญาตค่ะ”
“อลินดาใช่ไหม นั่งสิ” เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลวัยกลางคนเอ่ยบอก
“ค่ะ”
“เธอรู้ใช่ไหมว่าวันนี้เธอทำอะไรลงไป” เจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามขึ้น
“ทราบค่ะ ดิฉันทำเครื่องดื่มหกใส่ลูกค้าค่ะ” ข้าวหอมก็ตอบออกไปตามความจริง
“แล้วรู้ใช่ไหมว่าลูกค้าคนนั้นเป็นใคร”
“ทะ ทราบค่ะ คือคุณโคลลูกชายเจ้าของโรงแรมนี้ค่ะ” ข้าวหอมตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เธอพอจะรู้ชะตาของตัวเองแต่ทว่าก็ยังกลัวและกังวลในเวลาเดียวกัน
“ใช่ และกฏของทางโรงแรมเธอคงยังจำได้ตอนที่มาสมัครงาน”
“จะ จำได้ค่ะ”
“ถ้ามีการทำงานผิดพลาดและทำให้เสียภาพลักษณ์ของทางโรงแรมต้องโดนไล่ออกทันทีไม่ว่ากรณีใดๆ” เจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยเสียงเข้ม
“……” ข้าวหอมได้แต่เงียบและก้มหน้ายอมรับชะตากรรม แต่ไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยตอบอะไรก็ต้องเงยหน้าขึ้นหลังจากฟังประโยคต่อไปของเจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคน
“แต่…ครั้งนี้เธอแค่โดนตักเตือน”
“คะ?” หลังจากจบประโยคข้าวหอมก็ได้แต่แสดงสีหน้างุนงงปนสับสนออกมา
“คุณโคลแค่ตักเตือนเธอเท่านั้น แต่ถ้ามีครั้งหน้าก็ต้องถูกไล่ออกตามกฏของทางโรงแรม”
“จะ จริงหรอคะ ขอบคุณมากนะคะ” นี่เธอได้ยินไม่ผิดใช่ไหม เธอไม่ได้โดนไล่ออก
“เธอโชคดีที่เจอคุณโคลเพราะถ้าเจอท่านประธานเธอคงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้” เจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยบอก
“ค่ะ ต่อไปดิฉันจะตั้งใจทำงานไม่ให้ผิดพลาดอีกค่ะ” ข้าวหอมเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ไปได้” แล้วข้าวหอมก็เดินออกมาจากห้องด้วยความโล่งใจพร้อมร้อยยิ้มเผยขึ้นบนใบหน้ากลมสวย ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งไปหารุ่นพี่สาวเพื่อบอกข่าวดี
“ข้าวหอมเป็นไงบ้าง แกโอเคใช่ไหม” ขิมถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงทันทีที่เจอรุ่นน้องสาวเดินมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ฉัน…” ข้าวหอมเอ่ยออกมาแค่คำเดียวแล้วก็หยุดพูดพร้อมทำหน้าเศร้าออกมา ขิมที่เห็นแบบนั้นก็พอจะรู้คำตอบก่อนจะรีบเอ่ยปลอบรุ่นน้องตัวเอง
“ไม่เป็นไรนะ ถึงไม่ได้ทำที่นี่ก็ยังมีที่อื่น เดี๋ยวฉันจะช่วยหางานใหม่ให้แกเอง”
“ไม่เป็นไรหรอกเจ๊” ข้าวหอมเอ่ย
“ทำไมล่ะ” ขิมถามกลับอย่างไม่เข้าใจ
“เพราะ…เพราะว่าฉันยังได้อยู่ต่อยังไงล่ะ ฮ่าๆ” ข้าวหอมหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่ได้แกล้งรุ่นพี่สาวของตัวเอง
“ห๊ะ! จริงหรอวะ แกไม่ได้โกหกฉันใช่ไหม” ถึงยังนั้นขิมก็ยังไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่รุ่นน้องบอก
“จริงแท้แน่นอน”
“เป็นไปได้ยังไงนะเนี่ย”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นฝ่ายบุคคลบอกว่าคุณโคลเขาไม่เอาเรื่องฉันเพียงแค่ตักเตือนเท่านั้น แต่ถ้ามีครั้งหน้าไม่รอด” ข้าวหอมเอ่ยบอกอย่างที่ได้ยินมาให้รุ่นพี่สาวฟัง
“ดีแล้ว แต่กล้าดียังไงมาแกล้งฉันคนอุตส่าห์เขาเป็นห่วง” ขิมเอ่ยอย่างเอาเรื่องก่อนจะทำหน้างอน
“โอ๋ ฉันขอโทษก็นานๆได้แกล้งเจ๊ทีอะ หายงอนนะ” ข้าวหอมที่เห็นแบบนั้นก็รีบออดอ้อนง้อทันทีและก็ใช่มันได้ผล เธอรู้อยู่แล้วว่าขิมโกรธเธอได้ไม่นานหรอก
“เช๊อะ ฝากไว้ก่อนเถอะ”
“มาเอาคืนได้ทุกเมื่อเลยจ้า” ข้าวหอมเอ่ยอย่างติดกวนพร้อมกับหัวเราะชอบใจ ก่อนที่จะเอ่ยบอกขิมด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าลง
“แต่ฉันไม่เอาแล้วนะเจ๊งานแบบนี้อะ กดดันเกิน”
“เอ้อๆจะพยายามแล้วกันนะ แต่ถ้าจำเป็นยังไงก็ต้องเจออยู่ดีแหละ” ขิมเอ่ยออกไปตามความเป็นจริง
“แต่จะว่าไปไม่คิดว่าหน้านิ่งๆดูเย็นชาแบบนั้นจะใจดีไม่เอาเรื่องฉัน”อยู่ๆข้าวหอมก็เอ่ยออกมาตามความรู้สึก
“คุณโคลเขาแค่ไม่อยากเสียเวลากับแกล่ะมั้ง”
“แต่ก็ช่างเถอะ แค่ฉันไม่โดนไล่ออกก็พอแล้ว ไม่งั้นฉันขอตายแล้วเกิดใหม่ยังดีกว่า” ข้าวหอมเอ่ยออกมาอย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะโดนขิมต่อว่าอย่างไม่จริงจัง
“ไอ้หอม! ปากแกเนี่ยนะ”
“เอ้อสรุปงานเสร็จแล้วใช่ไหม ฉันจะได้กลับ” ข้าวหอมเอ่ยถาม เพราะตอนนี้ร่างกายอันทรงงานหนักของฉันอยากที่จะพักเต็มที่แล้วหลังจากเจอเรื่องอันน่าตื่นเต้นแบบในวันนี้ไปก็ทำให้สาวน้อยตัวเล็กอย่างฉันหมดแรงเลยซะทีเดียว
“แกกลับไปก่อนก็ได้เดี๋ยวที่เหลือฉันเก็บเอง อีกอย่างนี่ก็เริ่มมืดแล้วด้วย หอแกก็ยิ่งอยู่ไกล” ขิมเอ่ยอย่างเห็นใจรุ่นน้องสาว
“เกรงใจอะเจ๊ เดี๋ยวฉันอยู่ช่วยดีกว่า” ข้าวหอมตอบอย่างไม่อยากที่จะเอาเปรียบรุ่นพี่ตัวเอง
“ไม่เป็นไรแกกลับไปเถอะ เพิ่งเจอเรื่องหน้าสิ่วหน้าขวานมา อีกอย่างห้องที่ไอ้แป้งดูแลก็เสร็จพอดีเดี๋ยวมันมาช่วย” ขิมเอ่ยบอกเพราะไม่อยากที่จะให้รุ่นน้องสาวคิดมาก
“แน่นะ”
“เอ้อ รีบๆกลับไปเถอะเดี๋ยวมืดกว่านี้อันตราย”
“อ่าเครเจ๊ ยังไงก็ขอบคุณนะ” ข้าวหอมเมื่อได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ
“ว่าแต่กลับไง” ขิมเอ่ยถามขึ้น
“น่าจะพี่วินแหละเร็วดี”
“เอ้อ ยังไงก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
“จ้า”
“พี่วินจ๊ะ” แล้วข้าวหอมก็เดินออกมาเรียกวินมอไซค์ด้านหน้าโรงแรมก่อนจะบอกทางให้ไปส่งยังซอยที่เธอพักอยู่ ซึ่งก็ห่างจากที่ทำงานเธอพอสมควร ที่จริงใจเธอก็อยากจะพักใกล้ๆที่ทำงาน ทว่าแถวนี้ค่าครองชีพสูงเกินไปสู้ไม่ไหวเธอเลยต้องอาศัยการเดินทางเอา แต่ปกติเธอจะนั่งรถเมย์ แต่วันนี้เริ่มมืดบวกกับร่างกายเริ่มอ่อนเพลียเธอเลยอยากกลับไปนอนเร็วๆเลยเลือกที่จะนั่งวินกลับ
อีกด้าน
ณ บ้านพรหมวนิชกุล
“สวัสดีค่ะคุณท่าน” เสียงแม่บ้านเอ่ยทักทายเจ้าของบ้านขึ้นทันทีที่เห็นเดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่พร้อมลูกน้องคนสนิท
“อืม ณลิลอยู่หรือเปล่า” ชายวัยกลางคนหรือเจ้าของบ้านอย่างดนุนัยเอ่ยถาม
“คุณหนูอยู่บนห้องค่ะ ให้ดิฉันไปตามให้ไหมคะ” แม่บ้านหรือพิณเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ดี บอกว่าฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
“ค่ะ” พิณตอบพร้อมกับเดินไปเรียกตามคำสั่งของเจ้านาย
เวลาผ่านไปไม่นานก็มีร่างหญิงสาววัยยี่สิบปีเต็มเดินเข้ามาในห้องรับแขกพร้อมกับเอ่ยเรียกผู้เป็นพ่อขึ้นเสียงหวาน
“คุณพ่อคะ”
“อ้าวมาแล้วหรอ นั่งก่อนสิ” ดนุนัยเอ่ยบอกผู้เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของตน
“ค่ะ คุณพ่อมีอะไรจะคุยกับณลิลหรอคะ”
“ช่วงนี้อาการเป็นยังไงบ้าง”
“ณลิลสบายดีค่ะ คุณพ่อเรียกณลิลมาถามเรื่องนี้หรอคะ” เธอเอ่ยถามผู้เป็นพ่อออกไป ก่อนที่ดนุนัยจะแสดงสีหน้าคิดไม่ตกออกมา
“แล้วกับไมค์เป็นยังไงบ้าง”
ไมค์ คือคนที่กำลังคบหาดูใจอยู่กับณลิลลูกสาวสุดที่รักของเขา
“คุณพ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ” ณลิลที่เห็นว่าผู้เป็นพ่อไม่ยอมพูดออกมาตรงๆสักทีเธอจึงตัดสินใจเอ่ยถามกลับไป
ในครอบครัวเหลือแค่เธอกับพ่อสองคนมีหรอที่เธอจะไม่รู้นิสัยใจคอของผู้เป็นพ่อ
“คือพ่อไม่รู้จะพูดยังไง” ดนุนัยแสดงสีหน้าหนักใจออกมา
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ คุณพ่อบอกณลิลได้นะคะถ้าลิลช่วยได้ลิลก็จะช่วยอย่างเต็มที่ค่ะ” ณลิลเอ่ยบอกอย่างเต็มใจช่วยเหลือ เธอรู้ว่าผู้เป็นพ่อทำงานหนักอยู่คนเดียวเธอจึงหวังอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้เป็นพ่อได้
“พ่ออยากให้ณลิลแต่งงานกับโคล”
“คะ?”
หลังจากจบประโยคของผู้เป็นพ่อณลิลก็แสดงสีหน้าตกใจออกมากับสิ่งที่ได้ยิน ‘นี่เธอได้ยินไม่ผิดใช่ไหม’
“คุณพ่อหมายความว่ายังไงคะ” ก่อนที่จะเอ่ยถามกลับไปอย่างไม่เข้าใจ
“ณลิลฟังพ่อก่อนนะ คือพ่ออยากให้หนูแต่งงานเพื่อพ่อเพื่อธุรกิจของเรา หนูก็รู้ว่าช่วงนี้ธุรกิจพ่อกำลังมีปัญหาและนี่ก็เป็นทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจเราไปต่อได้” ดนุนัยพยายามอธิบายให้อีกคนเข้าใจ ทว่าดูเหมือนว่าอีกคนจะไม่ยอมรับฟังเหตุผลของเขาเลยสักนิด
“แต่ว่าลิลมีไมค์แล้วนะคะพ่อ”
“พ่อรู้ แต่พ่อไม่มีทางเลือก”
“แต่เรื่องนี้ลิลทำให้ไม่ได้จริงๆค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ” ณลิลเอ่ยกลับอย่างไม่ยอมก่อนจะลุกขึ้นยืน
“แล้วจะไปไหน พ่อยังพูดไม่จบเลยนะ”
“ลิลจะไปหาเกรซค่ะ”
“ไม่ได้ อีกอย่างลิลก็รู้ว่าพ่อไม่อนุญาตให้ขับรถคนเดียวมันอันตราย”
“ลิลขับได้ค่ะ ลิลโตแล้วนะคะ”
“แต่…”
“ลิลขอตัวนะคะ แล้วก็คุณพ่อไม่ต้องส่งคนไปตามลิลนะคะ” พูดจบณลิลก็เดินออกจากบ้านไปทันที โดยไม่คิดสนใจเสียงเรียกของผู้เป็นพ่อเลยสักนิด
“ลิล! ณลิลหยุดเดี๋ยวนี้นะ อลินดา!”
“คุณท่านใจเย็นๆก่อนนะคะ ให้เวลาคุณหนูหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวอาการคุณหนูจะกำเริบเอาได้นะคะ” พิณที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เอ่ยเตือนผู้เป็นเจ้านายขึ้นด้วยความเป็นห่วงและเห็นใจเจ้านายทั้งสองคน
“ก็ดูสิจะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง นับวันยิ่งดื้อขึ้นเรื่อยๆหรือว่าที่ผ่านมาฉันตามใจมากเกินไป” ดนุนัยเอ่ยอย่างหัวเสีย
พิณก็ได้แต่เงียบอย่างไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา ถึงเธอจะทำงานที่นี่มานานแต่เธอก็ไม่อาจพูดอะไรได้มากกว่านี้
“ส่งคนไปตามดูณลิลอยู่ห่างๆ อย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเด็ดขาด” หลังจากใจเย็นขึ้นดนุนัยก็หันไปสั่ง เมธิน ลูกน้องคนสนิททันที ถึงเขาจะโมโหลูกสาวตัวเองมากแค่ไหน แต่ด้วยความเป็นพ่อก็อดที่จะเป็นห่วงลูกสาวไม่ได้
“ครับท่าน” เมธินตอบรับคำสั่งก่อนจะหันไปสั่งงานลูกน้องอีกที
“แล้วมีทางโรงพยาบาลติดต่อเข้ามาหาฉันหรือเปล่า” ดนุนัยถามขึ้นอีกครั้ง
“ยังเลยครับท่าน”
“ตามเรื่องต่อไป ถ้ามีแจ้งบริจาคเข้ามาให้มาบอกฉันทันที”
“ครับ”