ด้านณลิล
โทรออก - Grace
ตืดดด ตืดดด ตืดดด ตู๊ด ตู๊ด
“ทำไมไม่รับนะ”
“หรือเกรซอาจจะไม่ว่างก็ได้” ณลิลเอ่ยพึมพำบนรถคนเดียว
หลังจากที่เธอขับรถออกมาจากบ้าน ระหว่างทางเธอก็พยายามติดต่อหาเกรซเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ แต่ทว่าก็ไม่มีท่าทีว่าอีกคนจะรับสาย
“ไมค์ก็ไม่อยู่ แล้วจะไปไหนดี”
หลายวันก่อนหน้านี้เธอก็ตกลงกับไมค์ว่าจะไปดูหนังด้วยกันแต่ก็ต้องยกเลิกไป เนื่องจากไมค์บอกกับเธอว่ามีธุระด่วนกับที่บ้านเธอก็ไม่ได้อะไร
ณลิลขับรถไปเรื่อยๆพร้อมกับใช้ความคิดว่าจะไปไหนดีเพราะเธอไม่อยากที่จะกลับบ้านในตอนนี้
“ไปรอไมค์ที่คอนโดดีกว่า” สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะไปรอคนรักที่คอนโดของเจ้าตัว
ใช้เวลาไม่นานรถหรูก็เข้ามาจอดที่ชั้นวีไอพี ก่อนที่ร่างบางจะเดินเข้าไปในลิฟต์เพื่อกดไปยังชั้นที่ต้องการ
พอมาถึงหน้าห้องณลิลก็ใช้คีย์การ์ดของห้องสแกนที่ประตู ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่ณลิลเป็นคนซื้อให้กับไมค์เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเนื่องในวันครบรอบหนึ่งปี
“ทำไมไมค์ไม่ปิดประตูห้องนอน หรืออาจจะรีบแล้วลืม”
ณลิลที่เข้าห้องมาแล้วเหลือบไปเห็นประตูห้องนอนที่ยังปิดไม่สนิทก็กะจะเดินไปปิดให้ แต่ทว่าไม่ทันที่จะเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู เธอก็ต้องชะงักกับเสียงของใครบางคนที่กำลังสนทนากันเล็ดลอดออกมาจากในห้อง
“นายไม่กลัวณลิลจะจับได้หรอ”
“หมายถึงอะไร”
“ก็เรื่องของเรา”
“กะ เกรซงั้นหรอ” ณลิลพึมพำออกมาเสียงเบาเธอจำเสียงของเพื่อนสนิทตัวเองได้ดี เธอจำได้ไม่ผิดแน่นอน
“ถ้าเธอไม่พูดฉันไม่พูดมีหรอที่ลิลจะรู้” คำพูดแบบนี้หลุดออกมาจากปากของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของเธองั้นหรอ
“พูดแบบนี้ไม่กลัวณลิลมาได้ยินแล้วเสียใจหรอ หรือที่จริงแล้วนายไม่ได้รักณลิลแต่แค่หวังอย่างอื่น”
“เธอคิดว่าไงล่ะ”
“หึ” เสียงหญิงสาวขำในลำคออย่างรู้ในคำตอบ
“ณลิลก็มีดีแค่ที่บ้านรวยส่วนอย่างอื่นก็…ไม่รู้สิ” ไมค์เอ่ยออกมาพร้อมกับนึกคิด
“พูดแบบนี้หมายความว่าไง นายยังไม่เคยมีอะไรกับณลิลงั้นหรอ” น้ำเสียงของเกรซบ่งบอกถึงความไม่อยากจะเชื่อ
“ก็เขาบอกว่าเป็นโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิดไม่สามารถทำเรื่องอย่างว่าได้เพราะอาจจะทำให้อาการกำเริบ แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า” ใช่ ฉันเคยบอกเขาแบบนั้น แต่ก็ใช่ว่าเขาจะนอกกายนอกใจฉันไปมีอะไรกับคนอื่นได้ เขาบอกเองว่าจะรอฉันหลังจากที่ฉันผ่าตัดหัวใจ แต่ทำไม?
“ฉันก็พอได้ยินมาบ้าง”
“เลิกพูดถึงเรื่องคนอื่นสักทีเถอะ มาว่าเรื่องของเราต่อกันดีกว่า” คนอื่นงั้นหรอ นี่เขาเห็นฉันเป็นคนนอกมาโดยตลอด ฉันนี่มันโง่จริงๆ
“ฮึก! ไม่จริง!” น้ำตาสีใสไหลอาบลงสองแก้มอย่างกั้นไว้ไม่ไหว
“อ๊ะ” ก่อนที่จะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่หน้าอกด้านซ้าย บวกกับเริ่มมีอาการแน่นที่หน้าอกหายใจลำบากจนณลิลเริ่มที่จะเสียการทรงตัวทำให้เธอเซเกือบล้มแต่โชคดีที่เธอจับขอบประตูไว้ทัน
ตึก!
“เสียงใคร” เกรซเอ่ยขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงจากด้านนอกห้อง
“หรือว่าจะเป็นลิล” ไมค์นึกคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา เพราะนอกจากเขาแล้วก็มีณลิลที่มีคีย์การ์ดของห้อง ถ้าเป็นแบบนั้นจริงทุกอย่างที่เขาทำมาทั้งหมดต้องจบลงภายในวันนี้เป็นแน่
แอดดด
และเป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิดหลังจากที่ประตูห้องถูกเปิดออกเผยให้เห็นร่างบางที่ยืนร้องไห้มองมายังพวกเขาทั้งสองคนด้วยสายตาที่ผิดหวัง
“ใช่ลิลเอง เราไม่คิดว่าคนที่เราไว้ใจที่สุดทั้งสองคนจะกล้าทำแบบนี้ลับหลังเราได้ ฮึก!”
“ลิลคือฟังเราก่อนนะ” ไมค์ที่เห็นแบบนั้นก็รีบเอ่ย
“อ๊ะ โอ้ยยย”
“ลิลเป็นอะไร” ไมค์รีบหยิบผ้าขนหนูพันรอบเอวแล้วเดินมาเพื่อจะประคองณลิลแต่ก็โดนเธอปัดมือออกอย่างไม่ต้องการพร้อมแสดงท่าทีรังเกียจออกมา
“ไม่ต้องมายุ่ง อ๊ะ” พูดจบณลิลก็พยายามที่จะตั้งสติและสิ่งที่เธอคิดอยู่อย่างเดียวคือต้องออกไปจากที่นี่ เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ตรงนี้แม้แต่วินาทีเดียว
“ลิลเดี๋ยวก่อนลิล”
ไมค์ที่กำลังจะไปตามณลิลไป แต่ไม่ทันที่จะก้าวขาก็โดนเกรซคว้าแขนไว้ก่อน
“นี่เธอทำอะไร” ไมค์หันมาถามหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทของแฟนตัวเองอย่างไม่เข้าใจ
“ไหนบอกว่าไม่สนใจไง” เกรซเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจปนหึงหวง
“เธอก็เห็นอยู่ว่าเมื่อกี้ณลิลเป็นยังไง” ไมค์ที่เห็นอาการของณลิลก็รู้สึกเป็นห่วงว่าโรคหัวใจเธอจะกำเริบแล้วถ้าณลิลเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ดนุนัยพ่อของเธอคงไม่เอาเขาไว้แน่
“แล้วรู้ได้ไงว่ามันไม่ได้แกล้ง” เกรซเอ่ยออกมาอย่างไม่เชื่อ
“นี่เธออิจฉาจนไม่คิดเป็นห่วงลิลจริงๆงั้นหรอ” ไมค์เอ่ยออกมา เขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินว่าเกรซที่เป็นเพื่อนสนิทของณลิลจะใจร้ายถึงขั้นไม่ห่วงแม้กระทั่งชีวิตของเพื่อนตัวเอง
“……” เธอได้แต่เงียบ
“โถ่เว้ย เดี๋ยวฉันมา” ไมค์ไม่สนใจปัดมือของเธอออก ก่อนจะรีบเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่ตู้มาสวมใส่ให้เรียบร้อยแล้วออกจากห้องไปอย่างห่วงณลิล
“อึก ฮึก!” ส่วนณลิลก็พยายามประคองตัวเองออกมาจนถึงที่รถก่อนจะขึ้นรถแล้วรีบขับออกไปด้วยความเร็ว และก็เป็นจังหวะเดียวกันที่ไมค์วิ่งออกมาจากลิฟต์แต่ทว่าก็ไม่ทันที่ณลิลได้ขับรถออกไปแล้ว
บรื้นนนน
“ลิล! โถ่เว้ยย” ไมค์ได้แต่สถบคำหยาบออกมาอย่างหัวเสีย
ระหว่างทางณลิลก็พยายามควบคุมสติตัวเองให้มากที่สุดทั้งที่อาการของเธอกำเริบแต่ก็ยังฝืนขับรถออกมา
“อ๊ะ!”
ณลิลใช้มือข้างนึงจับพวงมาลัยเพื่อบังคับรถไม่ให้เซไปมา ส่วนมืออีกข้างก็กุมที่หน้าอกของตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้สติเธอเริ่มเลื่อนลอยกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนคนกำลังจะหมดสติ ก่อนที่จะ…
ปี๊บ ปิ๊บ เสียงแตรดัง
เอี้ยดดด โครม!! รถเสียหลักพุ่งชนเข้ากับมอไซค์ที่กำลังวิ่งสวนมาอีกทางด้วยความเร็ว
ณลิลมองออกไปยังด้านนอกหน้าต่างของรถเห็นหญิงสาวอีกคนที่นอนอยู่บนกลางถนนหันมายังเธอเช่นเดียวกัน โดยที่เธอนั้นมีเลือดไหลออกยังบริเวณศีรษะก่อนที่เธอจะสลบไป ส่วนณลิลก็ได้แต่รู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ แต่ทว่าในเวลานี้คนที่เธอรู้สึกผิดมากที่สุดคงเป็นพ่อของเธอเอง
“ละ ลิลขอโทษนะคะคุณพ่อ” ร่างบางได้แต่เอ่ยออกมาด้วยลมหายใจรวยรินก่อนที่จะหมดสติไป
ณ โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่
ห้องฉุกเฉิน (Emergency Room)
“คุณหมอครับมีเคสด่วนจากอุบัติเหตุรถเก๋งชนกับวินมอไซค์ที่มีผู้โดยสารมาด้วยรวมทั้งหมดสามเคสครับ” บุรุษพยาบาลเข้ามารายงานยังกับแพทย์ที่อยู่เวรประจำวันนี้
“เคสไหนอาการหนักสุด” นายแพทย์วัยกลางคนเอ่ยถาม
“คนไข้ขับเก๋งมีโรคประจำตัวเช็คจากประวัติการรักษาปัจจุบันรักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลเราครับ ตอนนี้อาการทรุดหนักคาดว่ามีอาการหัวใจกำเริบก่อนมาที่โรงพยาบาลร่วมด้วย” บุรุษพยาบาลรายงานในขณะที่นายแพทย์กำลังตรวจอาการของคนไข้เตียงหนึ่งซึ่งก็คือณลิล
“ส่งตรวจเลือด ทำ CT Scan ขอผลด่วน” นายแพทย์สั่งหลังจากตรวจอาการของคนไข้เสร็จ
“คุณหมอคะ คนไข้เตียงสองมีศีรษะแตกและแผลถลอกตามร่างกายตอนนี้ยังไม่ได้สติค่ะ” พยาบาลสาวเดินมาแจ้งอาการเบื้องต้นกับนายแพทย์วัยกลางคน นายแพทย์พยักหน้ารับก่อนที่จะเดินไปตรวจอาการและสั่งตรวจเลือดสแกนสมองตามขั้นตอน
“ส่วนคนไข้เตียงสามเคสผู้ชายที่ขับรถมอไซค์มีขาหักสองท่อนและแผลถลอกตามตัวเล็กน้อยค่ะ” พยาบาลวัยกลางคนรายงาน ก่อนที่นายแพทย์จะตรวจอาการรักษาเบื้องต้นแล้วส่งรีเครสไปให้หมอเฉพาะทางด้านกระดูกอีกท่านรักษาต่อ
“ระวังด้วยนะคนไข้ผู้หญิงเตียงหนึ่งและเตียงสองชื่อเหมือนกันแต่คนละนามสกุล” พยาบาลอีกคนเดินมาบอกกับพยาบาลสาวที่กำลังเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจ
“ค่ะ”
“แย่แล้วครับคุณหมอ คนไข้เตียงหนึ่งอาการแย่ลงความดันต่ำชีพจรอ่อนแรง” บุรุษพยาบาลเจ้าของเคสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน นายแพทย์ที่ได้ยินก็รีบไปตรวจอาการด้วยความรวดเร็วก่อนจะสั่งให้ยาและให้น้ำเกลือเพื่อรักษาอาการให้คงที่
“คนไข้ต้องผ่าตัดด่วนไม่อย่างนั้นคนไข้อาจมีสิทธิเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ ญาติคนไข้มาหรือยัง” นายแพทย์เอ่ยถาม
“มาแล้วค่ะ อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน” พยาบาลสาวเอ่ยตอบ
“เดี๋ยวผมออกไปคุยเอง” พูดจบนายแพทย์ก็เดินออกไปทันที
“ญาติคุณอลินดา พรหมวนิชกุลใช่ไหมครับ”
“ครับ ผมเป็นพ่อเธอครับตอนนี้ลูกสาวผมเป็นยังไงบ้าง” ดนุนัยเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนใจ
“ตอนนี้คนไข้อาการทรุดหนักบวกกับอาการเดิมที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ตอนนี้มีวิธีเดียวที่จะยื้อชีวิตของคนไข้ไว้ได้คือต้องผ่าตัดเปิดหัวใจแต่ด้วยอาการของคนไข้ในตอนนี้มีความเสี่ยงเป็นอย่างมากที่คนไข้อาจจะเสียชีวิตในขณะทำการผ่าตัดได้ตลอดเวลา ทางเราจึงจำเป็นต้องแจ้งให้ญาติทราบและทำใจเผื่อไว้ครับ” นายแพทย์วัยกลางคนอธิบายอาการให้แก่ญาติผู้ป่วยฟังตามความเป็นจริงเพื่อที่จะให้ญาติของผู้ป่วยได้ทำใจและตัดสินใจในการรักษาต่อ
“……” ดนุนัยได้แต่ยืนนิ่งอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ทั้งที่เขาพยายามดูแลณลิลอย่างดีมาโดยตลอดเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่ทว่าสุดท้ายอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
“ไม่มีวิธีรักษาอื่นแล้วหรอครับ” ดนุนัยถามขึ้นอย่างมีความหวัง
“ที่จริงก็มีอยู่อีกหนึ่งวิธีครับคือผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีผู้บริจาคหัวใจเข้ามา จึงไม่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ครับ”
“คุณหมอคะคนขับวินมอไซค์แจ้งญาติไปแล้ว ส่วนคนไข้ที่เป็นผู้โดยสารเตียงสองไม่สามารถติดต่อญาติได้ค่ะ” พยาบาลสาวอีกคนเดินออกมาแจ้ง
“เช็คประวัติคนไข้หรือยัง” นายแพทย์วัยกลางคนเอ่ยถามกลับ
“เช็คจากบัตรประชาชนคนไข้ไม่มีประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลเรา แต่มีสิทธิประกันสังคมที่โรงพยาบาลอื่นค่ะ” พยาบาลสาวตอบกลับก่อนจะเอ่ยต่อ
“ตอนนี้คนไข้ยังไม่ได้สติด้วยค่ะ”
“รักษาเบื้องต้นไปก่อน พอคนไข้ได้สติพ้นขีดอันตรายแล้วค่อยส่งตัวไปโรงพยาบาลที่คนไข้ใช้สิทธิรักษาอยู่” นายแพทย์แจ้ง
“ได้ค่ะ” พยาบาลสาวรับเรื่องเสร็จก็รีบไปจัดการตามที่นายแพทย์สั่งทันที
“ยังไงถ้าตัดสินใจได้แล้วแจ้งพยาบาลได้เลยนะครับ เพราะต้องมีเซ็นเอกสารยินยอมการผ่าตัดด้วย ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ครับ” ดนุนัยพยักหน้าตอบก่อนที่นายแพทย์วัยกลางคนจะเดินกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉินเพื่อรักษาคนไข้คนอื่นต่อ
ดนุนัยยืนนิ่งเหมือนว่ากำลังใช้ความคิดที่จะทำอะไรสักอย่างอยู่ครู่นึงก่อนจะตัดสินใจหันไปเอ่ยบอกเมธินลูกน้องคนสนิท
“เดี๋ยวฉันมา ฝากดูณลิลด้วย” พูดจบดนุนัยก็เดินออกไปอย่างรีบร้อนทันทีพร้อมกับยกมือถือขึ้นเพื่อติดต่อหาใครสักคน
“ครับท่าน” เมธินก็ตอบรับพร้อมกับยืนทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย