“เฮ้อ คุณผู้หญิง ถ้าไม่ติดว่าคุณแม่ของคุณเป็นเพื่อนกับท่านปู่ของผม ผมคงเลาะฟันคุณออกมาแล้ว ”
เมื่อถูกถากถางมากๆอินคาก็กล่าวว่าหญิงวัยกลางผู้เป็นสะใภ้รองของบ้านตระกูลซินด้วยสีหน้าเย็นชา
“ไอ้สารเลว!! แก่กล้ามากนะ!! พูดจาไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่เห็นทีฉันคงต้องสั่งสอนแกซะบ้างแล้ว!!”
“เดี๋ยวก่อน กิน่า” เมื่อเห็นว่าคู่สะใภ้ของตนเองกำลังโกรธจัดเอเรียจึงรีบลุกขึ้นห้าม จากนั้นเธอกล่าวกับอินคา
“อินคาถึงยังไงเธอก็เด็กกว่า พูดจากับคนที่อายุมากกว่าแบบนี้มันไม่สมควรรู้มั้ย” เอเรียกล่าว
อินคาส่ายหัวด้วยความขบขันในใจและกล่าว “ทำไมผมต้องขอโทษ? นอกจากผมจะไม่ขอโทษแล้ว ผมยังมีเรื่องจะเตือนพวกคุณทั้งหมดอีกด้วย”
อินคาพูดเกิ่นนำด้วยสีหน้าเฉยเมยและมองไปยังหญิงชราที่กำลังนั่งสงบนิ่งและพูด
“แม่ของพวกคุณหรือท่านผู้นำตระกูลของพวกคุณ มีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงสามเดือนด้วยซํ้า พวกคุณควรเอาเวลาที่มาฉอดๆใส่ผม ไปดูแลท่านและอยู่กับท่านน่าจะดีกว่านะ”
“สารเลว!!”
“ไอ้ชาติชั่ว!! แกกล้าแช่งคุณย่าของฉัน!! แกคงอยากตายมากซินะ รปภ.หายหัวไปไหนกันหมด!! มาลากคอไอ้สารเลวนี้ไปหักแขนหักขาซะ!!”
ทันที่อินคาพูดจบ ทุกๆคนต่างก็กร่นด่าอินคาด้วยความโกรธแค้น เอเรียได้แต่ถอนหายใจออกมา เธอรู้ดีว่าเด็กหนุ่มปากพล่อยคนนี้จบเห่แล้วแน่ๆ
ตึงงงง!!!
“หุบปากกันให้หมดเดี๋ยวนี้!” ในเวลานั้นย่าซินก็กระแทกไม้เท้าลงบนพื้นและลุกขึ้นตวาดด้วยนํ้าเสียงดุดัน
“คุณย่า!! ไอชั่วนี่มันแช่งคุณย่าอยู่นะคะ!!”
“ฉันบอกให้หุบปาก!!” หญิงชราตวาดขึ้นอีกครั้งจากนั้นร่างของหญิงชราก็ทรุดฮวบนั่งลงบนโต๊ะ
“คุณแม่!/คุณย่า!!”
สมาชิกทุกคนรีบเข้าไปดูหญิงชรา มีเพียงเอเรียเท่านั้นที่มองอินคาด้วยความสงสัย จากนั้นก็เดินไปดูอาการหญิงชราและกล่าว
“คุณแม่ อย่าบอกนะคะว่าเรื่องที่อินคาพูดเป็นเรื่องจริง”
ทันทีที่เอเรียพูดเช่นนั้นทุกคนที่เคยกร่นด่าอินคาก็เริ่มที่จะสงสัยขึ้นมา เพราะปกติย่าซินมักจะดูแข็งแร็งถึงแม้จะอายุมากแล้ว…..
ผ่านไปราวๆช่วงโมงกว่า หญิงชราได้ถูกพามายังห้องนอน โดยมีหมอประจำตระกูลดูแลอย่างใกล้ชิด
ในเวลานั้นประตูห้องนอนของหญิงชราก็ถูกเปิดออก เมื่อบรรดาสมาชิกครอบครัวตระกูลซินเห็นหมอออกมาก็รีบเข้าไปกล่าวถามกันด้วยความเป็นห่วง
“คนไหนชื่ออินคาครับ ท่านย่าซินมีเรื่องจะพูดด้วย”
ทันทีที่หมอประจำตระกูลเอ่ยออกมา ทุกคนก็หันไปมองอินคาที่ยืนสูบบุหรี่หอมอยู่ไกลๆเป็นสายตาเดียว
“ทำไมคุณย่าถึงต้องอยากเจอไอ้บ้านั่นด้วย” ซินซินกล่าวอย่างไม่พอใจเพราะพวกเธอที่เป็นถึงคนในครอบครัว แต่คนที่ได้เข้าเยี่ยมคนแรกกลับเป็นไอ้บ้านนอกปากหมาซะได้!
อินคาไม่ได้สนใจคำพูดของซินซิน เค้าทิ้งบุหจากนั้นก็เดินตามหมอเข้าไปในห้องนอนของย่าซิน
ด้านในห้อง……
เวลานี้สภาพของหญิงชราที่กำลังนอนอยู่บนที่นอนโดยมีสายนํ้าเกลือและสายออกซิเจนห้อยระโยงระยาง ดูแล้วช่างหน้าเวทนา
เมื่อเห็นอินคาเข้ามาหญิงชราก็ถอดออกซิเจนออกและยันตัวขึ้นพิงหัวเตียงโดยมีหมอค่อยช่วยพยุง
“คุณหมอคุณออกไปก่อนเถอะ ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเขาตามลำพัง”
หมอวัยกลางคนมองไปที่อินคาด้วยท่าทางไม่ค่อยไว้ใจ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมออกไปเพราะไม่กล้าที่จะขัดคำสั่งของย่าซิน
“แค่ก! แค่ก! เธอนำกล่องไม้นั่นมาให้ฉันที ฉันอยากจะรู้จริงๆว่าปู่อินของเธอทิ้งอะไรไว้ให้ฉัน”
อินคาเดินนำกล่องไปให็หญิงชรา จากนั้นก็นั่งลงที่โซฟารับรอง เพราะเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าปู่ของเขานั้นทิ้งอะไรไว้ให้หญิงชราคนนี้
ทันทีที่รับกล่องไป หญิงชราก็ค่อยๆเปิดมันออก จนสุดท้ายคนทั้งคู่ก็เห็นสิ่งของด้านใน
“กำไลหยกขาว?” หญิงชราประหลาดใจเล็กน้อย แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงไออันอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจำกำไลข้อมือ
“เห้อ” ทางด้านอินคาพอเห็นกำไลหยกเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆและกล่าวต่อ
“ดูท่าแล้วท่านคงสำคัญกับปู่ผมมาก”
“เธอรู้ได้ยังไง?” หญิงชรากล่าวถาม
อินคาลุกขึ้นก่อนไปยืนข้างๆเตียงและจ้องมองกำไลหยกในกล่อง “ตั้งแต่ที่ผมจำความได้ ในทุกๆคืนที่พระจันทร์เต็มดวงคุณปู่มักจะทำพีธีปลุกเสกกำไลหยกนี่ทุกครั้ง ท่านทำแบบนี้มาตลอดจนวาระสุดท้าย”
หญิงชราเผยรอยยิ้มเล็กน้อยและกล่าว “ปู่ของเธอคือรักแรกของฉัน เราคบกันประมาณ 2 ปีก่อนที่ครอบครัวของฉันจะย้ายมาลงหลักปักฐานที่นี่”
“ไม่คิดเลยว่าเขาจะไปเอาดีทางด้านไสยศาตร์”
อินคาถอนหายใจอีกครั้งและกล่าว “ความรักเป็นเรื่องที่ดี กำไลนี้จะมีประโยชน์ต่อท่านมากๆ เพราะนี่คือกำไลหยกขาวที่ผ่านการทำพิธีกรรมอาบแสงจันทร์มานานหลายสิบปี”
“พีธีกรรมอาบแสงจันทร์?” ย่าซินขมวดคิ้วด้วยความอยากรู้
อินคาจึงไขความสงสัยให้อีกฝ่าย “พีธีกรรมอาบแสงจันทร์ก็คือพิธีกรรมต่ออายุไข โดยใช้ตะบะของผู้ทำพิธีในการดูดกลืนแสงจันทร์มาหลอมรวมกับวัตถุที่เราต้องการจะปลุกเสก”
“และแน่นอน มันก็ต้องแลกมาด้วยตะบะของผู้ทำพิธีที่อุสาฝึกฝนมานานหลายปี ไม่แปลกใจเลยที่ท่านปู่ของผมจะจากไปเร็วขนาดนี้”
ดวงตาของอินคาเศร้าหมองเล็กน้อยและกล่าว “ จากที่ผมตรวจสอบ หลังจากท่านใส่กำไลนี้ ท่านจะมีชีวิตต่อไปได้อีก 1 ปี”
อย่าซินได้ยินเช่นนั้นเธอก็รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จากนั้นเธอก็นำกำไลมาสวมไว้ที่ข้อมือ ทันใดนั้นเอง !
หญิงชราก็ได้รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยพบพานมาก่อนแล่นผ่านไปทั่วทั้งร่าง อาการเจ็บปวดตามอวัยวะต่างๆค่อยๆทุเลาลงจนไม่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
“นะ นี่มัน!” หญิงชราเบิกตามด้วยความตื่นเต้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อจริงๆ เพราะเธอรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของเธอกลับมาเหมือนตอนที่เธอไม่ได้เจ็บป่วย
อินคากล่าวเสริม “ใน 1 ปีนี้หวังว่าท่านจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ให้สมกับที่ท่านปู่ของผมทำเพื่อท่านนะคับ”
อินคากล่าวจบก็ก้มหัวให้หญิงชราเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป
ทางด้านหญิงราที่กำลังตื่นเต้นอยู่ เมื่อรู้ตัวอีกที เด็กหนุ่มรุ่นหลานก็ออกจากห้องไปเสียแล้ว
อินคาเดินออกจากห้องและเดินผ่านบรรดาสมาชิกตระกูลซินไปโดยไ่ม่พูดจากับใคร
เพราะในหัวสมองของเขานั้นมีแต่ความรู้สึกที่ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณปู่ของตนถึงต้องทำเพื่อรักแรกที่ไม่รู้ด้วยซํ้าว่ารักแรกของตนจะซาบซึ้งหรือนึกถึงหรือไม่
อินคาเองก็เคยมีความรัก ในตอนช่วงวัยรุ่นเข้าได้หลงรักผู้หญิงคนนึงในหมู่บ้านเดียวกัน จนอินคานั้นละเลยเรื่องการเรียนวิชาอาคมกับท่านปู่ของตน
แต่แล้ว เขาก็ถูกเธอทิ้ง! ด้วยเหตุผลเดียว นั่นก็คือเขาจน! แล้วหลังจากนั้นคอรบครัวของเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น
อินคาจำความรู้สึกเจ็บปวดตอนนั้นได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นเขาก็เอาแต่ฝึกวิชาเป็นบ้าเป็นหลัง จนสุดท้ายอินคาก็บรรลุถึงขั้นเกจิด้วยวัยเพียง 25 ปี
“ยังไงก็ต้องขอบคุณผู้หญิงคนนั้น ที่ทำให้ฉันแข็งแกร่งขนาดนี้” อินคากล่าวเบาๆและเหม่อมองไปยังท้องฟ้า จากนั้นก็ก้าวเดินต่อไปโดยไม่หันกลับมามองบ้านตระกูลซินอีกเลย
…………