ภายในรถไฟสายด่วน ปลายทางคือ เมืองเล่ย
อินคา ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปี หน้าตาธรรมดา ๆ กำลังนั่งเหม่อมองทิวทัศน์ที่ไหลผ่านนอกหน้าต่างรถไฟสายลมเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างมากระทบใบหน้าของเขา เผยให้เห็นดวงตาสีหม่นที่ดูเฉยเมยราวกับไม่แยแสโลกใบนี้
เขาสวมเสื้อยืดสีเรียบ กางเกงยีนส์ธรรมดา พร้อมหมวกแก๊ปและเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่ปิดบังรูปร่างไว้เกือบมิด ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูคล้ายมีความลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่
ไม่นานนัก สองแม่ลูกคู่หนึ่งก็เดินเข้ามานั่งตรงที่นั่งฝั่งตรงข้าม เด็กสาวตัวน้อยวัยราวๆห้าขวบจ้องมองอินคาไม่วางตา ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กน้อยไม่ได้กำลังสงสัยตัวอินคา เธอกำลังจ้องมอง ออร่าสีดำ ที่แผ่ออกมาจากรอบตัวเขาต่างหาก
อินคาไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่า ดวงตาอันบริสุทธิ์ของเด็กเล็กบางคน สามารถมองเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจมองเห็นได้
ออร่าสีดำที่แผ่ซ่านออกมานั้น เป็นผลจากการที่เขาฝึกฝน ศาสตร์มนต์ดำและวิชาอาคมมืด มาตั้งแต่ยังเด็ก ภายใต้การสั่งสอนของปู่ของเขา
เหตุผลที่อินคาเดินทางมายังเมืองเล่ยในครั้งนี้ ก็เป็นเพราะ คำขอสุดท้ายของปู่
อินคาก้มมองกล่องไม้เล็ก ๆ ในมือ
แม้เขาจะไม่รู้ว่าภายในบรรจุอะไร แต่แสงออร่าสีขาวบริสุทธิ์ที่เล็ดลอดออกมาจากกล่อง กลับทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและสงบใจอย่างประหลาด ก่อนที่ปู่จะจากโลกนี้ไป ท่านได้กำชับไว้เพียงประโยคเดียว
“หลังจากปู่ตาย เอากล่องนี้ไปให้ ย่าซิน ที่บ้านตระกูลซินในเมือง”
หลังงานศพจบลง อินคาจึงจำใจต้องลงจาก ภูเขากรภัค ที่เขาเติบโตมาเพื่อทำตามคำขอสุดท้ายของปู่
เวลาผ่านไปประมาณสองถึงสามชั่วโมง รถไฟก็ค่อย ๆ ชะลอความเร็ว ก่อนจะหยุดที่ สถานีเมืองเล่ย อินคาลงจากรถไฟ และเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปยังบ้านตระกูลซินทันที
เขาไม่ค่อยชอบอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยนานนัก หลังจากนั่งวินอยู่ราวสี่สิบนาที ในที่สุดเขาก็มาถึงหน้าประตูทางเข้าของ คฤหาสน์ตระกูลซิน
ประตูรั้วเหล็กขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ด้านในเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ราวกับพระราชวัง
อินคามองเข้าไปแล้วอดพึมพำไม่ได้
“นี่มันบ้านหรือปราสาทกันแน่วะ ทำไมมันใหญ่ขนาดนี้” ยังไม่ทันที่เขาจะได้มองอะไรต่อ เสียงตะคอกก็ดังขึ้น
“เฮ้ย! ไอ้หนุ่ม มายืนด้อม ๆ มอง ๆ อะไรอยู่แถวนี้ ไป ๆ ไปที่อื่นเลย ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้แกมายืนเดินเพ่นพ่าน” รปภ.ร่างใหญ่เดินเข้ามาขับไล่ทันที อินคาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ถือสา
“พี่ชาย ผมมาหาท่านย่าซิน ช่วยไปบอกให้หน่อยได้ไหม”
“ท่านย่าซิน?” รปภ.หัวเราะลั่น “ฮ่า ๆ ๆ อย่างแกเนี่ยนะจะมาหาท่านผู้นำตระกูล ไป ๆ ไปเล่นที่อื่นเลยไอ้หนู”
เส้นเลือดที่ขมับของอินคากระตุกเบา ๆ
“พี่ชาย มึงขำอะไรฟะ ไปตามท่านย่าซินมา”
“อ้าว ไอ้นี่!” รปภ.เริ่มโมโห
แต่ในตอนนั้นเอง รถตู้หรูคันหนึ่งก็ขับเข้ามาหน้าประตู
แปร้น! แปร้น!
“เฮ้ย! พวกแกมายืนทำบ้าอะไรอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลซิน ถอยไป!” คนขับรถลดกระจกลงตะโกน
รปภ.รีบวิ่งไปประจบทันที “แฮะ ๆ ขอโทษครับ เดี๋ยวผมจัดการไอ้บ้านนอกนี่ให้ครับ”
เขารีบเดินตรงไปหาอินคา แต่ทันทีที่ก้าวออกไปเพียงก้าวเดียว ร่างใหญ่ก็หยุดชะงัก
เขารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่าง กัดเข้าที่ต้นขา ความเจ็บแปลบแล่นผ่าน ก่อนที่ความชาแปลก ๆ จะค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วร่าง
“เฮ้ย! แกทำอะไรอยู่! ทำไมไม่ลากมันออกไป!”คนขับรถตะโกน แต่รปภ.ทำได้เพียงตัวสั่น ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากขยับแต่ร่างกายของเขา ขยับไม่ได้เลย
ในตอนนั้นเอง ประตูรถตู้ก็เปิดออก หญิงสาวสองคนก้าวลงมา
คนแรกเป็นหญิงวัยประมาณสี่สิบกว่า ผมสีดำดัดลอน ผิวขาวเนียนราวกับหยวกกล้วย ใบหน้าของเธอแทบไม่มีริ้วรอย ดูอ่อนเยาว์เกินวัยอีกคนเป็นหญิงสาววัยราวยี่สิบปี งดงามไม่แพ้กัน ใบหน้าคล้ายกันอย่างเห็นได้ชัด จนดูออกได้ไม่ยากว่าทั้งคู่เป็นแม่ลูกกันแต่บุคลิกกลับต่างกันลิบลับ
“พวกแกนี่เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ” หญิงสาววัยยี่สิบพูดอย่างหงุดหงิด
“ซินซิน” หญิงวัยสี่สิบเอ่ยปรามเบา ๆจากนั้นจึงหันมาถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
อินคาจึงเล่าเหตุผลที่เขามาที่นี่
“นายเนี่ยนะมีธุระกับท่านย่า? ฮ่า ๆ ไปหลอกควายเถอะ” ซินซินพูดเยาะเย้ยทันที
อินคายังคงนิ่ง แต่ในใจเริ่มไม่พอใจเล็กน้อย
หญิงวัยสี่สิบจึงพูดขึ้น
“ฉันชื่อ เอเรีย เป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านนี้ เธอชื่ออะไร”
“ผมชื่ออินคา”เขาพูดพลางหยิบ กล่องไม้เล็ก ๆ ออกมา “ก่อนที่ปู่ของผมจะเสีย ท่านสั่งให้ผมนำสิ่งนี้มามอบให้กับท่านย่าซิน”
เอเรียมองกล่องไม้ด้วยสายตาสงสัย
อินคาจึงพูดต่อ
“ผมคงให้คุณดูไม่ได้ เพราะปู่กำชับไว้ว่า ต้องส่งถึงมือท่านย่าเท่านั้น”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เอเรียก็อนุญาตให้เขาเข้าไปด้านใน แต่มีข้อแม้ว่า เขาต้องรออยู่ที่ ซุ้มสวน และห้ามเดินเพ่นพ่าน
ภายในซุ้มสวน..........
อนคานั่งลง พื้นดินรอบตัวก็เริ่มมีบางอย่างเคลื่อนไหว ตะขาบสีดำทมิฬนับพันตัว! ค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากเงาของเขาพวกมันกระจายตัวไปทั่วคฤหาสน์เพื่อสอดแนม
อินคาพึมพำเบา ๆ
“บ้านหรูขนาดนี้ แต่กลับมีกลิ่นอายความมืดปกคลุมทั้งหลัง... น่าเสียดายจริง ๆ”
สำหรับเขาพลังมืดคืออาหาร ตะขาบเหล่านั้นเริ่มไต่เข้าไปยังจุดต่าง ๆ ของคฤหาสน์ เพื่อกลืนกินพลังมนต์ดำที่ซ่อนอยู่
ไม่นานนักคนรับใช้ก็มาเชิญเขาไปยังห้องรับแขก
เมื่อเข้าไปด้านใน อินคาก็พบว่าในห้องนั้นมีคนหลายคนรออยู่ หญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สีทองกลางห้อง
“เธอเป็นหลานของปู่อินสินะ”หญิงชราพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง“นั่งก่อนสิ”
อินคามองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ เพราะจาก ดวงตาปาติกะ ของเขาเขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าหญิงชราคนนี้เหลือเวลาอยู่บนโลกนี้ ไม่มากแล้ว
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่มาทำตามคำขอของปู่ ส่งของให้เสร็จ ผมก็จะกลับ”
“ไม่มีมารยาทจริง ๆ!”ซินซินพูดทันที“ก็แค่ไอ้บ้านนอกแท้ ๆ”
“ซินซิน!”เอเรียรีบปรามลูกสาว
แต่หญิงวัยสี่สิบอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องกลับพูดขึ้น
“พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ต้องว่าเธอหรอกค่ะ ที่ซินซินพูดก็ถูก”
เธอมองอินคาด้วยสายตาเย็นชา "คุณแม่เป็นผู้นำตระกูล ไม่ใช่ใครอยากพบก็พบได้ แต่เด็กคนนี้กลับไม่รู้จักกาลเทศะแสดงว่าถูกเลี้ยงดูมาไม่ดีเลยจริง ๆ”
บรรยากาศในห้องเริ่มตึงเครียดขึ้นทันที อินคายังคงยืนเงียบแต่รอยยิ้มบาง ๆเริ่มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา