หลังจากที่ทุกคนขึ้นรถมากับพ่อเลี้ยงอานนท์ รถตู้คันหรูพาขับออกมานอกเมือง บรรยากาศยามเย็นโดยรอบสวยงาม ร่มรื่น ขึ้นเขาลูกแล้วลูกเล่า จนรถวิ่งมาถึงไร่ชายาวสุดลูกหูลูกตา ลดหลั่นแบบขั้นบันได ดูสวยงามอย่างกับภาพวาด อีกฝั่งเป็นทุ่งดอกมาร์การ์เล็ตสีม่วงและทุ่งไฮเดรนเยียหลากสีสันสวยงามมากจริงๆ
“สวยอย่างที่ไอ้นายมันโม้ไว้เลยว่ะ”
"สวยจังครับพ่อเลี้ยง" ลีโอพูดอย่างตื่นเต้น
ส่วนข้างบนสุดนั้นมีบ้านหลังสีขาวโดดเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ ส่วนผมเองก็ตกตะลึงในความงดงามที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า อารมณ์ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่พบเห็น แต่ไม่กล้าแสดงอาการตื่นเต้นออกมามากนักเพราะยังหมั่นไส้เจ้าของไร่ไม่หาย
"ที่นี่เป็นสถานที่สวยงามและไม่ค่อยมีใครเข้ามา นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมถึงใช้เป็นสถานที่พักผ่อนของน้องนาย"
ชายร่างใหญ่อธิบายเสียงนิ่งเรียบเช่นเคย แต่ดวงตาสุกสกาวอ่อนไหวเมื่อมองไปตามทุ่งดอกไม้ และไร่ชาที่อยู่ติดกัน เขาคงจะรักและภูมิใจมาก ผมจึงรู้ว่าไร่ชาอานนท์ติดกันกับไร่ทุ่งดอกไม้ กั้นเขตบริเวณโดยการปลูกพันธ์พืชที่แตกต่างกันเท่านั้น ซึ่งไม่บอกก็รู้ว่าคนที่ดูแลพื้นที่ทั้งหมดก็คือคนที่นั่งมองไร่ชาอย่างชื่นชม ผมหันไปมองคนร่างใหญ่ที่ดูจะดื่มด่ำกับความงามตรงหน้าที่เกิดจากฝีมือตัวเองล้วนๆ แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าภูมิใจมากจริงๆ นั่นแหละ
หลังจากมาถึงที่พักผมก็แยกออกไปกับเลโอเดินตามแม่บ้านของพ่อเลี้ยงอานนท์ ผมกับไอ้นายพักกันคนละหลัง สำหรับไอ้นายก็พักกับพี่เตชิน ส่วนผมกับเลโอพักที่เรือนรับรองของพ่อเลี้ยง และอีกไม่กี่วันดอกหญ้าเพื่อนแก๊งเดียวกันกับผมก็คงตามมากับคู่หมั้น ถือว่าทริปนี้เรามาพักผ่อนกันจริงๆ มื้อค่ำวันนี้เป็นอาหารพื้นเมืองซึ่งผมก็คุ้นชินอยู่แล้ว ส่วนไอ้เลโอดูทุกอย่างจะแปลกใหม่สำหรับมัน กว่าจะจบมื้อค่ำก็พุงกางกันทีเดียว ผมแยกไปอาบน้ำก่อนจะออกมานั่งดูดาวตรงระเบียงบ้าน ส่วนโลโอหลังจากหนังท้องตึงหนังตามันก็หย่อนทันที
ผมมองขึ้นไปบนฟ้าไม่รู้ว่ามีดวงดาวกี่พันล้านดวงที่ส่งแสงประกายระยิบระยับ สวยงามจับตาไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นดวงดาวมากมายแบบนี้ และหากเป็นเมืองกรุงฯแทบไม่มีโอกาสเห็นท้องฟ้าสวยงามแบบนี้เลย บรรยากาศยามค่ำคืนบนยอดดอยเหน็บหนาวจนตัวสั่น ผมเองก็ชอบที่นี่ น้อยครั้งที่จะมีโอกาสมาพักผ่อน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครผมจึงนั่งฮัมเพลงคนเดียวเบาๆกับบรรยากาศสบายๆแบบนี้
“ทำไมยังไม่เข้านอน” เสียงทุ้มดุ ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ไม่หันไปมองก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร ผมหยุดร้องทันทีเมื่อมีผู้มารบกวน โดยเฉพาะเสียงนี้มีอำนาจล้างผลาญบรรยากาศอันโรแมนติกของผมมากเลยทีเดียว
“ทีนี่อากาศหนาวเย็นทำไมไม่ใส่เสื้อกันหนาว แล้วนี่ออกมาครางตากน้ำค้างอยู่ทำไม”
เสียงคนตัวโตตำหนิทันทีเมื่อเห็นว่าตัวผมสั่นสะท้านจากการที่ร่างกายปะทะกับสายลมแผ่วๆที่พัดมาด้วยความหนาวเหน็บ แต่ผมไม่ใช่เด็กที่จะไม่รู้ว่าร่างกายตัวเองทนได้มากน้อยแค่ไหน และใครกันคราง เขาเรียกว่าฮัมเพลงโว้ย!! ช่างไม่มีอารมณ์สุนทรีย์บ้างเลย
“ผมไม่ใช่เด็ก และผมก็ยังไม่ง่วง คิดไว้ว่าสักพักถึงจะเข้าไปนอน แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าจะง่วงแล้ว” ไม่พูดเปล่าผมรีบลุกขึ้นเตรียมเดินออกไปทันที แค่เจอหน้าตาดุๆของผู้ชายคนนี้ก็ทำผมหมดอารมณ์ ผมชักรู้สึกสงสารคนที่จะมาเป็นแฟนพ่อเลี้ยงคนนี้จริงๆ ไม่รู้ว่าในแต่ละวันพ่อเลี้ยงอานนท์จะทำให้แฟนอารมณ์เสียได้วันละกี่รอบกันนะ
“เดี๋ยว” เสียงดุเรียกไว้ก่อนที่ผมจะเดินผ่านหน้าเขาไป ผมหันมามองหน้าทันที อยากรู้ว่าเขาจะอะไรนักหนากับผมอีก
“อะไรอีกครับ”
น้ำเสียงหงุดหงิดบ่งบอกให้เขารู้ว่าผมไม่อยากจะเสวนากับเขาสักเท่าไหร่ พ่อเลี้ยงคงอาบน้ำเตรียมจะเข้านอนแล้วดูจากชุดที่ใส่ และผมที่เปียกพอหมาดๆมีผ้าขนหนูสีขาวผืนเล็กคล้องคอไว้ หน้าตาตอนนี้เขาเหมือนเด็กๆ ผมปกลงตรงหน้าผากพอให้รู้สึกหงุดหงิดสายตาเล็กน้อย ใบหน้าคมเข้มสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลา กลิ่นหอมสดชื่นของครีมอาบน้ำและแชมพูทำให้รู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้ายิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดมากขึ้น เมื่ออยู่ในลุคที่ดูสบายๆแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรผมก็รู้สึกไม่ชอบเขาอยู่ดี
“เป็นอะไร ไม่พอใจอะไรฉันเหรอ”
“ก็เปล่านี่” ผมตอบออกไปพร้อมทำหน้ายียวนอย่างที่ผมเป็น จนคนถามพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง
“แล้วทำไมต้องหลบหน้าฉัน”
“ก็เปล่าสักหน่อย ผมก็แค่รู้สึกง่วง แล้วนี่พ่อเลี้ยงเป็นเจ้าของไร่ชา ยังต้องมาเป็นยามเฝ้าแขกอีกหรือไง ถึงไม่ไปหลับไปนอน อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆแล้วนะครับ” ผมพูดประชดคนตัวโต นี่ถ้าหากพาลเป็นลมเป็นแล้งไปผมจะทำยังไง เดี๋ยวก็หาว่าผมแกล้งคนแก่อีก
“ฉันถามเธอดีๆ ไม่ได้ให้มาย้อนถามฉันแบบนี้ เป็นเด็กเป็นเล็กมาย้อนผู้ใหญ่แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน” ปกติเขาไม่ใช่คนพูดมากพูดยาวขนาดนี้แต่ทำไมกับผม เขาถึงพูดเยอะกว่าคนอื่นก็ไม่รู้ หน้าตาก็ดีแต่บ่นเป็นลุงแก่ไปได้
“ผมก็ถามพ่อเลี้ยงดีๆ เหมือนกัน และอีกอย่างผมไม่ใช่เด็ก ผมอายุยี่สิบแล้วนะ”
“โตแต่ตัวนะสิไม่ว่า แต่สมองเป็นเด็กสามขวบ”
พ่อเลี้ยงพึมพำเบาๆแต่อยู่ใกล้กันแค่นี้ หูผมไม่ได้หนวกที่จะไม่ได้ยิน ผมจึงรีบเดินหนีไปทันทีก่อนที่จะหงุดหงิดพาลทำนิสัยไม่ดีให้เขาได้เห็นอีก เดี๋ยวจะหาว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน ถึงผมไม่มีก็จริง แต่แม่ใหญ่ก็เลี้ยงดูผมมาอย่างดี ถ้าจะไม่ดีก็อยู่ที่ตัวผมเองนี่แหละ
“บ่นเป็นลุงแก่ไปได้”
ผมเองก็ไม่ยอมลดราวาศอกก่อนจะเดินผ่านหน้าเขาไปผมก็พึมพำเบาๆ แต่เขาก็คงได้ยินเช่นกันเพราะเห็นเขามองตามหลังผมมาตาเขียวขุ่นทีเดียว