“อื้อ! ปวดหัวเป็นบ้าเลย” ฉันบ่นออกมาพร้อมกับเอามือกุมขมับตัวเอง
วันนี้มีเรียนบ่ายไงเลยกล้าเมา ฉันค่อยๆ ลืมตามมาดูเวลา แต่นี่มันห้องฉันนี่หว่า ฉันกลับมายังไงวะ ความทรงจำสุดท้ายก็อยู่ที่ร้านเหล้าอยู่เลย แต่ก็คงไม่พ้นพวกพี่ไมค์กับพี่ชินนั่นแหละ
“สิบเอ็ดโมง” อยากนอนต่อจังแต่หลับไม่ลงแล้ว ฉันลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะไปมหา’ลัย
อ้อฉันลืมบอกว่าฉันอยู่คอนโดนะ คุณพ่อซื้อให้เป็นของขวัญขึ้นปีหนึ่ง ส่วนรถก็คุณปู่ซื้อให้เป็นของขวัญเหมือนกัน
ไลน์กลุ่ม
ยัยปีศาจ(อีเอกกี้ตั้งให้) : พวกมึงตื่นยางงง
อีหมวย(อีเอกกี้ตั้งให้) : ตื่นแล้ว
นายพัชนะ(ฉันกับยัยมี่ตั้งเอง) : ตื่นแล้วค่ะ
ยัยปีศาจ : ไปมอกันตอนไหน
อีหมวย : อีกสักพัก
ยัยปีศาจ : รีบตามไปนะ กูกำลังออก
นายพัชนะ : มึงกลัวมอหายเหรอชะนี
ยัยปีศาจ : กูจะไปกินข้าว
อีหมวย : เออๆ เดี๋ยวกูออกไป
นายพัชนะ : กูแต่งตัวแป๊บ
ยัยปีศาจ : เจอกัน
ฉันบอกก่อนจะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วเดินลงไปด้านล่างเพื่อไปมหา’ลัย
เหตุผลที่ไปกินข้าวที่มหา’ลัยนี่ไม่ใช่เพราะอาหารอร่อยเริสอะไรหรอก แต่ฉันทำกับข้าวไม่เป็นไง อีกอย่างก็จะไปเรียนอยู่แล้วก็เลยไปกินที่นั่นเลยดีกว่า ถึงบ้านฉันจะมีฐานะดีมากๆ แต่ฉันไม่ใช่พวกคุณหนูติดหรูอะไรหรอกนะ ฉันอยู่ง่ายกินง่าย
มหาวิทยาลัย...
ฉันขับรถมาจอดที่ลานจอดรถโรงอาหารคณะ เพราะถ้าให้ไปจอดหลังตึกเรียนนะฉันยอมอดข้าวอ่ะ เพราะมันโคตรไกล
จอดรถเสร็จก็หยิบกระเป๋าเดินลงจากรถเข้าโรงอาหารทันที แดดประเทศไทยนี่คือไม่เผื่อไว้ร้อนพรุ่งนี้บ้างเลยจริงๆ พอถึงในโรงอาหารฉันก็กวาดสายตาหาที่นั่งที่ต้องการ แต่ฉันกลับเจอสิ่งที่ต้องการมากกว่าที่นั่งน่ะสิ และมันก็ทำให้รอยยิ้มปรากฏบนหน้าฉันทันที
ฉันเดินไปซื้อข้าวกับน้ำแล้วรีบเดินไปยังเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
“อ้าวฟางนั่งๆ” เป็นพี่ชินที่นั่งอยู่ข้างๆ พี่ไมค์หันมาเห็นฉันแล้วชวนนั่ง
“ค่ะ” ฉันเดินไปนั่งทางด้านซ้ายมือของพี่เฟสที่ขวามือมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่
“มีเรียนบ่ายไม่ใช่เหรอ ทำไมมาเร็วจัง” พี่ไมค์ถาม ที่รู้ก็ไม่แปลกหรอก อย่าลืมว่าพี่เขาเป็นพี่ยัยมีมี่
“ฟางหิวข้าวอ่ะ เลยมาหาอะไรกินเลย” ฉันตอบไปตามความจริง
“อ๋อ แม่ศรีเรือน” พี่ชินพูดออกมาอย่างรู้ทันว่าฉันทำอาหารไม่เป็น
ฉันยู่หน้าใส่พี่ชินที่มาว่าฉัน
“ที่รักกินข้าวแล้วเหรอคะ” ฉันหันไปสนใจคนที่นั่งข้างๆ ฉัน
“.....” แต่เขากลับไม่สนใจฉันสักนิด
“พูดด้วยทำไมไม่พูดคะ ยังงอนเรื่องเมื่อคืนอยู่เหรอ” ฉันพูดพร้อมกับขยับไปใกล้พี่เฟสมากขึ้น
“ใครคะเฟส” ยัยใบปอที่นั่งอยู่ข้างๆ พี่เฟสถามขึ้น
ไม่แปลกที่ยัยนี่ไม่รู้จักฉัน เพราะนี่ก็พึ่งเปิดเรียนได้ไม่นาน แต่ที่ฉันรู้จักก็เพราะให้ยัยมีมี่ไปสืบจากพี่ไมค์
และฉันเองก็เคยเจอยัยนี่มาแล้วครั้งหนึ่ง เป็นการเจอที่...
“เมียค่ะ” ฉันเลยชิ่งตอบกลับไปก่อนพี่เฟส
“อูยยย! แรง!” เสียงพี่ชินกับพี่ไมค์ดังออกมาพร้อมกัน
ปกติฉันไม่เคยพูดแบบนี้หรอก มีแต่คนสำคัญกับแฟน แต่ครั้งนี้ฉันขออัพเลเวลขั้นสูงหน่อยแล้วกันถือว่าให้เกียจคนที่พี่เฟสให้ความสำคัญที่สุดจนคนอื่นๆ เข้าใจว่าแฟนอย่างที่เขาไม่ได้ปฏิเสธ
“พูดบ้าอะไร!” พี่เฟสหันมาว่าฉันเสียงแข็ง
“ก็พี่เฟสนั่นแหละ ชอบควงไม่เลือกเอง ฟางก็ต้องแสดงสิทธิ์ของตัวเองสิคะ” ฉันตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้านกับสีหน้าไม่พอใจพร้อมขยิบตาให้พี่เฟส
“เรื่องจริงเหรอเฟส” ยัยนั่นถามพี่เฟสอย่างไม่อยากเชื่อ
“ไม่ใช่” พี่เฟสตอบกลับยัยนั่นไป แต่สายตาแข็งๆ ยังจ้องมาที่ฉัน
“พอเลยนะพี่เฟส ฟางเหนื่อยที่จะต้องเห็นสามีตัวเองควงกับผู้หญิงอื่นแล้วนะ” ฉันเริ่มแสดงบทเมียหลวงงี่เง่าออกไป
นี่ดีนะอยู่ในมหา’ลัย เลยให้เกียตริด้วยคำว่า สามี ถ้าอยู่ข้างนอกชุดอื่นละก็ฉันไม่พูดเพราะแบบนี้หรอก
“ฟางข้าว!” พี่เฟสกดเสียงต่ำออกมา นี่ถ้าเป็นในการ์ตูนคงเห็นควันออกจากหูเขาแล้วแน่เลย
“ทำไมคะ ฟางพูดเรื่องจริงรับไม่ได้เหรอ” ฉันตีหน้าเศร้าเสียงเศร้าออกไปเหมือนเสียใจมาก
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว!” พี่เฟสพูดออกมาเริ่มจะโมโหหนักแล้วสินะ
“ถ้าพี่เฟสอยากให้ฟางหยุดพูด พี่เฟสก็ต้องสัญญาก่อนสิคะว่าจะเลิกเจ้าชู้” ฉันยื่นข้อเสนอออกไป นี่ฉันเป็นเมียหลวงที่ใจกว้างนะ
“ไปกันเถอะใบปอ” พี่เฟสไม่ตอบฉัน แต่หันไปบอกยัยใบปออะไรนั่นแล้วทำท่าจะลุก
“ถ้าเธออยากได้เชื่อว่าเป็นเมียน้อยคนอื่น เธอก็ไปกับพี่เฟสเลย ฉันจะได้รู้ว่าคนอย่างเธอพร้อมจะแย่งของคนอื่นได้ทั้งที่รู้ว่าเขามีเจ้าของแล้ว” ฉันพูดดักออกไปทันที
ครั้งแรกที่ฉันได้เห็นยัยนี่ กับครั้งนี้ที่ฉันได้เผชิญหน้า บอกได้คำเดียว ว่ายัยนี่ร้าย!
ไม่ใช่ว่าฉันอคติอะไรหรอกนะ แต่ผู้หญิงด้วยกันมันมักจะมองออกอ่ะ ว่าบุคลิกกับแววตาแบบนี้มันสื่ออะไร
“ปอขอตัวก่อนนะเฟส” แล้วยัยใบปอก็เดินไปทันทีโดยไม่ฟังพี่เฟส
“พอใจเธอหรือยัง!” พี่เฟสหันมาถามฉันอย่างโกรธจัด
แต่แล้วไง
“ยังค่ะ” ฉันลุกขึ้นยืนใกล้ร่างสูงแล้วตอบออกไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ยั่วโมโหเขา
พี่เฟสที่ทำอะไรฉันไม่ได้ก็เดินออกไปทั้งอารมณ์ที่ขุ่นมัวอย่างมาก ฉันเลยหันมานั่งกินข้าวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“นี่เราเล่นบทเมียหลวงแล้วเหรอ” พี่ชินถามออกมาอย่างตกใจ
“ต่อไปจะเป็นบทอะไรเนี่ย” ตามด้วยพี่ไมค์
พวกพี่เขาคงไม่คิดว่าฉันจะกล้าพูดขนาดนี้ไง แต่แล้วไง ทำไมฉันต้องแคร์ฉันไม่ได้ไปพูดกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่รู้สักหน่อย ฉันก็พูดอยู่กับพี่เฟสที่รู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้และรู้จักกันตั้งแต่ฉันเกิด(คุณแม่เล่าให้ฟัง)
“ติดตามตอนต่อไปค่ะ” ฉันตอบพี่ชินกับพี่ไมค์ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกไป
“แต่กับใบปอนี่พี่ว่าอาจจะยากนะ” พี่ไมค์พูด และมันทำให้ใจฉันเต้นแรง ถ้าเขาจะรักใครจริงๆ นั่นหมายความว่าคนๆ นั้นจะต้องสำคัญมากกว่าฉัน
ซึ่งฉันยอมไม่ได้
“ทำไมคะ” ฉันหันไปถามด้วยความสนใจ
“ใบปอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่ไอ้เฟสมันทำความรู้จักชั่วครั้งชั่วคราวหรอกนะ สองคนนี้อยู่กันมาเป็นมาเป็นปีแล้ว” เป็นพี่ชินที่ตอบมา
“รู้ค่ะ แล้วฟางก็คิดว่ามันน่าสนุกกว่าเดิมอีกนะ” ฉันพูดด้วยรอยยิ้มร้ายออกมาทันที
อย่าหวังเลยว่าจะได้ไปให้ความสำคัญกับคนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน ยังไงคนที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่เฟสต้องเป็นฉันคนเดียว
อีกอย่างคนอื่นอาจจะพูดว่าสองคนนี้เป็นแฟนกัน แต่พี่ๆ กลับไม่ได้พูดมันออกมาตรงๆ แบบนั้น นั่นก็แปลว่าไม่ใช่
และฉันก็คิดว่าไม่ใช่ด้วย แต่ถึงจะใช่ สิ่งที่ฉันสงสัย ฉันคิดว่าหากทำให้พี่เฟสเลิกกับยัยนั่นได้น่าจะเป็นเรื่องดีมากกว่านะ
“ฟางน่ากลัวว่ะ” พี่ไมค์พูดออกมา
แต่ฉันไหวไหล่ให้พี่ไมค์อย่างไม่แคร์ แล้วกินข้าวต่อ สักพักยัยสองตัวนั้นก็มา พี่ชินกับพี่ไมค์เลยไปตามเพื่อนเขา
“หมดคาบสักที ง่วงเป็นบ้าเลย” พอเดินออกจากห้องเรียนปุ๊บ กระเทยมันก็บ่นปั๊บ
“มาสายกว่าพวกกูยังบ่นง่วงนะมึง” มีมี่แขวะเอกกี้ทันที
“ก็คนมันง่วงนี่คะ ใครจะเหมือนพวกมึงไม่รู้จะรีบหอบสังขารมาทำไมกัน” มันบ่นเรื่องเดิมตั้งแต่มาถึงเมื่อตอนเที่ยงละ
“พอเลย ง่วงมากก็กลับไปนอนไป” ฉันตัดปัญหาไป
“เอองั้นก็แยกย้าย” เอกกี้ยอมอย่างเลี่ยงไม่ได้ พวกฉันเลยแยกย้ายกันกลับ
“นั่นพี่เฟสนี่” ระหว่างที่พวกฉันกำลังพากันเดินไปที่รถ มีมี่ก็พูดขึ้นพวกฉันเลยหันไปมอง และก็เห็นพี่เฟสเดินมากับผู้หญิงคนเมื่อเที่ยง
“นี่ดีกันแล้วเหรอ” ฉันพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ เพราะคิดว่าสองคนนั้นต้องทะเลาะกันไปแล้ว
แล้วคนสำคัญแบบฉันจะยืนอยู่ทำซากอะไรล่ะ แบบนี้ก็ต้องเข้าไปทักทายกันหน่อยแล้ว