ขงเบ้งนั่งยองข้างกายสาวใช้ผิวคล้ำ เขาเพิ่งรู้ว่านอกจากนางจะมองดอกไม้ตรงหน้าแล้ว เย่อิงยังขีดเขียนบางสิ่งบนพื้นดินด้วย
“เจ้าเขียนภาพอะไรรึ” ขงเบ้งเอ่ยถามหลังมองอยู่ชั่วครู่
เย่อิงสะดุ้งนิดหน่อย นางมัวแต่สนใจเรื่องอื่น จึงมิทันสังเกตว่ามีคนมานั่งด้านข้างตั้งแต่เมื่อใด
“เหมือนกระบวนทัพเคลื่อนพล แต่ข้ามิเคยเห็นกระบวนทัพพิสดารเยี่ยงนี้มาก่อน” ขงเบ้งพินิจเส้นขีดเขียนบนพื้นดิน
“ขบวนยุทธหัตถีเจ้าค่ะ”
“ยุทธ-หัด-อะไรนะ” ขงเบ้งมิเคยได้ยินคำนี้มาก่อน
“ยุทธหัตถีเจ้าค่ะ เป็นกระบวนทัพคชสาร”
“คชสารงั้นรึ ? มันคือสิ่งใดกัน ?”
“เป็นสัตว์ใหญ่เหมือนภูเขาขนาดย่อมเจ้าค่ะ” เย่อิงอธิบายพลางใช้กิ่งไม้วาดรูปคชสารบนพื้นดิน
ขงเบ้งอมยิ้มมองนางอย่างเพลิดเพลิน นิ้วเคาะด้ามพัดขนนกเป็นจังหวะ เย่อิงเงี่ยหูฟังเสียงเคาะพัด นี่มัน... เพลงที่นางเพิ่งบรรเลงในงานเทศกาลชมดอกไม้
“เพลงนี้” เย่อิงตาโตหันไปมองบัณฑิตรูปงามที่นางหมายปอง
“หือ...” ขงเบ้งเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาเผลอเคาะนิ้วตามบทเพลงที่ประทับใจ “อ้อ ก่อนมาที่นี่ ข้าได้ยินดรุณีคนหนึ่งบรรเลงเพลงกระบวนศึกกิเลน”
“กิเลน ?” บุรุษผู้นี้รู้ความหมายแห่งบทเพลงของนาง แม้จะมิทราบว่าเป็นทัพคชสาร แต่รู้ว่าเป็นกระบวนศึกของสัตว์สี่เท้าที่มีรูปร่างใหญ่กว่าม้า
“สัตว์ในตำนาน มีสี่เท้าคล้ายม้า มี...”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” เย่อิงขัดขึ้น “ข้ารู้จักกิเลน ข้าหมายถึงทำนองเพลงนี่ไม่ใช่กิเลนเจ้าค่ะ เป็นกระบวนทัพคชสาร”
“กระบวนทัพคชสารงั้นรึ สัตว์ประหลาดที่เจ้าวาดใช่หรือไม่ มันเป็นสัตว์ในตำนานใดรึ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อ” ขงเบ้งเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“มันเป็นสัตว์พาหนะของดินแดนทางใต้เจ้าค่ะ” เย่อิงใช้กิ่งไม้วาดภาพบนพื้นต่อไป
“สัตว์ในตำนานของแดนใต้คล้ายกิเลนหรือมังกรงั้นรึ ?”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ มันเป็นสัตว์เดรัจฉาน มิใช่สัตว์เทพหรือสัตว์ในตำนาน”
“เดรัจฉาน ? เจ้าจะบอกว่าสิ่งนี้มีตัวตนจริงงั้นหรือ สัตว์รูปร่างหน้าตาประหลาดเยี่ยงนี้น่ะหรือมีตัวตนจริง”
“เจ้าค่ะ มีตัวตนจริง ข้าบอกท่านแล้วไงเจ้าคะ ว่ามันเป็นสัตว์พาหนะและทำศึกของดินแดนทางใต้”
“เจ้าช่างมีจินตนาการสูงส่งยิ่งนัก” ขงเบ้งเอาพัดขนนกปิดปากพลางอมยิ้ม
“ข้าไม่ได้จินตนาการนะเจ้าคะ ข้าอ่านจากหนังสือ” เย่อิงหน้างอ
“อืม... อืม...” ขงเบ้งพยักหน้าน้อยๆ ตาเป็นประกายวิบวับ เขามิอยากโต้เถียงกับนางจึงยอมถอยให้หญิงที่ตนหมายปองหลายส่วน
“นี่คือสิ่งใด” ขงเบ้งชี้ที่งวงคชสาร
“จมูกเจ้าค่ะ”
“จมูก ?”
“เจ้าค่ะ จมูกของมัน”
ขงเบ้งคิดในใจว่า ไม่มีสัตว์เดรัจฉานใดจมูกยาวถึงขั้นนี้ดอก สาวน้อยตรงหน้าคงอ่านเจอบันทึกสัตว์ในตำนานของทางใต้ และทึกทักเอาว่ามีตัวตนจริงเป็นแน่แท้ เอาเถิด เขาจะไหลตามดรุณีช่างจินตนาการสักหน่อยเป็นไร
ณ เวลานี้ ขงเบ้งมิอาจรู้เลยว่า สิบปีภายภาคหน้า วันที่เขานำทัพลงไปปราบเบ้งเฮ็กทางใต้ เขาจะได้พบกระบวนทัพคชสารของจริง
.........................................
เผลอคุยกันจนตะวันต่ำลงจรดขอบฟ้า ขงเบ้งเอื้อมมือไปจับมือสีน้ำตาลหยาบกร้านของดรุณีแรกแย้ม เย่อิงหน้าแดง ก้มหน้านิ่งเขินอาย บัณฑิตหนุ่มพานางเดินลึกเข้าไปในสวนยังจุดที่มีธารน้ำไหลเอื่อย เป็นสายธารที่เจ้าของสวนขุดสร้างขึ้นมาภายหลัง
ขงเบ้งจุ่มน้ำเช็ดหน้ากับธารน้ำใสสะอาด เขาบรรจงเช็ดเครื่องสำอางบนใบหน้าของสาวใช้อย่างเบามือ ขงเบ้งมีพี่สาวสองคนจึงพอรู้บ้างว่า สตรีมักชอบแต่งแต้มเครื่องสำอางเพิ่มความงามให้ตนเอง หากเย่อิงเป็นคนแรกที่เขาเห็นว่าใช้เครื่องสำอางแล้วดูแย่ลง
พอเครื่องสำอางลบเลือนออกไปเกือบหมด เย่อิงดูสดใสเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะดวงตากลมโตแวววาวคู่นั้น ดึงดูดขงเบ้งมองจนเพลิดเพลิน
“นัยน์ตาเจ้างดงามยิ่งนัก” ขงเบ้งรำพึง
“จริงหรือเจ้าคะ มารดากับพี่น้องมักบอกนัยน์ตาของข้าน่ากลัว โตเหมือนผีเจ้าค่ะ” เย่อิงยิ้มกว้างยามบุรุษที่ตนหมายปองเอ่ยชม
“ไม่เลย ข้าว่ามันสวยมาก” ขงเบ้งจ้องฟันสีขาวสะอาดดั่งไข่มุกยามดรุณีแย้มยิ้ม เครื่องหน้านางดูใหญ่โตทุกส่วน แม้แต่ฟันยังซี่ใหญ่กว่าคนทั่วไป
“อุ๊บ” เย่อิงรู้สึกตัวรีบเอามือปิดปาก “มารดาข้าบอกว่าอย่าแย้มยิ้มจนเห็นฟัน ข้าลืมไปเจ้าค่ะ”
ขงเบ้งดึงมือที่ปิดปากของนางออก เขาจับมือนางมาบรรจงจุมพิตที่ปลายนิ้ว เย่อิงมองภาพตรงหน้าด้วยใจเต้นระทึก มิเคยมีบุรุษใดเกี้ยวพานางมาก่อน สักพักจึงเพิ่งนึกได้ว่านิ้วของนางสกปรกนัก เปรอะเปื้อนดินและมิสวยงามเสมอสตรีอื่น ยิ่งถูกเกาะกุมด้วยมือเรียวสวยของบัณฑิตรูปงาม มือนางประหนึ่งกรรมกรใช้แรงงานก็มิปาน
เย่อิงดึงมือออกจากการเกาะกุมของขงเบ้ง นางแอบซ่อนมือตนเองไว้เบื้องหลังอย่างขวยเขิน ขงเบ้งหัวเราะเบาๆ ท่วงท่าของสาวใช้คนนี้ช่างน่ารักยิ่งนัก บริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหลือเกิน
มือเรียวยาวงดงามเชยคางเย่อิงขึ้น ปลายนิ้วไล่สัมผัสปากอิ่มหนา ก่อนจะสอดนิ้วเข้าแตะฟันซี่ใหญ่สีขาวมุก เย่อิงเผยอปากอิ่ม สายตามองขงเบ้งอย่างเคลิบเคลิ้ม งามนัก... ช่างเป็นบุรุษที่งามเหลือเกิน ยังมิทันคิดสิ่งไรมากกว่านั้น ริมฝีปากบางงดงามของขงเบ้งก็ประทับลงบนปากของดรุณีอ่อนเดียงสา
บัณฑิตหนุ่มกดแนบปากบางของตนกับสาวใช้ผิวคล้ำ เขาขบเม้มปากอิ่มหนาเบาๆ เย่อิงสั่นสะท้าน เบิกตาที่โตอยู่แล้วจนโตกว่าเดิม ก่อนจะค่อยหลุบเปลือกตาลงปล่อยบัณฑิตรูปงามแทะเล็มริมฝีปากตนเอง เนิ่นนานกว่าชายหนุ่มจะปล่อยปากอิ่มเป็นอิสระ
ขงเบ้งมองใบหน้าเขินอาย ริมฝีปากหนาสั่นเทา ด้วยความรู้สึกตราตรึงลึกซึ้ง
“เจ้าต้องการเป็นภรรยาของข้าหรือไม่” น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยถาม
“คะ ? ขะ-ข้าหรือ ท่านถามข้าหรือเจ้าคะ” เย่อิงพูดกระตุกกระตักด้วยความงุนงง
“ใช่ ข้าถามเจ้า ข้าต้องการให้เจ้าเป็นภรรยาของข้า”
เย่อิงเกือบตกปากรับคำ หากเธอฉุกคิดบางอย่างได้
“ท่านต้องการรับข้าเป็นภรรยาหลวงหรือภรรยาน้อยเจ้าคะ”
ขงเบ้งชะงักชั่วครู่ เขามุ่งหมายแต่แรกว่าต้องการให้เย่อิงอยู่ในสถานะใด นางถามแบบนี้แสดงว่านางคงคาดหวังมากกว่าที่เขาต้องการเป็นแน่แท้
“ภรรยาน้อย” ขงเบ้งตัดใจบอก แม้รู้ว่าดรุณีตรงหน้าคงมิพึงใจคำตอบของเขานัก
“ไม่เจ้าค่ะ หากท่านต้องการข้า ต้องในฐานะภรรยาเอกเท่านั้น” เย่อิงตอบหนักแน่น
“ข้าขออภัย หากคำตอบของข้าทำให้แม่นางมิพึงพอใจ”
“ข้าขอตัวเจ้าค่ะ พลบค่ำเยี่ยงนี้ออกมากับบุรุษสองต่อสองย่อมมิเหมาะ” เย่อิงหันหลังเดินจากไปทันที
ขงเบ้งได้แต่มองตามแผ่นหลังและท่วงท่าย่างก้าวมั่นคงของหญิงที่หมายปอง เขาผ่อนลมหายใจออกจากปากแผ่วเบา ข้าควรทำเยี่ยงไรดี
.........................................
♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥
ตามประวัติศาสตร์ ขงเบ้งเจอเย่อิงหนแรกก็ขอแต่งงานเลยเจ้าค่ะ
คุณพ่อตาหวงเฉิงเยี่ยนก็ดีใจสุดชีวิต รีบประเคนถวายลูกสาวอัปลักษณ์ให้ทันที (ขายออกแล้ว)
แต่คนเขียนขยายบทจีบกันให้มุ้งมิ้งเอง
ขืนเขียนตามประวัติศาสตร์จริง คงสั้นน่าดูค่ะ ไม่ฟินเนอะ 555+
.........................................