“ถ้าคนเมื่อกี้ ‘เรมีเอล’ แล้วคุณล่ะคือใคร”
“ผมชื่อ ‘เรย์’ ถ้าผมอยู่กับคุณจะไม่เป็นอะไร ผมอยากให้คุณช่วย...” เมื่อเอเวอลีนได้ฟังเรื่องราวจากปากชายหนุ่มเธอจึงรู้สึกทั้งสงสารและกลัวเขา...กลัวมาก เธออยู่กับสตอล์กเกอร์มีปัญหาทางจิตที่คอยติดตามเธอมาตลอด...เวลา
‘เรย์’ คือชื่อผู้ป่วยทางจิตเวชกรณีพิเศษที่พี่สาวของเธอส่งมาให้เธอรับคำปรึกษาเพื่อบำบัดสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ชั่วคราว ในระหว่างที่อเล็กซ์กำลังรับผู้ป่วยกรณีพิเศษอีกคน
เรื่องราวทั้งหมดของสองพี่น้องตระกูลคลินตัน ‘อเล็กซ์ คลินตัน’ และ ‘เอเวอลีน คลินตัน’เริ่มต้นจากวันที่เอเวอลีนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ในคณะภาษาและวรรณคดีอังกฤษ
เอเวอลีนเป็นนักศึกษาจบใหม่ที่ยังคงเตะฝุ่น ยังหางานที่ตนชอบจริงๆไม่เจอ เธอไม่ได้ชอบการนั่งแปลเอกสารที่โต๊ะ สิ่งที่เธอชอบตอนเรียนคงจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกเท่านั้น เธอมักจะคิดว่าทำไมเธอไม่เรียนโบราณคดีนะ จะได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลกค้นพบประวัติศาสตร์เก่าๆ สมบัติของคนยุคก่อนที่สวยงาม
กลับกลายเป็นว่าเธอยังค้นพบตนเองไม่เจอ สิ่งที่ตนเองทำได้มาตลอดให้รู้สึกว่าตนไม่ไร้ค่าคงจะเป็นการทำจิตอาสาช่วยเหลือผู้คน สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอเล็กซานดราพี่สาวของเธอลองให้เธอไปเป็นจิตอาสาที่โรงพยาบาลบ่อยๆ พอจบมาเมื่ออเล็กซ์เห็นเอเวอลีนยังคงค้นพบงานที่ตนชอบไม่เจอและมีความเครียดกดดันตนเอง จึงลองให้เอเวอลีนมาทำจิตอาสาที่โรงพยาบาลในการรับสายด่วนปรึกษาสุขภาพจิต
ทุกๆวัน เอเวอลีนจะเจอเคสคนไข้ที่โทรมาปรึกษาต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่เป็นความเครียดในชีวิตประจำวันและครอบครัว เธอเพียงให้คำแนะนำตามการอบรมในโรงพยาบาลและการแนะนำตามแบบฉบับของเธอเองบ้าง ส่วนใหญ่เธอจะชวนคนไข้คุยนอกเรื่องที่ทำให้คนไข้มีความสุขไปกับเธอเสียมากกว่า เคสหนึ่งไม่เคยได้คุยสั้นๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนไข้ที่เอเวอลีนรู้สึก ‘พิเศษ’ กว่าคนอื่นโทรมาขอคำปรึกษาจากเธอ
‘สวัสดีครับ’ เสียงทุ้มน่าฟังเอ่ยคำแรกในสายที่เอเวอลีนรับเป็นสายแรกของวันนี้
‘สวัสดีค่ะ วันนี้คนไข้มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือจะปรึกษา เรายินดีรับฟังค่ะ’
ปลายสายเงียบไปสักพักจนเอเวอลีนคิดว่าเขาคงไม่กล้าพูด เธอหันมองรอบข้างที่มีคนนั่งรับโทรศัพท์สายด่วนสุขภาพจิตเช่นเธอ บางคนทำหน้าเบื่อหน่ายไม่สนใจ บางคนเหมือนจะหงุดหงิดใส่และวางสายไป บางคนพูดจาดีแต่เพียงแค่รับฟังเฉยๆเท่านั้น ทุกคนมาทำงานนี้เพื่ออะไรเป็นสิ่งที่เอเวอลีนอยากถาม ‘พวกคุณไม่ได้ทำงานเพราะใจรักที่ต้องการช่วยเหลือคนไข้หรอกหรือ’ เธอเพียงได้แต่ตั้งคำถามในใจเท่านั้น
เอเวอลีนรู้ดีว่าคนไข้คงไม่อยากรับฟังอะไรที่แย่ไปมากกว่าที่เขาเจออยู่ แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นหมอเหมือนอเล็กซ์ แต่เธอก็มีความเป็นมนุษย์พอที่จะเห็นใจคนเหล่านี้เช่นเดียวกับพี่สาวเธอ
หญิงสาวรอฟังปลายสายว่าเมื่อไรที่เขาจะยอมคุยกับเธอ ‘คุณคะยังอยู่ในสายไหมคะ คุณเล่าให้ฉันฟังได้นะ ฉันไม่บอกใครค่ะ มีแค่เราสองคนที่รู้’ เอเวอลีนพูดแต่ปลายสายยังคงเงียบมีเพียงเสียงหายใจที่ทำให้เธอรู้ว่าเขายังคงอยู่ในสาย
‘ว๊า แย่จังที่คุณไม่อยากพูดกับฉัน แต่ฉันอยากคุยกับคุณนะคะ ฉันนั่งทำงานตรงนี้เหนื่อยจังเลย ถ้าได้คุยกับคุณคงรู้สึกดีขึ้น’ เอเวอลีนพยายามพูดคุยเป็นกันเองกับคนไข้รายนี้ ไม่ใช่รายแรกที่เธอเคยเจอแบบนี้ คนไข้ทุกรายจะแพ้ความอ่อนโยนและลูกเล่นของเธอ
‘ผมอยากคุยกับคุณทุกวันได้หรือเปล่า ผมรู้สึกแย่มาก’ เสียงปลายสายตอบเอเวอลีน หญิงสาวรู้สึกว่าเขากำลังเศร้า สภาพจิตใจของเขาคงไม่ดีเท่าที่ควร
‘ได้เลยค่ะ คุณจะโทรมาบ่อยแค่ไหนก็ได้ ฉันยินดีที่จะคุยกับคุณเสมอ อยากเล่าอะไรให้ฉันฟังไหมคะ...’
‘ผมกำลังต่อสู้กับผมอีกคน ผมไม่อยากให้เขาออกมา ผมอยากเป็นผม...เวลาไหนที่เขาออกมาผมรู้ว่าเขาจะทำเรื่องไม่ดี’ เมื่อเธอได้ฟังจึงตกใจ นี่เป็นเคสแรกที่เธอเคยเจอ ที่เอเวอลีนตกใจไม่ใช่เพราะมันแปลก แต่เพราะมันยากสำหรับเธอ เคสนี้ควรจะเป็นหมอจิตเวชรักษาเขาโดยตรงเสียมากกว่า
‘เอ่อ คนไข้คะ กรณีของคุณ ฉันว่ามันเกินความสามารถของฉัน คุณน่าจะพบจิตแพทย์’
‘ก็พวกมันรักษาไม่ได้!! น่ารำคาญ ชอบสาระแนเรื่องของฉันมากเกินไป เห็นแต่เงิน มันไม่ได้อยากรักษาจริงๆ!’ หญิงสาวตกใจจนหัวใจเต้นเร็ว คนไข้คนนี้อารมณ์รุนแรงเหมือนเป็นคนละคนกับเมื่อกี้ เธอควรทำอย่างไรดี...
‘เอ่อ...ฉันไม่ค่อยเก่งนะคะ ก็แค่ผู้หญิงธรรมดาที่ตกงานและมาเป็นอาสาที่นี่ แต่ฉันอยากจะช่วยคนไข้ทุกคน รวมถึงคุณด้วย แต่ฉันกลัวจะให้คำปรึกษาคุณได้ไม่ดีพอ แต่ฉันอยากคุยกับคุณนะคะ...’ หญิงสาวรีบบอกปลายสาย กลัวว่าเขาจะอารมณ์รุนแรงโมโหอีก ซึ่งไม่ดีต่อตัวเขาเลย ถ้าเขาอยากจะดีขึ้น เข้าต้องยอมรับและลดอารมณ์รุนแรงลง แต่เขาไม่ใช่คนปกติ เขาเป็นผู้ป่วย เธอกลับรู้สึกสงสารเขามากกว่าที่จะโกรธ
เอเวอลีนรู้ว่าเขาชื่อ ‘เรย์’ บุคลิกของเขามักจะแปรปรวนจากสิ่งที่เขาเล่าให้เธอฟัง ยามโกรธเขาจะจำเรื่องราวอะไรไม่ค่อยได้ และเขามักจะหายไปบ่อยๆ บางครั้งเหมือนเขาคุยกับอีกคนในหัว นั่นคือสิ่งที่เธอสับสนในสิ่งที่เขาเล่า แต่เธอก็รับฟังและฟัง...เธอไม่รู้จะทำอย่างไร เธอไม่ใช่หมอ
เธอได้แต่เล่าเรื่องราวแชร์ประสบการณ์ดีๆให้เขาฟัง ชวนเขาคุยเรื่องอื่น อาจเป็นภาพยนตร์ ความชอบ อาหารที่ชอบและไม่ชอบ ซึ่งเขาก็รับฟังเธอและเล่าสิ่งที่เขาทำในชีวิตประจำวันให้เธอฟัง โดยรวมแล้วอาการเขาก็ดูไม่มีอะไร เหมือนคนปกติที่มีความเครียดบางอย่างเท่านั้น เขามักจะโทรมาหาเธอทุกวัน เธอโดนจับจ้องในที่ทำงานเป็นพิเศษเนื่องจากทุกคนหาว่าเธอคุยเล่นกับคนไข้มากกว่าการให้คำปรึกษา
‘ผมได้ยินมาว่าคนตำหนิคุณ ถ้างั้นผมโทรไปเบอร์ส่วนตัวคุณได้หรือเปล่า’ ตอนนั้นเอเวอลีนไม่รู้สึกแปลกใจหรือตกใจอะไรเลยเพราะเธอก็รู้สึกดีที่ได้คุยกับเขาเช่นกัน บางครั้งเธอถึงกับรอว่าวันนี้เขาจะโทรมาไหม เธอกำลังรอ...คนไข้คนนี้โทรมาหาเธอทุกวัน เอเวอลีนจึงไม่ลังเลใจที่จะให้เบอร์มือถือของเธอกับเขา แต่เธอก็ตระหนักได้ว่าไม่เหมาะสมที่เธอจะให้เขาในเวลางานแบบนี้ นั่นเท่ากับว่าเธอแค่อยากคุยกับเขาในฐานะ....ที่เธอก็อธิบายไม่ได้ และไม่ได้ให้คำปรึกษาคนไข้อย่างที่เคยทำ
‘คง...ไม่ได้หรอกค่ะ มันนอกเหนือกฎของเรา ฉันให้เบอร์คุณไม่ได้หรอกค่ะ’ เมื่อหญิงสาวอธิบายให้ชายหนุ่มฟัง เขาจึงวางสายโทรศัพท์ใส่เธอไป วันนั้นเอเวอลีนรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก และเป็นแบบนี้ตลอดวันของการทำงาน เขาไม่โทรมาหาเธออีก
แต่แล้วคืนนั้น เมื่อเธอกำลังเตรียมตัวนอน จู่ๆ ก็มีเบอร์แปลกๆ ที่ไม่คุ้นโทรเข้ามาหาเธอ ซึ่งปกติเอเวอลีนจะไม่รับสายเบอร์แปลกที่ไม่รู้จัก แต่คืนนี้เธอกลับรับสาย....เพราะอะไร เธอก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน
‘สวัสดีค่ะ นั่นใครคะ’
‘ผมเอง เรย์....คุณไม่อยากคุยกับผมเลยปฏิเสธผมใช่ไหม’ เอเวอลีนตกใจที่เขาโทรมา เธอจำได้ว่าไม่เคยให้เบอร์เขา แต่ทำไม...
‘ผมรู้ว่าคุณกำลังจะถามอะไร นั่นไม่ใช่เวลาที่ผมจะตอบ...แต่เป็นเวลาถามของผม’
‘คุณ...ไม่รู้สึกว่าอยากคุยกับผมบ้างหรือ’ เอเวอลีนใจสั่นเมื่อเขาถามแบบนั้น จะให้เธอตอบเขาว่าอะไร เขาเป็นคนไข้...เธอทำเกินหน้าที่ไปหรือเปล่า แต่ใจของเธอมันรู้สึกดีแปลกๆ เมื่อเขาโทรมาหาเธอ ใจเต้นทุกครั้งที่เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มน่าฟัง เธออยากเห็นหน้าเขาจัง
‘ฉันอยากคุยกับคุณค่ะ’ ปลายสายหายใจเสียงดังเมื่อเธอตอบเขาแบบนั้น เธอรู้สึกร้อนรุ่มแปลกๆ เมื่อเขาหายใจแบบนั้น
‘ผมดีใจจังที่คุณพูดแบบนั้น ตอนนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่’ ร่างบางนอนคว่ำกับเตียงและเตะขาไปมาคล้ายคนมีความสุข ริมฝีปากบางยิ้มเมื่อเขาถาม
‘ก็...กำลังจะเข้านอนค่ะเพิ่งอาบน้ำเสร็จคุณก็โทรมา คุณล่ะคะเรย์’ ปลายสายเงียบไป มีแค่เสียงหอบหายใจดังจนหญิงสาวแปลกใจ
‘เรย์...คุณเป็นอะไรหรือเปล่า’
‘ผม...อยากเจอคุณ ผมกำลังจะเป็นบ้า ผมอยากเจอคุณไม่ใช่แค่ได้ยินเสียง คุณทำให้ผมดีขึ้น เขาไม่ค่อยกลับมาเมื่อผมได้คุยกับคุณ ผม...อยาก...ให้คุณช่วยผม’ ชายหนุ่มพูดพลางหอบหายใจจนเอเวอลีนกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป ในใจของเธอเต้นรัว เมื่อเขาพูดเช่นนั้น มันเหมือนกับการบอกรัก แต่เธอคงคิดเข้าข้างตนเอง เธอเป็นแค่คนให้คำปรึกษาเท่านั้น เขาเป็นคนไข้ที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองเลยพูดตามใจคิด ไม่ได้รู้สึกพิเศษต่อเธอ เหมือนที่เธอ...เกือบเผลอใจ
เอเวอลีนหัวเราะในใจกับตนเอง เธอบ้าไปแล้วแน่ๆ การที่เป็นเด็กเรียนมาตลอดไม่เคยมีแฟน อยู่ในกรอบอย่างที่บ้านต้องการให้เป็น ทำให้เธอไม่เคยได้สัมผัสช่วงเวลาอ่อนหวานอ่อนไหวเช่นนี้ เธอแค่คิดไปเองเท่านั้น....
‘ใจเย็นๆ นะคะเรย์ ฉันจะอยู่ข้างๆ คุณเสมอ มีอะไรเล่าให้ฉันฟังได้นะคะ อยากถามอะไรฉันก็ได้นะ ฉันจะบอกคุณทุกอย่าง แต่คุณก็ต้องบอกฉันเหมือนกันนะคะ ฉันจะได้ช่วยคุณได้’
‘ทุกอย่างได้ใช่ไหม....’
‘ค่ะ’
‘คุณบอกให้ผมฟังหน่อย ว่าคุณรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ตอนนี้คุณใส่เสื้อผ้าแบบไหน ผมแค่อยากเจอคุณ แต่ผมไม่เคยเห็นคุณ ผม...แค่ คิดถึงคุณตลอดเวลา...เอเวอลีน’
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด เอเวอลีนอยู่ในโลกสวยงามของเธอ ความไร้เดียงสานี้เป็นภัยต่อตัวเธอ หญิงสาวไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเจอชะตากรรมที่เธอคาดไม่ถึง....โลกที่เธออยู่ไม่ได้สวยงามอย่างที่เธอคิด มนุษย์มีหลากหลายแบบ จิตใจก็เช่นเดียวกัน
เอเวอลีนมองชายตรงหน้าที่มองเธอด้วยความหลงใหลอย่างหวาดกลัว เขาสูดดมต้นแขนบางเลื่อนลงไปถึงข้อมือ หลังมือและฝ่ามือ ลิ้นแฉะอุ่นร้อนเลียวนฝ่ามือเธอและเลื่อนลิ้นสากร้อนเลียวนปลายนิ้วสวยทุกนิ้ว
เขาป่วยทางจิต...เขาสะกดรอยตามเธอตลอดเวลา เขาจับเธอมา กักขังเธอ และเขากำลังกระทำเรื่องน่าเกลียดกับเธอ เธอมันโง่เองที่เอาตนเองไปพัวพันกับคนที่ไม่รู้จัก ไม่แม้กระทั่งเคยเห็นหน้า เพียงแค่คุยกันทางโทรศัพท์เท่านั้น....ป่านนี้ครอบครัวของเธอคงจะร้อนใจออกตามหาเธออเล็กซ์กันให้วุ่นวาย เธออยากกลับบ้าน....
“ให้ฉันกลับบ้านเถอะนะ ฉันอยากกลับบ้าน” ชายหนุ่มหยุดการกระทำทันที สายตาอ่อนโยนหลงใหลกลายเป็นแข็งกร้าวทันที ร่างสูงสั่นเทาก้มหน้าพยายามอดกลั้นบางอย่าง ตัวของเขาสั่นไหวและกำมือจนเส้นเลือดปูดโปนน่ากลัวทั่วแขนแกร่ง ลามไปจนลำคอของเขาก็เกร็งและมีเส้นเลือดปูดโปนเช่นเดียวกัน
“ผมบอกคุณว่าอย่าทำให้โกรธ ห้ามออกไปจากที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว! อยากออกไปงั้นหรือ....หึ ฮ่าๆๆ อย่า...เรมีเอล ห้ามทำแบบนั้น...อย่ามายุ่ง! นี่กูกำลังตอบสนองความต้องการมึงไง...ไม่ใช่แบบนั้น...เป็นวิธีที่จะทำให้ยัยนี่ไม่พยายามออกไปจากนี่ไงล่ะเรย์” ชายหนุ่มกัดฟันพูดคนเดียว เขากุมศีรษะและสะบัดไปมา บางครั้งเขาก็แววตาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มันคือแววตาของฆาตกรที่บีบคอเธอเมื่อกี้ รอยยิ้มน่ากลัวปรากฏออกมา เขากำลังต่อสู้กับตัวเอง ระหว่าง ‘เรย์’ กับ ‘เรมีเอล’
เอเวอลีนถอยห่างชายหนุ่ม เธอพยายามวิ่งหาทางออก แต่โซ่ที่ล่ามข้อเท้าเธอไว้ไม่สามารถออกไปถึงประตูได้ เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น ประตูไกลเกินไป...
หญิงสาวพยายามกระชากโซ่ที่ข้อเท้าให้เลือดไหล มันอาจจะออกถ้าเลือดของเธอมันจะทำให้โซ่ตรวนนี่ลื่นและสามารถถอดมันออกได้ก่อนที่ชายคนนั้นจะได้สติ
จู่ๆ เอเวอลีนก็ไม่ได้ยินเสียงของชายหนุ่มอีก ทั้งห้องเงียบลง เธอหันไปมองเขาจึงเห็นเขากำลังยืนและมองมาที่เธออย่างยิ้มๆ แต่เป็นรอยยิ้มที่เธอกลัวที่สุด รอยยิ้มโรคจิต คอของเขาเอียงมองมาที่เธอ เรมีเอล!
ขายาวก้าวมาหาร่างบางที่กำลังนั่งกระชากโซ่ตรวนที่ข้อเท้าจนเลือดไหล แต่ก็ยังไม่สามารถปลดมันออกได้ มีแต่จะแน่นขึ้นทุกครั้งที่กระชาก เอเวอลีนเจ็บจนน้ำตาไหล พร้อมกับหวาดกลัวชายหนุ่มที่ตรงเข้ามาหาเธอ
ร่างสูงอุ้มหญิงสาวและโยนลงบนเตียงอย่างแรง มุมปากยกยิ้มและจัดการกระชากผมของเธอให้แหงนหน้าขึ้นอย่างแรง ริมฝีปากหยักก้มลงกระแทกริมฝีปากบางอย่างแรง เขาไม่ได้จูบ เพียงแต่บดขยี้อย่างแรงจนเอเวอลีนแสบริมฝีปาก ฟันคมของร่างสูงกัดริมฝีปากล่างของเธออย่างแรงจนเลือดไหลเป็นทาง
“ฮือๆ ฮึก...เรย์ อื้อ เรย์.....ปล่อย ฉันยอมแล้ว เรย์” เสียงร้องไห้และเรียกชื่อของชายหนุ่ม ทำให้เขาได้สติและรีบปล่อยเธอทันที
เอเวอลีนกลัวชายตรงหน้าเธอจนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบ เธอได้แต่ร้องไห้และร้องไห้ ตัวสั่นระริกดั่งลูกนกตกน้ำ เลือดจากริมฝีปากไหลซึมออกมาเป็นทาง ข้อเท้าของเธอก็เช่นกัน กลิ่นเลือดชวนคลื่นไส้อบอวลไปทั่วจมูกของเธอและชายหนุ่ม
ร่างสูงลูบศีรษะเธอและจูบไล้ตั้งแต่กระหม่อมเลื่อนลงไปถึงแก้มใส หญิงสาวร้องไห้หนักขึ้นเมื่อเขาทำแบบนั้น
“เด็กดี....ชู่ว......” เอเวอลีนมองเขาด้วยน้ำตา เธอปรับตัวไม่ถูก เขาเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อาการทางจิตของเขาทำเธอกลัว
“เฮ้อ คุณทำไม่ถูกจริงๆเอวา เขาไม่ยอม ผมก็ไม่ยอมเช่นกัน...ถ้าคุณทำตัวว่านอนสอนง่ายคงไม่มาถึงขั้นนี้ ผมอยากถนอมคุณไว้....แต่ตอนนี้....”
ชายหนุ่มเว้นคำพูดและลูบไล้ไหปลาร้าของเธอจนหญิงสาวตัวสั่น
“ผมถามคุณอีกครั้ง ว่าจะรักษาผมไหม อยู่กับผมตลอดไป”
“ฉันไม่ใช่หมอ คงช่วยอะไรคุณไม่ได้ ฉันไม่อยากอยู่กับคุณ ฉันอยากกลับบ้าน ฮือๆ ครอบครัวรอฉันอยู่ คุณไม่สงสารฉันหรือคะเรย์ ฮึกๆ” เอเวอลีนบอกเขาด้วยความทุกข์ตรม
“งั้นผมก็ไม่ต้องการคุณอีกต่อไป หมอคนข้างบนคงรักษาผมได้ดีกว่า ฟังจากเสียงของเธอ...ใช้ได้เลยทีเดียว เธอต้องรับศึกหนักแล้วล่ะคุณว่าไหม ส่วนคุณ...ผมจะปล่อย แต่ผมไม่เคยปล่อยใครโดยที่ไม่ผ่านมือคนของผม ชาย 7 คน ผมว่าคุณคงไหว”
เอเวอลีนส่ายหน้า น้ำตาไหลอาบแก้มสวย “ไม่นะ คุณอย่าทำอะไรอเล็กซ์ได้โปรด...ฉันไม่ไปแล้วจริงๆ ฮือๆ”
“เอาอะไรมาแลกเปลี่ยนล่ะ ผมต้องการตัวพี่สาวของคุณ...นอกจากว่าคุณจะยอมเป็นของผมแทน หรือไม่ก็...คุณอาจชอบพี่ๆของผมก็ได้ ผมชอบแบ่งของกันใช้ แต่คุณคงต้องโดนพวกเขารุมที่กลางลานบ้านนั่นแหละ ผมไม่ชอบให้ใครใช้ห้องนี้” เขาพูดพร้อมกับเกลี่ยริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา จมูกดอมดมใบหูน่ารักและเลียติ่งหูเธออย่างแผ่วเบา
หญิงสาวตัวสั่นเพราะอารมณ์บางอย่างที่เธอก็อธิบายไม่ได้ อาจเพราะความกลัวที่เขาเอ่ยถึงการรุมโทรมเธอ หรือเพราะเขาเข้าใกล้เธอในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง
เมื่อเขาเป่าลมใส่หูของเธอ เอเวอลีนจึงปล่อยเสียงครางร้องออกมาแผ่วเบา
“คุณชอบมัน...” ร่างสูงใช้ลิ้นสากปาดเลียทั่วใบหูและแยงรูหูสะอาดของหญิงสาวจนเธอร้องครางออกมาอย่างเสียวซ่าน มือบางเรียวสวยกำสาบเสื้อตรงอกแกร่งของเขาแน่น
“อ๊า....อย่า...เรย์....ฉันไม่พร้อม....ขอเวลาได้ไหมคะ ฉันยังไม่เคย” ร่างสูงชะงักไปและถอยออกมา มือใหญ่ลูบไล้ริมฝีปากของเธออย่างหลงใหล
“ผมให้เวลาแค่คืนเดียว ไปคิดมาว่าจะเลือกทางไหน” คืนเดียว...เอเวอลีนต้องคิดหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้ เมื่อกี้เขาบอกว่ามีพี่...แล้วก็ไม่ชอบให้ใครเข้ามาในห้องนี้ ข้างนอกงั้นหรือ....ถ้างั้นเธอคงต้องเสี่ยง ถ้าเธอออกไปได้จะหาทางพาคนมาช่วยอเล็กซ์ออกไปจากที่นี่
“ค่ะ เอ่อ...เรย์คะ ฉันหิวค่ะ คุณเรียกแม่บ้านให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ เมื่อกี้กินไปนิดเดียวเอง”