EPISODE 07 : เมียในนาม

1430 Words
“Scar is the proof of a healed wound.” -Slumdog Millionaire- (แผลเป็น คือ สิ่งที่เตือนให้เรารู้ว่าบาดแผลของเราถูกเยียวยาแล้ว) “เชี้ย!! มันพาใครมาวะเนี่ย” ขุนศึกพูดขึ้นเสียงดังด้วยความตกใจ ทำให้เสือและสิงหักไปมองตามสายตาของเพื่อนรักตรงหน้าด้วยความสงสัย ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกใจไม่ต่างกัน ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นทิวาไปไหนมาไหนผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่พันดาวน้องสาวของมันเลยสักครั้ง สงสัยพายุลูกใหญ่กำลังจะถล่มเชียงใหม่เสียแล้วสิ “เชี้ย!! / เชี้ย!!” “แหมๆ!! ...ไม่ได้เจอกันแค่เดือนเดียว นี่มึงมีแฟนแล้วเหรอวะไอ้ทิ” เสือเอ่ยแซวเพื่อนรักที่พึ่งเดินเข้ามาภายในร้าน ก่อนที่เขาจะชะงักไปเล็กน้อยที่ได้เห็นใบหน้าของร่างบางที่เดินตามหลังเพื่อนเขามา ถึงตอนนี้เธอจะดูโตขึ้นมากแต่ใบหน้าสวยหวานยังคงละม้ายคล้ายเดิมอยู่มากทีเดียว “นะ นี่...” สิงพูดอ้ำๆ อึ้งๆพร้อมกับมองไปที่เพื่อนรักและผู้หญิงที่เดินตามเข้ามาใหม่ ก่อนจะมองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะทำตัวไม่ถูกกันเลย “สวัสดีค่ะ จันทร์เจ้านะคะ ไม่รู้ว่าพี่ๆ ยังจำกันได้อยู่ไหมไม่ได้เจอกันนานเลย” “จำได้สิครับ พวกพี่ไม่มีใครลืมน้องจันทร์เจ้าหรอกครับ” เสือพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่เพื่อนรักอย่างมีเลศนัย ทำให้ร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆ ทิวาเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัยในคำพูดของร่างสูงตรงหน้า “คะ?” “ก็...” “พวกมึงเงียบปากไปเลย แล้วเธอน่ะไม่หิวแล้วรึไง” ทิวาพูดขัดสิงขึ้นมาทันทีก่อนที่เพื่อนรักคนนี้จะทีนได้พูดอะไรออกมา เขาเดินนำเพื่อนคนอื่นๆ ไปนั่งยังเก้าอี้ที่ถูกเตรียมไว้ให้ก่อนจะจ้องไปยังสมาชิกคนอื่นนิ่งๆ “เชิญๆ ครับ” ขุนศึกเอ่ยบอกกับจันทร์เจ้าพร้อมกับผายมือให้เธอเดินนำพวกเขาเข้าไปด้านใน “ค่ะ” “ที่รักนี้น้องจันทร์เจ้า เป็นอะ เอ่อ...” ขุนศึกแนะนำร่างบางที่กำลังเดินเข้ามาหาเราให้กับจันทร์เจ้าได้รู้จักอย่างเป็นกันเอง “...” “จันทร์เจ้านี่ลูกพีชแฟนพี่เองครับ” “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” จันทร์เจ้าเอ่ยบอกกับร่างบางตรงหน้าอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้กับเธอ “ไปทานข้าวกันดีกว่านะคะ” ลูกพีชพูดขึ้นเสียงอ่อนก่อนที่คนอื่นๆ จะเดินไปนั่งยังที่ของตัวเอง “มานี่ยัยหัวเน่า” “...” จันทร์เจ้าหันไปมองตามเสียงเรียกของทิวาตาขวาง แต่ก็ยอมเดินไปนั่งข้างร่างสูงแต่โดยดี “ถ้านายเรียกฉันแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นอีกฉันจะกัดหูนายนายแล้วนะ” จันทร์เจ้ากระซิบบอกกับร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ เสียงเบาเพื่อให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน “กันหู?...ตัวเตี้ยอย่างเธอกัดฉันถึงด้วยเหรอ” “ลองดูไหม?” “หึหึ” “ว่าแต่เป็นไงมาไงถึงได้มาด้วยกันได้” เสือที่เก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหวจึงเอ่ยถามแทนเพื่อนคนอื่นๆ ออกไป พร้อมกับมองไปยังชายหญิงตรงหน้าอย่างรอคำตอบ “อะ เอ่อ” “ก็ไม่เป็นไง อาทิตย์หน้าเคลียร์คิวของพวกมึงให้ว่าง” ทิวาเอ่ยบอกกับเพื่อนๆ ของเขาด้วยน้ำเสียงปกติ พร้อมกับมองไปที่เพื่อนของเขานิ่งๆ แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “ทำไมวะ” “กูจะแต่งงาน” “ห๊า!! / ห๊ะ!! / ห๊ะ!!” เพื่อนทั้งสามคนของทิวาอุทานออกมาด้วยความตกใจ พร้อมกับมองเพื่อนรักอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาพึ่งได้ยิน “กับใครวะ” ขุนศึกเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้าของเขาออกไปด้วยความสงสัย แต่สายตาของเขากลับมองไปยังร่างบางที่เพื่อนเขาพามาด้วยอย่างมีเลศนัย ขุนศึกมั่นใจว่าเขาเดาไม่ผิดอย่างแน่นอนว่าเจ้าสาวของทิวาเพื่อนรักของเขาเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่เธอคนนี้ ทิวารอผู้หญิงเพียงคนเดียวมาตลอด 15 ปี ไม่มีทางที่มันจะยอมแต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่เธอคนนี้อย่างแน่นอน “ยัยนี่ไง” พันทิวาชี้ไปยังร่างบางที่กำลังนั่งทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ข้างๆ ของเขา จันทร์เจ้าเงยหน้าขึ้นมามองทุกคนเล็กน้อย พร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้กับพวกเขา สำหรับจันทร์เจ้าแล้วเธอไม่มีอะไรที่จะต้องปฏิเสธอยู่แล้ว ในเมื่อลงเรือลำเดียวกับเขาแล้ว ตลอด 1 ปีหรือระหว่างที่รอให้เรื่องมันเงียบ เธอก็มีหน้าที่หาเงินมาคืนป้าวราลี และก็ยังมีเรื่องอีกมากมายให้เธอต้องจัดการระหว่างนี้ด้วย “แค่กๆๆ / ห๊ะ!!” “มึงพูดอีกทีสิ” “ดูปากกูนะ... อาทิตย์หน้ากูจะแต่งงานกับยัยนี่” “หึหึ” “อะ เอองั้นก็ต้องฉลองสิวะ” เสือที่ดูจะมีสติมากกว่าน้องชายฝาแฝดของเขาอย่างสิงพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศที่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงที่ออกไปจากชีวิต แต่ไม่เคยออกไปจากหัวใจของพันทิวาเพื่อนรักของเขา ‘ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่เพื่อนรักของพวกเขาเฝ้ารอมานานแสนนาน’ “แน่นอนสิวะ” “ไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้ทิจะได้แต่งงานเป็นคนแรกของกลุ่ม” “หึหึ คนหล่ออย่างกูแต่งคนแรกก็ไม่เห็นจะแปลก” ทิวาเอ่ยบอกกับเพื่อนๆ พร้อมกับส่งยิ้มไปให้พวกมันอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะหันไปมองร่างบางตรงหน้าที่กำลังเบะปากมองบนมาที่เขาอยู่ ร่างสูงยกยิ้มให้กับเธอเล็กน้อยอย่างลืมตัวก่อนจะแกล้งมองไปทางอื่นแทน โดยทุกการกระทำของทิวาอยู่ในสายตาของเพื่อนรักของเขาทั้งหมด หลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จทิวาและเพื่อนๆ ของเขาก็พูดคุยกันอยู่นาน ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับ เพราะระยะทางจากคาเฟ่ถึงไร่พันแสงค่อนข้างไกลกว่าจะถึงก็คงมืดค่ำพอดี ดวงตาหวานหยาดเยิ้มของจันทร์เจ้ามองเหม่อออกไปยังถนนตรงหน้าอย่างกับคนที่กำลังคิดอะไรอยู่สักอย่าง ‘ต้องมีเรื่องอะไรมากกว่าโดนโกงจนคุณพ่อล้มละลายแน่ๆ ไหนจะมีข่าวว่าโรงงานกับสิ้นค้าเลี่ยงภาษาอีกคุณพ่อไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นอย่างแน่นอน’ ‘นายนภพลคนนั้นต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล...ฉันต้องรู้ให้ได้ แต่อยู่ที่นี่จะรู้ได้ยังไงกันละเนี่ย เฮ้อออออ!!’ “คิดอะไรอยู่” ร่างสูงหันไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยความสงสัย ตั้งแต่ออกมาจากคาเฟ่เธอก็เอาแต่นั่งเงียบ ไม่พูดไม่จาผิดวิสัยของคนช่างพูดช่างจาอย่างเธอจริงๆ “ไม่ได้คิดอะไร” “ทิวา” “ว่าไง?” “นายคิดว่าคนเราจะทำลายชีวิตของคนอื่นได้เพียงเพราะเงิน...อะ เอ่อช่างเถอะ” จันทร์เจ้าหันไปถามร่างสูงก่อนที่เธอจะคิดอะไรขึ้นมาได้ว่าไม่ควรจะถามเขาออกไปแบบนั้น ยังไงทิวาก็คงจะไม่รู้เรื่องอะไร ถามไปก็คงจะไม่ได้ความอะไรอยู่ดี “ได้สิ…เงินมันเปลี่ยนคนได้” “นายไม่เห็นเปลี่ยนเลย” “หึหึ ก็เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ฉันหามาด้วยความสุจริตจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองไง แต่บางคนก็ได้มาเพราะความเชื่อใจของคนอื่น คนโลภเท่านั้นแหละที่จะเปลี่ยนไปเพราะเงิน” ร่างสูงพูดขึ้นในขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังถนนเบื้องหน้า “นายนี่ก็มีความคิดเหมือนกันนะเนี่ย” จันทร์เจ้ามองไปยังร่างสูงตรงหน้านิ่งๆ ก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะหันหน้าหนีเขาไปอีกทาง “มีอะไรอยากให้ฉันช่วยไหม” “ไม่มี” “เธอจะมาเป็นเมียฉัน ไม่มีอะไรเธอขอแล้วฉันทำให้ไม่ได้หรอกนะจันทร์เจ้า” ร่างสูงพูดขึ้นในขณะที่ตาคมยังคงมองออกไปยังเส้นทางตรงหน้า “แค่เมียในนามนายไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้” “หึหึ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD