“Scar is the proof of a healed wound.”
-Slumdog Millionaire-
(แผลเป็น คือ สิ่งที่เตือนให้เรารู้ว่าบาดแผลของเราถูกเยียวยาแล้ว)
“เชี้ย!! มันพาใครมาวะเนี่ย” ขุนศึกพูดขึ้นเสียงดังด้วยความตกใจ ทำให้เสือและสิงหักไปมองตามสายตาของเพื่อนรักตรงหน้าด้วยความสงสัย ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกใจไม่ต่างกัน ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นทิวาไปไหนมาไหนผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่พันดาวน้องสาวของมันเลยสักครั้ง สงสัยพายุลูกใหญ่กำลังจะถล่มเชียงใหม่เสียแล้วสิ
“เชี้ย!! / เชี้ย!!”
“แหมๆ!! ...ไม่ได้เจอกันแค่เดือนเดียว นี่มึงมีแฟนแล้วเหรอวะไอ้ทิ” เสือเอ่ยแซวเพื่อนรักที่พึ่งเดินเข้ามาภายในร้าน ก่อนที่เขาจะชะงักไปเล็กน้อยที่ได้เห็นใบหน้าของร่างบางที่เดินตามหลังเพื่อนเขามา ถึงตอนนี้เธอจะดูโตขึ้นมากแต่ใบหน้าสวยหวานยังคงละม้ายคล้ายเดิมอยู่มากทีเดียว
“นะ นี่...” สิงพูดอ้ำๆ อึ้งๆพร้อมกับมองไปที่เพื่อนรักและผู้หญิงที่เดินตามเข้ามาใหม่ ก่อนจะมองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะทำตัวไม่ถูกกันเลย
“สวัสดีค่ะ จันทร์เจ้านะคะ ไม่รู้ว่าพี่ๆ ยังจำกันได้อยู่ไหมไม่ได้เจอกันนานเลย”
“จำได้สิครับ พวกพี่ไม่มีใครลืมน้องจันทร์เจ้าหรอกครับ” เสือพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่เพื่อนรักอย่างมีเลศนัย ทำให้ร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆ ทิวาเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัยในคำพูดของร่างสูงตรงหน้า
“คะ?”
“ก็...”
“พวกมึงเงียบปากไปเลย แล้วเธอน่ะไม่หิวแล้วรึไง” ทิวาพูดขัดสิงขึ้นมาทันทีก่อนที่เพื่อนรักคนนี้จะทีนได้พูดอะไรออกมา เขาเดินนำเพื่อนคนอื่นๆ ไปนั่งยังเก้าอี้ที่ถูกเตรียมไว้ให้ก่อนจะจ้องไปยังสมาชิกคนอื่นนิ่งๆ
“เชิญๆ ครับ” ขุนศึกเอ่ยบอกกับจันทร์เจ้าพร้อมกับผายมือให้เธอเดินนำพวกเขาเข้าไปด้านใน
“ค่ะ”
“ที่รักนี้น้องจันทร์เจ้า เป็นอะ เอ่อ...” ขุนศึกแนะนำร่างบางที่กำลังเดินเข้ามาหาเราให้กับจันทร์เจ้าได้รู้จักอย่างเป็นกันเอง
“...”
“จันทร์เจ้านี่ลูกพีชแฟนพี่เองครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” จันทร์เจ้าเอ่ยบอกกับร่างบางตรงหน้าอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้กับเธอ
“ไปทานข้าวกันดีกว่านะคะ” ลูกพีชพูดขึ้นเสียงอ่อนก่อนที่คนอื่นๆ จะเดินไปนั่งยังที่ของตัวเอง
“มานี่ยัยหัวเน่า”
“...” จันทร์เจ้าหันไปมองตามเสียงเรียกของทิวาตาขวาง แต่ก็ยอมเดินไปนั่งข้างร่างสูงแต่โดยดี
“ถ้านายเรียกฉันแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นอีกฉันจะกัดหูนายนายแล้วนะ” จันทร์เจ้ากระซิบบอกกับร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ เสียงเบาเพื่อให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน
“กันหู?...ตัวเตี้ยอย่างเธอกัดฉันถึงด้วยเหรอ”
“ลองดูไหม?”
“หึหึ”
“ว่าแต่เป็นไงมาไงถึงได้มาด้วยกันได้” เสือที่เก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหวจึงเอ่ยถามแทนเพื่อนคนอื่นๆ ออกไป พร้อมกับมองไปยังชายหญิงตรงหน้าอย่างรอคำตอบ
“อะ เอ่อ”
“ก็ไม่เป็นไง อาทิตย์หน้าเคลียร์คิวของพวกมึงให้ว่าง” ทิวาเอ่ยบอกกับเพื่อนๆ ของเขาด้วยน้ำเสียงปกติ พร้อมกับมองไปที่เพื่อนของเขานิ่งๆ แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
“ทำไมวะ”
“กูจะแต่งงาน”
“ห๊า!! / ห๊ะ!! / ห๊ะ!!” เพื่อนทั้งสามคนของทิวาอุทานออกมาด้วยความตกใจ พร้อมกับมองเพื่อนรักอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาพึ่งได้ยิน
“กับใครวะ” ขุนศึกเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้าของเขาออกไปด้วยความสงสัย แต่สายตาของเขากลับมองไปยังร่างบางที่เพื่อนเขาพามาด้วยอย่างมีเลศนัย ขุนศึกมั่นใจว่าเขาเดาไม่ผิดอย่างแน่นอนว่าเจ้าสาวของทิวาเพื่อนรักของเขาเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่เธอคนนี้ ทิวารอผู้หญิงเพียงคนเดียวมาตลอด 15 ปี ไม่มีทางที่มันจะยอมแต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่เธอคนนี้อย่างแน่นอน
“ยัยนี่ไง” พันทิวาชี้ไปยังร่างบางที่กำลังนั่งทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ข้างๆ ของเขา จันทร์เจ้าเงยหน้าขึ้นมามองทุกคนเล็กน้อย พร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้กับพวกเขา
สำหรับจันทร์เจ้าแล้วเธอไม่มีอะไรที่จะต้องปฏิเสธอยู่แล้ว ในเมื่อลงเรือลำเดียวกับเขาแล้ว ตลอด 1 ปีหรือระหว่างที่รอให้เรื่องมันเงียบ เธอก็มีหน้าที่หาเงินมาคืนป้าวราลี และก็ยังมีเรื่องอีกมากมายให้เธอต้องจัดการระหว่างนี้ด้วย
“แค่กๆๆ / ห๊ะ!!”
“มึงพูดอีกทีสิ”
“ดูปากกูนะ... อาทิตย์หน้ากูจะแต่งงานกับยัยนี่”
“หึหึ”
“อะ เอองั้นก็ต้องฉลองสิวะ” เสือที่ดูจะมีสติมากกว่าน้องชายฝาแฝดของเขาอย่างสิงพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศที่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงที่ออกไปจากชีวิต แต่ไม่เคยออกไปจากหัวใจของพันทิวาเพื่อนรักของเขา ‘ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่เพื่อนรักของพวกเขาเฝ้ารอมานานแสนนาน’
“แน่นอนสิวะ”
“ไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้ทิจะได้แต่งงานเป็นคนแรกของกลุ่ม”
“หึหึ คนหล่ออย่างกูแต่งคนแรกก็ไม่เห็นจะแปลก” ทิวาเอ่ยบอกกับเพื่อนๆ พร้อมกับส่งยิ้มไปให้พวกมันอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะหันไปมองร่างบางตรงหน้าที่กำลังเบะปากมองบนมาที่เขาอยู่ ร่างสูงยกยิ้มให้กับเธอเล็กน้อยอย่างลืมตัวก่อนจะแกล้งมองไปทางอื่นแทน โดยทุกการกระทำของทิวาอยู่ในสายตาของเพื่อนรักของเขาทั้งหมด
หลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จทิวาและเพื่อนๆ ของเขาก็พูดคุยกันอยู่นาน ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับ เพราะระยะทางจากคาเฟ่ถึงไร่พันแสงค่อนข้างไกลกว่าจะถึงก็คงมืดค่ำพอดี
ดวงตาหวานหยาดเยิ้มของจันทร์เจ้ามองเหม่อออกไปยังถนนตรงหน้าอย่างกับคนที่กำลังคิดอะไรอยู่สักอย่าง
‘ต้องมีเรื่องอะไรมากกว่าโดนโกงจนคุณพ่อล้มละลายแน่ๆ ไหนจะมีข่าวว่าโรงงานกับสิ้นค้าเลี่ยงภาษาอีกคุณพ่อไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นอย่างแน่นอน’
‘นายนภพลคนนั้นต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล...ฉันต้องรู้ให้ได้ แต่อยู่ที่นี่จะรู้ได้ยังไงกันละเนี่ย เฮ้อออออ!!’
“คิดอะไรอยู่” ร่างสูงหันไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยความสงสัย ตั้งแต่ออกมาจากคาเฟ่เธอก็เอาแต่นั่งเงียบ ไม่พูดไม่จาผิดวิสัยของคนช่างพูดช่างจาอย่างเธอจริงๆ
“ไม่ได้คิดอะไร”
“ทิวา”
“ว่าไง?”
“นายคิดว่าคนเราจะทำลายชีวิตของคนอื่นได้เพียงเพราะเงิน...อะ เอ่อช่างเถอะ” จันทร์เจ้าหันไปถามร่างสูงก่อนที่เธอจะคิดอะไรขึ้นมาได้ว่าไม่ควรจะถามเขาออกไปแบบนั้น ยังไงทิวาก็คงจะไม่รู้เรื่องอะไร ถามไปก็คงจะไม่ได้ความอะไรอยู่ดี
“ได้สิ…เงินมันเปลี่ยนคนได้”
“นายไม่เห็นเปลี่ยนเลย”
“หึหึ ก็เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ฉันหามาด้วยความสุจริตจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองไง แต่บางคนก็ได้มาเพราะความเชื่อใจของคนอื่น คนโลภเท่านั้นแหละที่จะเปลี่ยนไปเพราะเงิน” ร่างสูงพูดขึ้นในขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังถนนเบื้องหน้า
“นายนี่ก็มีความคิดเหมือนกันนะเนี่ย” จันทร์เจ้ามองไปยังร่างสูงตรงหน้านิ่งๆ ก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะหันหน้าหนีเขาไปอีกทาง
“มีอะไรอยากให้ฉันช่วยไหม”
“ไม่มี”
“เธอจะมาเป็นเมียฉัน ไม่มีอะไรเธอขอแล้วฉันทำให้ไม่ได้หรอกนะจันทร์เจ้า” ร่างสูงพูดขึ้นในขณะที่ตาคมยังคงมองออกไปยังเส้นทางตรงหน้า
“แค่เมียในนามนายไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้”
“หึหึ”