“One day your life will flash before your eyes. Make sure it’s worth watching.”
-The Bucket List-
(ในวันหนึ่งภาพชีวิตของคุณจะฉายขึ้นตรงหน้า ดังนั้น จงทำในสิ่งที่มีคุณค่าต่อการชมในทุกๆ นาทีและทุกวันของชีวิต)
“ขยับเข้ามาใกล้กันหน่อยครับ” ช่างภาพเอ่ยบอกกับว่าที่บ่าวสาวตรงหน้าอย่างนอบน้อม ถึงเขาจะบอกประโยคนี้กับทั้งคู่มาเกือบ 10 นาทีแล้วก็ตาม แต่คำว่า ‘ลูกค้าคือพระเจ้า’ มันค้ำคอเขาอยู่ทำให้เขาได้แต่ยิ้มให้กับทั้งสองคนตรงหน้าแทนที่จะพูดอะไรไปมากกว่านี้
“อะ! ไอ้บ้าทิ” ร่างบางร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจที่โดนแขนแกร่งรั้งเอวบางของเธอเข้าหาตัวเขาอย่างแรง
“รีบถ่ายจะได้รีบเสร็จ”
“นายอยากได้ภาพที่แสดงตัวตนของเราทั้งคู่ใช่ไหม” ร่างบางเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับก้มลงไปมองเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์รัดรูปของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะมองไปที่เสื้อผ้าหน้าผมของร่างสูงตรงหน้าอีกครั้ง
ผู้ชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก่อนที่เธอจะจากไปเขาเป็นแบบไหนตอนนี้เขาก็ยังคงเป็นแบบนั้น ก่อนหน้านี้เขาชอบใส่การเกงยีนส์ขาดๆ ซีดๆ กับเสื้อยืดสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตเก่าๆ ตอนนี้เขาก็ยังคงเป็นแบบนั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปสิ่งนั้นก็คือ นาฬิกาเรือนละ 10 ล้านที่เขากำลังสวมใส่มันอยู่ คนอย่างพันทิวาไม่มีทางซื้อของปลอมมาใส่อย่างแน่นอน ‘เชื่อเขาเลยจริงๆ’
“ใช่ไง”
“อึบ”
ทันทีที่ร่างสูงตรงหน้าพูดจบร่างบางก็กระโดดขึ้นไปขี่หลังร่างสูงทันที ถึงชายหนุ่มจะไม่ทันตั้งตัวกับการกระทำของเธอ แต่เขาก็จับขาเรียวของเธอไว้แน่นไม่ปล่อยให้เธอตกลงไป
“ทำอะไรของเธอ”
“เอ้า! ก็นายบอกเอง...”
“ก็...”
“นี่ทิวานายก็รู้ว่าคู่ของเราตีกันมาตลอด นายคงไม่คิดว่าเราจะได้ภาพหวานแหววหรอกนะ” ร่างบางวางปลายคางลงบนไหล่แกร่งของร่างสูงก่อนจะถามเขาออกไปเสียงใส่ พร้อมกับจ้องใบหน้าหล่อเหลาอย่างรอคำตอบ
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเถียงกันช่างภาพก็ยังคงทำหน้าที่เก็บภาพต่อไปโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา ก่อนหน้านี้เขาได้รับบรีฟจากว่าที่เจ้าบ่าวว่าให้เก็บภาพทุกอริยาบทของพวกเขาทั้งคู่ ส่วนเรื่องเงินเดี๋ยวเขาจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมด
“หึหึ” ร่างสูงยกยิ้มออกมาอย่างชอบใจก่อนจะหันหน้ากลับไปมองร่างบางที่อยู่บนหลังแกร่งของเขา ร่างบางชะงักไปทันทีที่ปลายจมูกโด่งของเขาชนเข้ากับปลายจมูกของเธอ ไม่ต่างอะไรจากร่างสูงที่ในตอนนี้อกข้างซ้ายของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับว่ามันจะหลุดออกมาจากอกข้างซ้ายของเขาเสียให้ได้
เพียะ!!
“ยิ้มอะไรของนาย” จันทร์เจ้าที่ดูจะได้สติก่อนตีอกแกร่งของร่างสูงตรงหน้าเบาๆ ก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับไปมองกล้องดังเดิม
“เผื่อเธอลืมว่าเรากำลังถ่ายรูปกันอยู่” ร่างสูงพูดขึ้นก่อนจะหันหน้าหนีไปอีกทางพร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความเขินอาย
“อ่อ ยิ้มกว้างๆ นะ” พูดจบร่างบางก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับยิ้มหวานให้กับกล้อง ก่อนที่มือบางจะดึงหูทั้งสองข้างของร่างสูงตรงหน้าอย่างหมั่นเขี้ยว ทำให้ชายหนุ่มที่โดนลอบทำร้ายร้องออกมาเสียงหลง
“อ้า!!! โอ้ยยยย!!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เอารูปนี้เลยนะ หน้านายต้องตลกแน่ๆ” ร่างบางหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ก่อนจะเอ่ยบอกกับทิวาด้วยน้ำเสียงสดใส
“หึหึ” ทิวาหันกลับไปมองร่างบางเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะคิดอะไรขึ้นมาได้ ริมฝีปากหนายกยิ้มขึ้นมาอย่างชอบใจ
“คิดจะทำอะไรของนาย” ร่างบางเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้าออกไปอย่างไม่ไว้ใจ เธอทำท่าจะลงจากหลังแกร่งของเขาแต่มีเหรอที่คนอย่างพันทิวาจะยอมปล่อยเธอลงไปง่ายๆ
“เธอยังจำตอนเด็กๆ ได้ไหมที่เราเคยเล่นขี่ม้าส่งเมืองด้วยกัน”
ขี่ม้าส่งเมืองเป็นการเล่นเลียนแบบวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านในสมัยโบราณที่ยังมีการปกครองในระบบเจ้าขุนมูลนาย มีเจ้าเมืองเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ รวมทั้งเป็นการเล่นเลียนแบบการใช้ม้าเป็นพาหนะในการขี่ เป็นการละเล่นเพื่อความรื่นเริงในยามว่าง ปัจจุบันยังมีการเล่นกีฬาขี่ม้าส่งเมืองอยู่ แต่ผู้ใหญ่หรือคนหนุ่มสาวไม่ค่อยนิยมเล่นกันแล้ว กลายเป็นกีฬาของเด็กๆเล่นกันโดยทั่วไปนั่นเอง
“จะ จำไม่ได้”
“แต่ฉันจำได้” พูดจบว่าที่เจ้าบ่าวก็พาว่าที่เจ้าสาวของเขาออกวิ่งทันที ด้วยความตกใจแขนเรียวของร่างบางจึงกอดคอของร่างสูงตรงหน้าเอาไว้แน่น
“ว๊ายยยย!! ไอ้บ้าทิ ถ้านายทำฉันตกลงไปฉันจะกัดหูนายให้ขาดเลยคอยดู”
“เมื่อก่อนฉันก็ไม่เคยปล่อยให้เธอตก ตอนนี้ฉันก็จะทำแบบนั้น” ร่างสูงพูดขึ้นก่อนจะพาร่างบางวิ่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนาน
“ฮ่าฮ่าฮ่า / ฮ่าฮ่าฮ่า” ทั้งคู่เล่นสนุกกันจนลืมไปเลยว่าที่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาทั้งสองคน ช่างภาพก็ยังคงตั้งใจคำหน้าที่ของตัวเองต่อไป พร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มออกมาอย่างพอใจกับรูปที่ถ่ายได้ โลเคชั่นในไร่พันแสงมุมนี้สวยและดูอบอุ่นอยู่แล้ว แต่พอได้รับความน่ารักสดใสของว่าที่บ่าวสาวเข้าไปมันยิ่งทำให้ภาพที่เขาถ่ายออกมาดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก
“ษา...”
“หืม?”
“ษาคิดเหมือนลีรึป่าว” วราลีเอ่ยถามเพื่อนรักที่ยื่นอยู่ข้างๆ ออกไปในขณะที่สายตาคมยังคงจับจ้องไปที่ลูกชายและลูกสะใภ้ตาไม่กระพริบ พร้อมกับยกยิ้มออกมาอย่างปลื้มปริ่ม
“คิดสิ พวกเขาไม่ได้เจอกันตั้ง 15 ปี ตอนแรกษาก็กังวล แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ”
“ลีเองก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะเข้ากันได้ดีขนาดนี้”
หญิงวัยกลางคนแอบมองลูกๆ ของพวกเธออยู่ห่างๆ ใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มของคนทั้งคู่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเธอรู้สึกยินดีแค่ไหนที่ได้เห็นภาพต้องหน้า
-ร้านอาหาร-
“แกว่ายังไงนะ” มิลค์เจ้าของร้านอาหารภายในไร่ทองดีเอ่ยถามร่างบางตรงหน้าออกไปอีกครั้งอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพึ่งได้ยิน
‘มิลค์’ เป็นลูกสาวคนเล็กของ ‘มณตรี’ เจ้าของไร่ทองดี เธอยังมีพี่ชายอยู่อีกหนึ่งคนชื่อว่า ‘ศิลา’ ถึงพ่อและพี่ชายของเธอจะมองว่าไร่พันแสงและพันทิวาเป็นคู่แข่ง แต่เธอกลับไม่คิดอย่างนั้นพันทิวาทั้งหล่อและมีความสามารถเธอประทับใจในตัวของเขาทุกครั้งที่ได้เจอ และไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องเป็นของเธอแค่คนเดียวเท่านั้น
“คุณทิวากำลังจะแต่งงานค่ะคุณมิลค์ ตอนนี้คนงานในไร่กำลังช่วยกันเตรียมงานแต่งกันยกใหญ่เลยค่ะ”
“เธอแน่ใจใช่ไหม” ปีใหม่เธอเป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องและเพื่อนรักของมิลค์เอ่ยถามขึ้นเพื่อความมั่นใจ ก่อนที่เธอจะหันไปมองร่างบางตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง
“มั่นใจค่ะ ถึงจะเป็นงานที่จัดขึ้นภายใน แต่คุณลีลงมาคุมงานด้วยตัวเองเลยนะคะ”
“อ๊ายยยย!! มิลค์ไม่ยอมนะปีใหม่เธอต้องช่วยฉัน”
“ใจเย็นๆ สิมิลค์โวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์ เธอควรมีสติจะได้คิดออกว่าจะทำยังไงต่อไปดี” ปีใหม่เอ่ยบอกกับร่างบางตรงหน้าเสียงอ่อน พร้อมกับมองไปที่เพื่อนรักของเธออย่างเข้าใจ
“จะให้ฉันใจเย็นได้ไง พี่ทิวากำลังจะตกไปเป็นของคนอื่นนะ ฉันชอบของฉันมาตั้งนานฉันไม่ยอมให้ใครมาแย่งเขาไปง่ายๆ หรอกนะ”
“ฉันรู้ เพราะแบบนี้ไงเธอถึงต้องใช้สติมากกว่าอารมณ์”
“เธอมีแผนอะไรก็ว่ามาสิ” มิลค์หันไปถามเพื่อนรักอย่างหัวเสีย ก่อนจะนั่งลงยังที่ของตัวเองอีกครั้ง
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” มิลค์หันกลับไปถาม ‘ตอง’ คนงานของไร่พันแสง เธอถูกมิลค์ซื้อตัวมาตั้งแต่เมื่อปีก่อน ตองมีหน้าที่คอยเป็นหูเป็นตาให้กับมิลค์เพื่อตอบแทนบุญคุณที่มิลค์เคยช่วยครอบครัวของเธอเอาไว้
“ชื่อจันทร์เจ้าค่ะ เป็นหลานสาวของยายเดือนเห็นคนงานในไร่คุยกันว่าคุณแสงกับคุณลีรักและก็เอ็นดูเธอมากเลยนะคะ”
“แล้วเธอพอจะรู้รึป่าวว่าทำไมพี่ทิวาถึงยอมตกลงแต่งกับมัน” ปีใหม่ถามตองออกไปอีกครั้ง
“จะอะไรได้ล่ะ ก็คงโดนบังคับนั้นแหละ เธอก็รู้นี่ปีใหม่พี่ทิวารักและเคารพยายเดือนมากเขาคงจะไม่กล้าปฏิเสธ” มิลค์เป็นคนตอบคำถามของเพื่อนรักแทน พร้อมกับมองออกไปยังนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เจ็บปวดเหลือทน
“วันนี้เธอกลับไปก่อนเดี๋ยวจะมีคนสงสัยเอา”
“ค่ะ”