“May I admire you again today?”
-Pretty in Pink-
(วันนี้ฉันขอชื่นชมเธออีกครั้งได้ไหม)
“ไอ้หมอน้องแตกไทป่วยเป็นอะไรวะ” ทิวาเอ่ยถามหมอนัยสัตวแพทย์ประจำฟาร์มของเขา พร้อมลูบน้องแตงไทยวัวตัวแรกของฟาร์มด้วยความเป็นห่วง
ฟาร์มพันแสงถูกสร้างมาได้ประมาณ 2 ปีแล้วในช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่ค่อยราบรื่นสักเท่าไหร่ แต่ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาผลประกอบการของฟาร์มก็ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยฝีมือการบริหารงานของทิวา เขาเรียนรู้และฝึกฝนอยู่นานกว่าเขาจะตัดสินในซื้อน้องแตงไทวัวตัวแรกของฟาร์มแห่งนี้ จากวันนั้นจนถึงวันนี้วัวในฟาร์มของเขามีเกือบ 100 ตัวแล้ว
“ท้องเสียวะ แต่ไม่ต้องห่วงกูจัดการเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวก็หาย”
“ขอบใจมึงมาก...หายไวๆ นะลูกพ่อ” ทิวาเอ่ยบอกกับหมอนัยก่อนจะหันไปบอกกับแม่วัวตรงหน้าพร้อมกับลูบลงที่หัวของน้องแตกไทอย่างอ่อนโยน
“โอ้ยยยยย!!...อยู่กับวัวกับม้าทั้งวันทั้งคืนมึงไม่เอาเวลาไปหาเมียบ้างวะ” หมอนัยเอ่ยถามเพื่อนสนิทออกไปเอือมระอา เขารู้จักกับทิวามาตั้งแต่อยู่มหาลัยวิทยาลัยปี 1 เขายังไงเคยเห็นมีสาวๆ คนไหนสามารถเข้ามาในใจของเพื่อนรักคนนี้ได้เลยสักคน จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มี
“หึหึ”
“ขำอะไรของมึงวะ” หมอนัยเอ่ยถามเพื่อนรักตรงหน้าออกมาด้วยความสงสัย
“เรื่องของกูครับ”
“ไอ้เวรนี่”
“กูไปก่อน...ฝากน้องแตงไทด้วยเว้ย” ทิวาเอ่ยบอกกับเพื่อนก่อนจะเดินไปยังรถจี๊ปคันใหญ่ของตัวเองที่จอดอยู่ยังลานจอดรถที่อยู่ไม่ไกล ก่อนโทรศัพท์เครื่องหรูจะสั่นไม่หยุดอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์เก่าๆ ของเขา
ครืดดดดดดดดด~~ ครืดดดดดดดดด~~
“ครับแม่” ร่างสูงกดรับสายทันทีที่เห็นชื่อโชว์อยู่ที่หน้าจอ ตั้งแต่ที่เขารู้ว่าตัวเองจะต้องแต่งงานอย่างกะทันหันกับเจ้าสาวที่แม่ของเขาเป็นคนเลือกให้ เขาก็ดูร่างเริงและยิ้มมากกว่าปกติจนคนงานในไร่ต่างพากันสงสัยว่านายใหญ่ของพวกเขาเป็นอะไร
(อยู่ไหนครับคุณลูกชาย) ปลายสายเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงสดใส ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของทิวายกยิ้มขึ้นมาทันทีอย่างพอใจ เพราะนั่นหมายความว่าทุกอย่างที่เขากำลังตั้งตารอคงจะเกิดขึ้นอีกไม่นาน
“อยู่ฟาร์มครับแม่”
(ตอนบ่ายไปไหนรึป่าวลูก)
“ทิว่าจะไปตรวจงานที่โรงแรมครับ”
(ยกเลิกไปก่อนได้ไหม แม่อยากให้ลูกไปเจอน้าษากับน้องจันทร์ที่บ้านของยายเดือน)
“แต่...”
(ไม่มีแต่ได้ไหมคะคุณลูกชาย น่านะ...)
“ก็ได้ครับ”
(ดีมากลูกรัก แม่วางก่อนนะคะเดี๋ยวแม่จะพาน้าษากับยายเดือนไปทานข้าวก่อน)
“ครับ” ร่างสูงยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจก่อนจะเก็บโทรศัพท์เข้าไปในการเป๋ากางเกงของตัวเองตามเดิม ทิวาผิวปากออกมาอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับเดินกลับไปยังรถของตัวเอง ทุกอย่างในตอนนี้ดูเป็นใจให้กับเขาไปหมด ‘แม่วางก่อนนะคะเดี๋ยวแม่พาน้าษากับยายเดือนไปทานข้าวก่อน’
“ยัยหัวเน่าอยู่ที่บ้านคนเดียวสินะ ไปทักทายสักหน่อยแล้วกัน” พูดจบร่างสูงก็ขับรถจี๊ปคันใหญ่ของตัวเองออกไปทางทิศเหนือของไร่พันแสงของเขาทันที ทิวาจอดรถคู่ใจของตัวเองไว้บริเวณหน้าบ้านพักหลังเล็กของเขา ก่อนจะเดินลัดเลาะไปทางด้านหลังของบ้าน เดินตรงไปไม่ไกลก็จะเห็นประตูรั้วไม้สีขาวสะอาดตาที่กั้นระหว่างสวนของเขากับบ้านยายเดือน
...
จันทร์เจ้ามองไปยังภาพครอบครัวของตัวเองก่อนจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ก่อนหน้านี้เธออยู่กับคุณยายและคุณแม่ทำให้ไม่อยากแสดงความเจ็บปวดออกมาให้กับพวกท่านได้เห็น เพราะกลัวว่าท่านจะรู้สึกไม่ดี แต่พอได้มาอยู่คนเดียวแบบนี้ความรู้สึกมากมายมันก็กลับเอ่อล้นออกมาอีกครั้ง
“ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น” มือบางเช็ดน้ำตาออกจากแก้มนุ่มนิ่มของตัวเองเบาๆ พร้อมกับสูดหายใจเขาลึกๆ อย่างน้อยตอนนี้อาการของคุณพ่อเธอก็ดีขึ้นบางแล้ว คุณยายเดือนถึงจะไม่ได้เจอหน้ากันมานานแต่ท่านก็ยังรักและเอ็นดูเธอเหมือนเดิม ส่วนเรื่องแต่งงานกับทิวาก็ให้คิดซะว่าดีกว่าได้ไปอยู่กับไอ้คุณนภพลอะไรนั่น อย่างน้อยเธอกับทิวาก็เคยรู้จักกันน่าจะยังพอตกลงกันได้อยู่
“15 ปีแล้วที่ไม่ได้กลับมาที่บ้านหลังนี้ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเลยเนอะ” ร่างบางเดินสำรวจรอบๆ บ้านก่อนจะหยุดและเงยหน้ามองต้นฉำฉาต้นใหญ่อายุหลายสิบปี ต้นไม้ต้นเดิมที่เธอกับทิวาเคยปีนเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ มือบางลูบลงที่ต้นไม้ตรงหน้าเบาๆ ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกคิดถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กของตัวเอง รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะเหล่านั้นยังคงฉายภาพชัดเจนในหัวของเธอ
“คิดถึงแกจัง” ร่างบางบ่นพึมพำก่อนที่ดวงตางามจะเห็นร่างสูงที่ตัวเองมั่นใจว่าไม่เคยพบเขามาก่อนอย่างแน่นอนอยู่ไม่ไกล เขายื่นกอดอกพร้อมกับจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“คุณเป็นใคร และเข้ามาในของบ้านของฉันได้ยังไงคะ” จันทร์เจ้าเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้าออกไปด้วยความสงสัย จากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เธอเลือกที่จะยืนอยู่ในที่ของตัวเองซึ่งห่างจากร่างสูงตรงหน้าเกือบ 5 เมตร
“...” ร่างสูงเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของร่างบางตรงหน้า แต่เขากลับเดินเข้าไปหาเธอแทน ร่างสูงชะงักไปทันทีที่เห็นท่าทางที่ดูตกใจของหญิงสาวตรงหน้าพร้อมกับขาเรียวขยับหนีเขาออกไปด้วยความหวาดกลัว
“ยะ อย่าเข้ามานะ”
“จำฉันไม่ได้รึไง” ทิวาเอ่ยถามร่างบางตรงหน้าออกไปด้วยความสงสัย ในขณะที่ใบหน้าหล่อเหลายังคงจ้องมองไปยังใบหน้าสวยหวานของจันทร์เจ้าอย่างไม่ยอมละไปไหน หัวใจของเขาที่เคยแข็งแกร่งราวกับหินผาในตอนนี้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาเคยไปอเมริกาและไปแอบดูเธอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นบ่อยๆ แต่นี้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่ได้อยู่ใกล้เธอแค่เอื้อมแบบนี้ เขาทั้งรู้สึกโหยหาและอยากจะเข้าไปดึงเธอมากอดไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เขาก็รู้ดีว่ามันยังไม่ใช่ตอนนี้...
“ทิวาเหรอ?” เสียงหวานๆ เอ่ยถามร่างสูงตรงหน้า ก่อนจะขยับเข้ามามองทิวาใกล้ๆ ร่างบางเดินวนรอบร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ไกลอย่างต้องการสำรวจเขา ภาพจำของเธอในวัยเด็กคือทิวาเป็นเด็กผู้ชายที่ตัวเล็กๆ พอๆ กับเธอ ถึงใบหน้าจะพอมีเค้าโครงเดิมอยู่บาง แต่ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้
“นายสูงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ไม่ผอมแห้งเหมือนแต่ก่อนแล้วด้วย”
“สำรวจพอยัง? อยากลูบอยากคลำด้วยไหมล่ะ?” ร่างสูงแกล้งถามร่างบางตรงหน้าออกไปอย่างกวนๆ พร้อมกับมองไปที่เธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ถึงปากจะแกล้งพูดออกไปแบบนั้น แต่ในใจลึกๆ ก็หวังอยู่เหมือนกัน
“ไอ้ทิ...” จันทร์เจ้าเอ็ดร่างสูงตรงหน้าพร้อมกับแยกเขี้ยวใส่เขาทันทีด้วยความหมั่นไส้ ผู้ชายคนนี้คือพันทิวาตัวจริงเสียงจริงเลย ผู้ชายที่สามารถยั่วโมโหเธอได้ตลอดเวลาคนนั้น
“เรียกทำไมยัยหัวเน่า” ร่างสูงพูดขึ้นพร้อมกับยื่นกอดอกมองไปที่ร่างบางตรงหน้านิ่งๆ ก่อนที่ริมฝีปากหนาของเขาจะยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจที่ได้เจอกับจันทร์เจ้าคนเดิมที่เขาเคยเจอเมื่อ 15 ปีก่อน
“นั่นมันตอนเด็กๆ ตอนนี้หัวของฉันไม่ได้เน่าสักหน่อย ไม่เชื่อก็ลองดมดูสิ”
ฟอดดดด!!!
“ไอ้ทิ...”
จันทร์เจ้ามองไปยังร่างสูงตรงหน้าอย่างอึ้งๆ เธอแค่แกล้งพูดออกไปแบบนั้นไม่คิดว่าเขาจะทำมันจริงๆ ทิวาเองก็ดูตกใจอยู่ไม่น้อยที่ตัวเองปากไวเกินไปหน่อย
“ก็เธอบอกให้ฉันดม ฉันก็ดมแล้วนี่ไง” ร่างสูงพูดออกมานิ่งๆ ก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อไม่ให้ร่างบางตรงหน้าเห็นว่าเขากำลังยิ้มอยู่
ตุบ!
“อะ โอ้ยยยย!!”
“สมน้ำหน้า” จันทร์เจ้าเตะขาของร่างสูงตรงหน้าอย่างแรง ก่อนจะรีบหันหลังเดินกลับมายังบ้านของตัวเองโดยไม่หันกลับไปสนใจร่างสูงที่กำลังเดินตามมาอีก
“หึหึ”