ไหวหวั่น

1790 Words
ก๊อกๆๆๆ "เข้ามา" ประตูเปิดออกหลังจากได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้องแล้ว กมล เลขาคนสนิทก็เดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าโต๊ะเจ้านายซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับเพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้ชื่อว่า ปรเมศร์ เจ้านายของเขามีไร่ส้มที่ภาคเหนือ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ไร่ แต่เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังศิลาเข้าร่วมทุนกับเพื่อนสนิทสามคนคือ ปรเมศร์หรือคุณใหญ่ และ สิงขร หรือผู้กองสิงห์ ทั้งสามทำธุรกิจส่งออกและเป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกหลายแห่ง เจ้านายของตนจึงเทียวไปมาระหว่างภาคเหนือกับกรุงเทพอยู่เสมอ ทั้งที่ปกติศิลาจะชอบอยู่ที่ไร่ส้มมากกว่า มันสงบร่มรื่นและเป็นอาชีพที่เขาชอบมากกว่าความวุ่นวายในเมืองใหญ่ แต่หากมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนก็จะมาจัดการด้วยตัวเองอย่างตอนนี้ กมลเป็นเด็กในไร่ที่เขาส่งเรียนจนจบปริญญาตรี เป็นเลขาที่เก่งไว้ใจได้คอยดูแลวิ่งงานทุกอย่าง ทำให้ศิลาเบาใจได้ในระดับหนึ่ง "ผมจองที่พักและหาสร้อยเพชรน้ำดีไว้ตามที่พ่อเลี้ยงต้องการเรียบร้อยแล้วนะครับ" กมลเข้ามารายงานเมื่อสิ่งที่เจ้านายต้องการเขาจัดการให้เรียบร้อยแล้ว "ดีมาก กูไม่อยู่ฝากมึงดูแลที่นี่และเอมด้วยนะ" หลังจากวันนั้นเอมวิกาเหมือนจะคิดได้ รักตัวเองและดูแลลูกในท้องเป็นอย่างดี ทำให้เขาสบายใจขึ้นมาก "ครับ ไม่ต้องห่วง ผมจะดูแลคุณเอมเป็นอย่างดีระหว่างที่พ่อเลี้ยงไม่อยู่ครับ” ศิลาลุกออกจากเก้าอี้ทำงานแล้วเดินออกไปหยุดอยู่ริมกระจกใสบานใหญ่ หลังจากที่เขานั่งเคลียร์งานอยู่หลายชั่วโมงเพื่อเตรียมจะเดินทางไปต่างจังหวัดในวันพรุ่งนี้ สายตาคมทอดมองวิวด้านล่างซึ่งเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีแสงอาทิตย์กระทบผิวน้ำสะท้อนแสงระยิบระยับน่ามอง เขากำลังรอใครบางคนอยู่...ใครบางคนที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดถึงแต่เรื่องของเธออยู่เต็มหัวไปหมด มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกงในท่าที่สบาย เฝ้ารอคอยเหยื่อให้มาติดกับ คำตอบจากอิงดาวซึ่งเป็นหมากตัวสำคัญ เขาตระเตรียมการไว้หมดทุกอย่างแล้ว และคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ปฏิเสธ เพียงไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นบนโต๊ะทำงาน ศิลาหันไปมองพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดหยัน ปรากฎขึ้นบนใบหน้าคม หากเดาไม่ผิดเหยื่ออันแสนโอชะได้ติดกับดักเขาเข้าแล้ว "ครับ คุณดาว” "พรุ่งนี้ฉันตกลงไปกับคุณนะคะ เราสองคนเท่านั้น” คำตอบที่รอคอยและประโยคเน้นย้ำทำให้เขาพึงพอใจเป็นอย่างมาก มุมปากหยักยกยิ้มเมื่อเหยื่อเดินมาให้เขาได้จัดการโดยไม่ต้องเหนื่อยเดินออกไปหา และอีกไม่นานเขาจะทำให้พวกมันได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่น้องสาวเขาเคยได้รับ "พรุ่งนี้เจอกันนะครับ ให้ผมไปรับกี่โมงดี" หึหึ...ผู้หญิงคนนี้เดาง่ายเสียกว่าส่องกระจกดูเงาของตัวเองเสียอีก เธอคงเป็นประเภทง่าย ๆ กับใครก็ได้สินะ ขนาดกับตนรู้จักกันเพียงแค่ไม่กี่ครั้งยังใจง่ายไปด้วยเลย “ฉันจะนัดเวลา สถานที่อีกทีนะคะ” มิน่าถึงได้ชอบไปยุ่งกับผู้ชายที่มีเจ้าของแบบนี้ค่อยสมน้ำสมเนื้อกับเขาหน่อย เมื่อถึงเวลาศิลาก็ขับรถไปรับอิงดาวตรงจุดนัดพบ หลังจากนั้นคนทั้งคู่ก็เดินทางไปยังจังหวัดหนึ่งของทางภาคใต้ การเดินทางต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ใบหน้าสดใสแต่งแต้มรอยยิ้มและเสียงหัวเราะตลอดการเดินทางไม่ได้เหนื่อยล้าอย่างที่ศิลาคิดเอาไว้ ตลอดการเดินทางเธอชวนเขาคุยเจื้อยแจ้วเจรจาจนเขาเองไม่ได้รู้สึกเบื่อ ง่วง หรือรำคาญเลยสักนิดเดียว ตรงกันข้ามกับเพลินกับเสียงของเธอที่สรรหาเรื่องคุยมากมายจนไปถึงที่หมายโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มขับรถมาจอดหน้าที่พักที่เขาได้ให้กมลจองไว้ บ้านไม้ตรงหน้าเป็นบ้านพักชั้นเดียวริมทะเลหาดสวยทรายขาว จากจุดนี้สามารถมองเห็นวิวทะเลอันดามันได้อย่างชัดเจน พอลงจากรถก็มีพนักงานมาช่วยหิ้วกระเป๋าเข้าที่พัก อิงดาวตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้มาทะเล และที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดก็อาจเพราะได้มาพักกับคนที่ตนพึงพอใจ ภายในบ้านพักมีสองห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว และหนึ่งห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวสะอาดตาทั้งหลัง หญิงสาวเดินออกไปรับลมนอกระเบียง ดวงตากลมโตทอดมองวิวด้านหน้าแล้วสูดกลิ่นอายของธรรมชาติเข้าเต็มปอด ใบหน้าสวยดูสดใสและอิ่มเอมใจมากกว่าที่เคยเห็น "ชอบไหมครับ" ศิลาถามเสียงนุ่ม แล้วขยับร่างสูงให้ไปหยุดยืนอยู่ข้างๆ พลางหลับตาสูดอากาศเข้าปอดเหมือนกับที่เธอกำลังทำอยู่ในขณะนี้ “คะ” หญิงสาวชะงักหันไปมองหน้าคนถาม ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะสื่อถึงอะไร เพราะเธอเห็นเขายิ้มใส่นัยน์ตาก่อนจะหลับตาลงไปเสียก่อน "ชอบ...สิคะ” หญิงสาวพูดเว้นช่วงเล่นคำกับเขากลับไปบ้าง จนคนรอฟังใจเต้นตึกตักไม่ต่างจากเธอนัก ศิลารู้สึกไม่เหมือนเดิมยามยืนข้างใจเขาแกว่งแปลก ยามยืนอยู่ใกล้เธอทีไรใจเขาเต้นเร็วทุกที อิงดาวเป็นผู้หญิงที่ตัวหอมมากเขาจะได้กลิ่นกายหอมจากตัวเธอเสมอ ทำให้เขาเผลอสูดกลิ่นหอมเข้าปอดไปฟอดใหญ่ ๆ อยู่หลายครั้ง ไม่ใช่กลิ่นไอทะเลอย่างที่อิงดาวคิด “แต่หมายถึงทะเลนะคะ” "ว๊า..แย่จัง ผมนึกว่าที่คุณชอบน่ะหมายถึงผมซะอีก อุตส่าห์ตั้งใจฟังเลยนะ” เขาตัดพ้อไม่จริงจังนัก อิงดาจึงหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ เมื่อเห็นสีหน้าละห้อยของคนตัวโต เธอพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังตั้งท่าขายขนมจีบเธอเองก็พอมองออก "อิจฉาทะเลจัง ผมอยากให้คุณชอบผมแบบนั้นมั่ง คงทำบุญมาน้อยมั้ง" ประโยคตัดพ้อทำเอาแก้มเนียนที่ว่าแดงอยู่แล้วยิ่งขึ้นสีชัดเจนไปอีก ไอ้อาการที่เธอมีความสุขที่ได้อยู่กับเขาแบบนี้เรียกว่าความรักอย่างที่อลิสบอกไว้จริง ๆ หรือเปล่านะ "คุณไม่ต้องตอบผมตอนนี้ก็ได้ เอาเป็นว่าผมจะออกไปธุระก่อน คุณพักผ่อนให้เต็มที่นะครับ ตอนเย็นผมจะกลับมาเอาคำตอบ" พอเห็นอิงดาวนิ่งไป ศิลาก็เลยรีบบอกเพราะกลัวว่าจะเป็นการเร่งอีกฝ่ายเร็วเกินไป "เอ่อ...ค่ะ" อิงดาวรีบถอยห่างบุรุษอันตรายที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ รอยยิ้มมีเสน่ห์ที่เขามอบให้ มันทำให้เธอหวั่นไหวมากเหลือเกิน หรือนี่มันคือความรัก เธอต้องหลงรักเขาเข้าแล้วจริงๆ อย่างที่อลิสบอกแน่ ๆ อีตาบ้าเอ้ย ขยันอ่อยเธอเหลือเกิน แล้วแบบนี้จะไม่ไหวหวั่นได้อย่างไร หาดทรายสีขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หาดแห่งนี้ดูเงียบสงบ บรรยากาศดี ที่นี่เป็นทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมากที่สุดอีกหนึ่งแห่งของทางภาคใต้เลยก็ว่าได้ ถัดไปไม่ไกลยังมีตัวเกาะขึ้นกลางทะเลสูงสลับกันไป ทำให้ได้ชมวิวความงามของท้องทะเลได้อย่างรอบทิศทาง อีกทั้งบริเวณรอบ ๆ หาดมีแนวปะการัง และสัตว์ทะเลนานาชนิดที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บรรยากาศของตัวเกาะเงียบสงบ หาดทรายขาวสวยเหมาะแก่การมาพักผ่อนจริง ๆ เกลียวคลื่นลูกเล็ก ๆ สาดซัดกระทบริมหาด สายลมพัดแผ่วเบา ๆ ในยามเย็นโชยสะบัดกระทบร่างของสองหนุ่มสาวที่กำลังเดินลัดเลาะไปตามริมหาดทรายขาวเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบ "ฉันยังไม่เคยถามเลยว่าคุณทำงานอะไร " อิงดาวเอ่ยถามคนตัวสูงที่เดินเคียงข้างกันมา รู้จักแต่เพียงชื่อ นามสกุลเธอยังไม่เคยถาม และหน้าที่การงานเธอยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวของผู้ชายคนนี้เลย "ผมทำธุรกิจส่งออกหลายอย่างและทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหา ริมทรัพย์กับเพื่อนสนิทอีกสองคน" แต่ไม่ได้บอกเรื่องเป็นเจ้าของไร่ส้มทางภาคเหนือ "คุณนี่เก่งจังเลยนะคะ ฉันเพิ่งเรียนจบยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย” เขาและเธอหยุดยืนมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับเส้นขอบฟ้าสีส้มตัดกับสีของท้องทะเลดูสวยงามจับตา ใบหน้างามฉีกยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อเห็นภาพความงามยามอาทิตย์อัสดง และทันเห็นว่ามีสายตาของคนข้าง ๆ กำลังแอบมองเธออยู่เช่นกัน "เวลาที่คุณยิ้มสวยมากเลยนะครับ รู้ตัวหรือเปล่า ผมอยากให้คุณยิ้มให้แบบนี้บ่อยๆ" เขายื่นมือออกไปปัดปอยผมมาทัดหูให้เธออย่างอ่อนโยน อิงดาวรีบเบือนหน้ามองแสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าอีกครั้งด้วยความขัดเขิน สายตาของเขาละมุนมาก มันทำให้เธอรู้สึกใจเต้นตึกตักจนแทบทะลุออกมานอกอกทุกครั้งที่ได้สบตากัน สองมือใหญ่ยื่นออกไปกุมมือเล็กเอาไว้ อิงดาวหันมองหน้าหล่ออีกครั้งด้วยความตกใจ ศิลายิ้มให้อีกทั้งยังกระชับมือเล็กให้แน่นขึ้นกว่าเดิม "คุณอิงดาว" “คะ” ฝ่ามือหนาที่บีบเธอเบา ๆ ดูอบอุ่นจนทำให้อิงดาวอยากจะวางทุกอย่างในชีวิตไว้กับมือคู่นี้ รอยยิ้มกรุ้มกริ่มยามสบตาทำให้อิงดาวเขินอายจนหน้าแดงจัด แต่ก็ยอมให้เขากุมมือเธอเอาไว้ “จะเร็วไปไหมถ้าผมจะบอกกว่าผมชอบคุณ” พูดจบชายหนุ่มก็บรรจงใส่สร้อยเพชรเม็ดเล็กที่เป็นจี้สีน้ำเงินที่หายาก สวยงามสะดุดตาที่ลำคอรหงของอิงดาว “ขอบคุณนะคะ...สำหรับทุกอย่าง” เธอยิ้มให้เขาอย่างสดใส เขาช่างเป็นคนโรแมนติกทำให้ใจเธอสั่นได้ตลอด ผู้ชายตัวโตคนนี้สร้างความประทับใจให้เธอได้อย่างไม่น่าเชื่อ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD