เนื้อหาในตอนนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงทางเพศ ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพเรื่องราว
ฉันพยายามลืมตาขึ้น ความรู้สึกที่ทุกอย่างมันหนักไปหมด ร่างกายขยับไม่ไหว และสิ่งต่อมาที่รู้สึกคือโลหะเย็นเฉียบนั้นล็อกข้อมือทั้งสองของฉันให้ไพล่หลัง...เสื้อผ้าหายไป ฉันมองไปที่เด็กผมบลอนด์ตัวแสบคนนั้นกำลังมัดอีธานติดกับต้นไม้ใหญ่ การถูกทุบที่ท้ายทอยแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่หรอก อย่างน้อยสมองฉันก็ไม่ได้กระทบกระเทือนจนไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน
"อย่าทำอะไรเธอนะ ขอร้องล่ะ นายอยากจะทำอะไรฉันก็ได้แต่...อย่ายุ่งกับเธอ"
เด็กหนุ่มผมบลอนด์หยิบผ้าขาวจากกระเป๋ากางเกงออกมาและใช้รัดปากอีธานไว้แน่น ฉันพยายามจ้องมองทั้งที่ปวดตาทั้งสองข้าง รู้สึกเหมือนมีเส้นเลือดแตกข้างในตาขวาซะด้วย ฉันมองไปที่พวกเขาและพยายามเปล่งเสียงขอร้องออกมา เพราะฉันรู้ดีว่าไอ้สารเลวพวกนี้คิดจะทำอะไรกับฉันต่อ
"คนนี้ดีกว่าที่เคยเจอเลยว่ะ"
"อย่าทำแบบนี้..."
ฉันอ้อนวอนพวกเขา อย่างน้อยปล่อยอีธานไปก็ยังดี เด็กผมบลอนด์คนนั้นถอดกางเกงยีนส์ออกจนเผยให้เห็นแก่นกายที่ชูชันต้านแรงโน้มถ่วง ไม่รอช้าอีกสองคนที่เหลือก็เดินเข้ามาร่วมวงกับเขา ฉันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเพื่อหวังให้พวกเขาหมดอารมณ์หรือปล่อยฉันไป
ฉันมองที่อีธานเมื่อเด็กคนนั้นกดให้ฉันนอนหงายบนพื้นหิมะก่อนจะถ่างขาฉันออกและเริ่มสอดใส่บางอย่างเข้ามา เด็กนั่นเริ่มกระแทกเข้าและออกอย่างแรงเหมือนสัตว์บ้าคลั่ง ฉันรู้สึกเจ็บที่ท้องน้อย ความรู้สึกที่เหมือนร่างกายกำลังจะฉีกเป็นชิ้นๆ เจ็บชะมัด...ยิ่งฉันฝืนมากเท่าไหร่เด็กคนนั้นก็ยิ่งกระแทกมันเข้ามาแรงขึ้น
ฉันร้องลั่นทั้งๆ ที่ไม่มีแรง แน่นอนว่าฉันไม่ได้มีอารมณ์อยากตอนนี้หรอก อีกสองคนถอดกางเกงออก เด็กหนุ่มผมบลอนด์เปลี่ยนให้ฉันคุกเข่าและคว่ำหน้า เขาใช้เท้าเหยียบศีรษะฉันไว้บังคับให้มองอีธาน หนึ่งในนั้นดันแกนชายเข้าทางด้านหลังฉัน เจ็บจนฉันเริ่มไม่รู้สึกอะไร
ช่วงจังหวะนั้นฉันเห็นได้เลยว่าอีธานกำลังร้องไห้ เขารับไม่ได้หรอกที่เห็นฉันถูกทำอะไรแบบนี้ บางที...เขาอาจจะกำลังคิดถึงภาพที่น้องสาวเขาถูกกระทำแบบนี้อยู่ก็ได้ อีธานเบือนหน้าหนีโดยที่ไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไป
"ฮึก..."
"อา...มองที่แฟนเธอซะสิ ให้เขามองสิ่งที่ฉันทำกับเธอ นั่นแหละ..."
หลังจากพูดจบเด็กหนุ่มผมบลอนด์ก็นอนบนพื้น อีกสองคนช่วยยกร่างของฉันขึ้นคร่อมบนแกนชายของเขา ฉันหมดแรงจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ก่อนจะทรุดบนร่างเด็กผมบลอนด์ที่อยู่ด้านล่างอย่างไม่เต็มใจนัก อีกคนที่อยู่ด้านหลังดึงตัวฉันขึ้นและกระแทกแกนชายเข้ามาถี่กว่าเดิม ฉันร้องเสียงหลงอย่างเจ็บปวด
"คริส ทำให้มันหุบปากที ฉันรำคาญ"
ชายหนุ่มกล้ามโตซึ่งยืนดูในตอนแรกจิกหัวฉันขึ้น ดูจากท่าทางและหน้าตาเขาแล้วคงจะอายุเกินสามสิบแล้วแน่ๆ เด็กคนนี้เป็นใครกันถึงมีคนอายุมากกว่าตามรับใช้ขนาดนี้นะ? ฉันมองแกนชายที่แข็งตัวก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่น เขาใช้สายตาขู่ฉัน ถ้าไม่ทำฉันจะฆ่าเขา สายตาที่ชายคนนั้นมองมาบอกเป็นนัย ฉันจึงยอมทำตามอย่างไร้ทางเลือก
"อย่ากัดนะ... ไม่งั้นฉันจะเลาะฟันเธอออกให้แฟนเธอดู อาาา นั่นแหละ..."
เขากดหัวฉันขึ้นและลงจนสุด จงใจค้างมันไว้จนฉันแทบหายใจไม่ออก ฉันทรมานอยู่อย่างนั้นหลายนาที รู้สึกเหมือนมีเลือดไหลจากช่องทางด้านหลัง แต่ฉันแทบจะไม่รู้สึกอะไรแล้ว เด็กผมบลอนด์เร่งจังหวะตัวเองพร้อมทั้งขยำหน้าอกของฉันจนเขียวช้ำ
'เจ็บ! พอแล้ว ได้โปรด...'
"อะ—อาาาาา"
เขาครางอยู่นานก่อนจะปล่อยน้ำข้นขุ่นในช่องทางด้านหน้าของฉัน รู้สึกตรงนั้นมันปวดหนึบไปหมด ชายกล้ามโตที่ชื่อคริสดึงแกนชายออกจากปากฉันก่อนจะพลิกตัวและสอดใส่มันเข้าทางด้านหน้าต่อ ความเจ็บปวดที่ฉันเจอเทียบกับสิ่งที่อีธานต้องมองแทบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ หนุ่มผมบลอนด์หยิบกางเกงขึ้นมาสวมและเดินไปหาอีธานที่มองเขาด้วยความอาฆาตแค้น
"ดูสิ...แฟนนายตอนนี้มันเหมือนอีตัวข้างถนนดีๆ เลย และฉันมีอะไรสนุกๆ รออีกเยอะ"
"ช่างเขาเถอะน่าลูคัส นายต้องไปเจอพ่อนายตอนเช้าไม่ใช่หรอ? เราไม่มีเวลามาเล่นสนุกหรอกนะ" คริสพูดในขณะที่ยังขยับสะโพกเข้าออก
"แกรีบทำให้มันเสร็จๆ เถอะ"
ฉันเอะใจกันบทสนทนาของเขา แต่ตอนนี้สมองขาวโพลนไปหมด แค่จะทรงตัวยังไม่ไหวเลย ฉันทำได้แค่ปล่อยให้พวกมันทำอะไรให้เสร็จๆ ไป พยายามไม่ขัดขืนเพราะฉันรู้ว่ามันไม่ช่วยอะไร ชายกล้ามโตเลียซอกคอฉันพร้อมกับทิ้งรอยดูดไว้เป็นจ้ำ
สภาพของฉันในตอนนี้ไม่ต่างจากศพนัก เหมือนมีแต่ร่างกาย...พวกมันพูดถูกที่ว่าฉันไม่ต่างกับอีตัวข้างถนน อีธานมองมาที่ฉันพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา สายตาของเขาเหมือนคนอยากจะขาดใจตาย จะมีหนึ่งในเท่าไหร่กันนะที่เจอเรื่องแบบนี้ในวันขอแต่งงาน ฉันคงเป็นผู้หญิงที่ซวยที่สุดในโลกแล้วล่ะ
"อาาาา..."
ทั้งสองดึงแกนชายของตนเองออกอย่างแรง คริสผลักฉันออกให้พ้นตัวอย่างไม่ใยดีก่อนจะปล่อยน้ำสีขุ่นมาบนตัวฉัน แน่นอนว่าหลังจากที่พวกเขาเสร็จธุระแล้วฉันไม่มีแรงพอที่จะหนี พวกมันถอดกุญแจมือที่พันธนาการข้อมือของฉันออก
"เอาไงต่อ?"
"ทำอย่างที่เคยทำไง แต่คราวนี้ฉันอยากจะทำอะไรแปลกใหม่หน่อย ยกโลงในรถออกมาที"
หลังจากนั้นไม่นานพวกมันสามคนก็เดินกลับมาพร้อมโลงไม้ยาวประมาณสองเมตรกว่าๆ พวกมันจะฝังฉันทั้งเป็น? นั่นเป็นความคิดแรกในหัว ไม่ฉันก็อีธานต้องเข้าไปอยู่ในนี้ หรืออาจจะเป็นเราทั้งสองคนเลยก็ได้ มันคงไม่แย่เท่าไหร่หรอกถ้าจะฆ่าฉันแล้วค่อยฝัง แต่ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ไม่จำเป็นจะต้องมีโลงหรอก แค่โยนฉันลงไปแล้วก็เอาดินกลบก็เรียบร้อย และอีกอย่างมันก็ทำให้แน่ใจด้วยว่าฉันจะไม่รอดจริงๆ
"เอาล่ะ"
คริสและเด็กผมแดงลากฉันมานอนข้างๆ อีธานที่ถูกมัดอยู่ก่อนจะลงมือขุดหลุมจากพื้นดินที่อยู่ไม่ไกลนัก ฉันมองอีธาน เขาดูโอเคขึ้น แต่รอยช้ำและเลือดที่ห้ออยู่บนใบหน้าคมเรียวของเขาก็บอกได้ว่าระหว่างที่ฉันสลบไปเขาน่าจะพยายามที่จะหนีเหมือนฉัน แต่สุดท้ายก็จบลงอย่างที่เห็น
"ฉันขอโทษ..."
ฉันเปล่งคำพูด มันเหมือนเสียงกระซิบที่แผ่วเบาในสายลม ไม่รู้ว่าเขาได้ยินฉันไหม ฉันหวังให้อย่างน้อยเขาหนีไปได้ก็ยังดี ให้เขาไปขอความช่วยเหลือ และสัญชาตญาณของฉันก็บอกว่า...ฉันควรจะช่วยเขา ถ้าอีธานมีแรงเหลืออยู่เขาก็น่าจะพอหนีไปได้
ฉันคลานไปหาอีธานและลองล้วงที่กระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ไม่ลืมที่จะหันไปดูเด็กพวกนั้นที่กำลังขุดหลุมอยู่ ฉันพยายามรื้อหาทุกที่แล้วก็ไม่เจอะไรที่สามารถตัดเชือกได้ จนอีธานมองที่ฉันและหันหน้าไปอีกทาง หลังต้นไม้งั้นหรอ? ฉันนึกก่อนจะพาร่างตัวเองคลานไปยังด้านหลัง มีเศษกระจกที่ปักอยู่ในดินไว้ ฉันดึงมันออกมาและยัดมันใส่ไว้ในมืออีธานที่ถูกมัดไขว้หลัง
"บ้าเอ๊ย..."
พวกมันที่นึกว่าฉันจะหนีลากฉันออกจากอีธาน คริสและลูคัสใช้เท้ากระทืบฉันถึงแม้ฉันจะอ้อนวอนพวกเขาแล้วก็ตาม ฉันถูกเตะที่ท้องหลายครั้งจนแทบจะอาเจียน ภาพในหัวมันหมุนติ้วไปหมด ก่อนที่ร่างของฉันจะถูกลากลงไปในโลง ได้ยินเสียงฝาไม้ที่ปิดทับและเสียงตะปูที่ตอกลงมา ก่อนที่ความมืดมิดจะค่อยๆ กลืนกินฉันเข้าไป
ฉันพยายามหายใจให้น้อยที่สุด พยายามหาทางออกก่อนที่พวกมันจะฝังดินลงมา ฉันได้ยินเสียงหัวเราะและคำเหยียดหยาม และสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
ปัง!...ปัง! ปังๆๆ!
และทุกอย่างก็เงียบลงอีกครั้งก่อนที่ดินที่ขุดไว้จะฝังลงมาในหลุม ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่อยู่ด้านบนอีก ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างนั้นพังทลายลงในพริบตา ฉันไม่รู้ว่าพวกมันยิงเขาจริงๆ หรือเพียงแค่แกล้งขู่ แต่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องดีแน่ ออกซิเจนที่เหลือน้อยลงจนแทบจะหายไม่ได้บวกกับการที่ฉันถูกทำร้ายจนเกือบปางตายทำให้ฉันสลบไปอีกครั้ง...
'ผมรู้ว่าโต๊ะอาหารมันไม่ใช่ที่ๆ เหมาะจะขอแต่งงานหรอกนะ'
'ผมรักคุณนะสตีล'
'ฉันก็เหมือนกัน...'
"ฮึก! แค่กๆ"
ฉันฟื้นขึ้นอีกครั้ง ความร้อนที่ถาโถมเข้าใส่ทุกรูขุมขนทำให้ฉันไม่ต่างจากไก่ในเตาอบเท่าไหร่นัก ตอนนี้มีดินที่หนักเกือบๆ สิบกิโลอยู่ด้านบน มีเพียงไม้อัดบางๆ ที่อาจจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ และอีธานที่ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง ทุกอย่างคือปัจจัยที่ทำให้ฉันต้องรีบหาทางออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
"อีธาน?"
ฉันถามเพราะได้ยินเสียงใครบางคนกำลังทำอะไรซักอย่างด้านบน มีเศษดินทะลุผ่านช่องว่างเข้ามา พอลองแตะที่ฝาโลงก็ดูเหมือนมันเบาขึ้นเยอะ ฉันตัดสินใจยกมือขวาตั้งเป็นกำปั้นไว้และทุบฝาโลงทันที ฉันมีเวลาแค่ห้านาทีหรือน้อยกว่านั้นเพื่อออกจากโลงไม้ ไม่อย่างนั้นฉันก็จะขาดอากาศหายใจและเน่าตายอยู่ในนี้ไปตลอดกาล ฉันตั้งหมัดและทุบมันอีกครั้ง...และอีกครั้ง
"ปึ้ง!..ปึ้ง! ครืนนนน"
ฝาโลงถูกพังออกด้วยแรงอันน้อยนิดของฉันก่อนที่ดินจะพุ่งทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฉันตะเกียดตะกายขึ้นไปโดยไม่สนใจแผลที่ถูกไม้ข่วนตรงหน้าท้อง ในที่สุดฉันก็ออกมาได้ ฉันสตั้นไปกับแสงแดดที่แยงตาก่อนจะรู้ตัวว่าฉันนอนทับร่างอีธานอยู่
"ไงสตีล..."
"โอ้พระเจ้า... อีธาน!?"
ฉันมองแผลที่ท้องเขาอย่างตกใจ เขานอนกุมหน้าท้อง ที่ซอกเล็บของเขามีเศษดินอยู่ แสดงว่าเสียงแปลกๆ ที่ฉันได้ยินก็คงเป็นเพราะเขาสินะ ฉันมองเศษเชือกที่ขาดและรอยเลือดเป็นทางยาว อีธานคงจะตัดเชือกสำเร็จหลังจากที่ถูกยิงและคงจะคลานมาเพื่อช่วยฉัน
"คุณไม่เป็นไรนะ?"
"ฉันโอเค"
ฉันรีบกดแผลห้ามเลือดให้เขา ถึงสมองจะยังมึนๆ จากการขาดออกซิเจนอยู่ก็เถอะ ดูจากอาการของอีธานตอนนี้เขาคงไปได้ไม่ไกล แน่นอนว่าโทรศัพท์ของเราทั้งสองคนยังอยู่ในบ้าน จนเมื่อเขาใช้นิ้วชี้ขึ้นไปบนฟ้าฉันถึงได้พบทางออก
ไม้กางเขนที่อยู่บนหลังคาโบสถ์ทำให้เรามีความหวังขึ้นมา ฉันรีบดึงเสื้อแจ๊กเก็ตที่เขาสวมมาใช้เป็นที่ห้ามเลือดไปพลางๆ ก่อนจะพยุงเขาออกไป เราสองคนอยู่ในสภาพสะบักสะบอมกันทั้งคู่ ยังดีที่มีกิ่งไม้แถวนั้นเป็นตัวช่วยในการพยุงเขาไปได้
แถวนี้ค่อนข้างเงียบ สองข้างทางไม่มีอะไรนอกจากป่าทึบและทางเดินยาวที่ไม่รู้จะสิ้นสุดที่ไหน มันทำให้ฉันเริ่มไม่มั่นใจว่าจุดหมายที่เรากำลังจะไปนั้นมีคนอยู่หรือไม่ อาจจะไม่มีใครอยู่ที่นั่น แย่ที่สุดมันอาจจะเป็นเพียงโบสถ์ร้าง แต่มันก็เป็นทางเลือกของเราในตอนนี้ อยู่หรือตาย ฉันพาร่างเปลือยเปล่าของตัวเองและร่างที่บาดเจ็บของอีธานเดินฝ่าพงหญ้าหนาไปจนถึงหน้ารั้วประตูโบสถ์ แสงไฟ...แสงไฟจากในโบสถ์ทำให้ฉันมีความหวัง อีธานพยายามพยุงตัวเองแต่สุดท้ายเขาก็ล้มลงตรงหน้ารั้วโบสถ์ ฉันตัดสินใจวิ่งไปเคาะประตูหน้าทันที
"มีใครอยู่มั้ยคะ?! ได้โปรด...เปิดประตูให้ที"
ภาพด้านหน้าฉันเหมือนกล้องที่ไม่จับโฟกัส จนกระทั่งบาทหลวงหนุ่มเปิดประตูออกมา ฉันไม่เห็นสีหน้าเขาแต่ก็รู้ว่าเขาน่าจะช็อกขนาดไหน อย่างน้อยก็เรื่องที่ฉันแก้ผ้าแถมยังมีเลือดเต็มตัวล่ะ
"ช่วยด้วย..."
ฉันพูดก่อนจะหันไปหาอีธานที่สลบไปเพราะเสียเลือดมาก ก่อนจะล้มลงไปเช่นกันเพราะหมดแรง ทุกอย่างขาวโพลนไปหมดก่อนที่ฉันจะหมดสติไปอีกครั้ง
'ผมรักคุณนะ'
"อีธาน..."
ฉันตื่นขึ้นอีกครั้งบนเตียงของใครบางคน ไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานแค่ไหน จากขนาดของเตียงนอนและโปสเตอร์การ์ตูนที่ติดอยู่รอบๆ ห้องทำให้ฉันรู้ว่าเจ้าของห้องน่าจะเป็นเด็กอายุประมาณสิบขวบ เด็กผู้หญิง...แต่ที่แปลกคือโปสเตอร์ส่วนใหญ่ในห้องนั้นมาจากการ์ตูนเรื่องจอห์นนี่ บราโว เด็กผู้หญิงดูการ์ตูนแบบนี้เนี่ยนะ?
"ฟื้นแล้วหรอ?"
บาทหลวงอีกคนที่ดูแก่กว่าเดินเข้ามาโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงก่อนจะส่งกระปุกยาแก้ปวดมาให้ ตอนนี้ฉันไม่ได้เปลือย แต่กำลังใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนส์หลวมๆ ซึ่งน่าจะเป็นของผู้ชาย คงจะเป็นของบาทหลวงหนุ่มคนนั้นกระมัง
"กินซะ น่าจะพอช่วยได้"
"ขอบคุณค่ะ"
ฉันรับมาและกินยาไปตามคำแนะนำ พวกเขาคงพอจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ ตาขวาของฉันถูกพันด้วยผ้าพันแผลจนมองเห็นได้เพียงตาข้างเดียว แน่นอนว่ามันสาหัสจริงๆ
"คนที่มากับลูกน่ะ...ลูกควรรีบไปหาเขานะ"
"อีธาน?"
ฉันลุกจากเตียงก่อนจะวิ่งออกมาจากห้องไปที่โถงกลางจนเจอกับอีธานที่นอนอยู่บนเก้าอี้ยาว บาทหลวงหนุ่มคนนั้นนั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับท่องภาวนาให้เขา ฉันมองอย่างใจสลายและยอมรับความจริงที่ว่า...อีธานกำลังจะตาย
"พระบิดา...ได้โปรดรับวิญญาณบริสุทธิ์ดวงนี้ โปรดอภัยให้แก่บาปของเขา บัดนี้เขาได้สำนึกต่อบาปและมาที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย ได้โปรดส่งเขาขึ้นสู่สวรรค์อันเป็นดินแดนของท่านชั่วนิรันดร์ อาเมน"
"อาเมน"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ฉันเดินไปหาอีธานก่อนจะคุกเข่าและกุมมือเขาไว้ มือเขาเย็บเฉียบแต่เหงื่อก็ท่วมตัวเหมือนคนเป็นไข้ มีรอยห้อเลือดอยู่เต็มแขน ไม่รู้ทำไมจู่ๆ น้ำตาฉันถึงไหลออกมาเอง ฉันสะอี้นโดยไม่สนใจหลวงพ่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็แค่ร้องไห้เองนะ ฉันคงไม่ชินกับการที่ทำตัวเป็นคนเข้มแข็งกระมังเลยอายที่จะแสดงความเศร้าออกมาแบบนี้
"ที่นี่ไม่มีสัญญาณ พ่อกำลังจะพาเขาขึ้นรถไปโรงพยาบาลแต่...หนุ่มคนนี้อยากเห็นว่าลูกปลอดภัยซะก่อน"
"ผม...ขออะไรได้มั้ยครับ?"
อีธานจับมือฉันก่อนจะดึงแหวนจากนิ้วนางออก ฉันพยายามจะห้ามเขา ไม่ใช่เพราะรังเกียจหรืออะไรหรอกนะ แต่เพราะฉันอยากรีบพาเขาไปรักษาก่อนมากกว่า ถึงแม้โอกาสรอดของเขาจะแทบไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ก็เถอะ และดูเหมือนเขาคงจะอ่านใจฉันออกซะด้วยว่าฉันต้องการที่จะทำอะไร
"อย่าห่วงฉันเลยสตีล ทำสิ่งที่เราต้องการเถอะ"
อีธานพยักหน้ากับบาทหลวงเหมือนเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง เขาเดินไปหยิบคัมภีร์เล่มหนาและยืนอยู่ต่อหน้าเราสองคน ฉันนึกย้อนภาพถึงวันแรกที่เราเจอกันในร้านอาหาร ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับเราสองคน และมันกำลังเลือนหายไปเหมือนทะเลหมอก
"คู่บ่าวสาวที่รัก ลูกมาที่โบสถ์นี้เพื่อสัญญาต่อหน้าพระผู้เป็นบิดา เพื่อขอให้พระเจ้าประทับตราอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อปกป้องความรักของลูก ซึ่งพ่อไม่เห็นการคัดค้านในการแต่งงานครั้งนี้ ขอให้ทั้งสองจับมือกัน และแสดงความสมัครใจต่อหน้าพระบิดา เจ้าบ่าว คุณ..."
"อีธาน...อีธานกับคุณสตีลครับ"
เขาพยายามพูด อีธานร้องไห้เหมือนกัน ฉันรู้ว่าเขาอยากจะปาดน้ำตาให้ฉันจึงยกมืออันซีดเซียวของเขาขึ้นมาแนบแก้ม ให้เขาได้เช็ดน้ำตาฉันอย่างที่ต้องการ
"อีธาน ลูกจะยอมรับคุณสตีลเป็นภรรยา ซื่อสัตย์และรักเธอจนกว่าชีวิตจะหาไม่ใช่ไหม?"
"ครับ..." เขายิ้มทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ไร้การเสแสร้งใดๆ
"คุณสตีล ลูกจะยอมรับคุณอีธานเป็นสามี ซื่อสัตย์ต่อเขาคนเดียวจนกว่าชีวิตจะหาไม่ใช่ไหม?"
"ค่ะ...ฉันยอมรับค่ะ"
ฉันยิ้มให้อีธานก่อนจะปาดน้ำตาให้เขาเช่นกัน มืออันสั่นเทาของอีธานถือแหวนไว้และค่อยๆ สวมมันที่นิ้วนางข้างซ้ายของฉัน
"เชิญคู่บ่าวสาวจูบกันได้"
ฉันโน้มตัวลงไปสัมผัสริมฝีปากเขา เป็นครั้งแรกที่เราได้จูบกันอย่างดูดดื่ม ถึงแม้อะไรหลายๆ จะไม่พร้อมก็เถอะ เราอยู่ในช่วงเวลานั้นนั้นจนเหมือนเวลาเริ่มหยุดลงช้าๆ
ฉันเหมือนได้ยินเสียงอีธานกระซิบเบาๆ ทั้งๆ ที่เราสองคนต่างก็ยังจูบกันอยู่ ผมรักคุณ มันเป็นคำที่เขาชอบพูดกับฉันตลอด ฉันได้ยินมันทุกวันจนเบื่อ แต่คราวนี้มันกลับเป็นคำที่มีค่ามากที่สุดที่ฉันอยากจะได้ยินมันอีกครั้ง เขาถอนจูบนั้นโดยที่เราทั้งสองก็รู้ว่ามันถึงเวลาของเขาแล้ว
"ได้โปรด อย่าทิ้งฉันไปอีธาน"
"ผมรักคุณนะ...สตีล"
นั้นเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ฉันได้เห็นบนใบหน้าของเขาก่อนที่มันจะหายไปพร้อมกับลมหายใจ ฉันนั่งนิ่งอยู่นาน ไม่รู้ว่าตัวเองเหม่อลอยไปถึงไหน แต่ที่ฉันรู้แน่ๆ คืออีธานจากฉันไปแล้ว...
ฉันปิดเปลือกตาของเขาและฝืนตัวเองลุกให้ขึ้น การเห็นคนตายไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับฉันเท่าไหร่ อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องทรมานจากพิษบาดแผลอีกต่อไป บาทหลวงทั้งสองยืนสวดภาวนาให้อีธานจนจบก่อนจะเดินมาหาฉัน
"หลวงพ่อคะ ฉันขอยืมโทรศัพท์เครื่องนั้นได้รึเปล่าคะ?"
บาทหลวงซามูเอลพยักหน้าก่อนจะพาฉันไปที่ห้องครัว ฉันพยายามอย่างมากที่จะไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของสามีฉัน แต่ความแค้นที่ฉันไม่เคยได้ลิ้มรสมานานแสนนานกำลังถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากฉันจัดการล้างมือที่เปื้อนไปด้วยเลือดจากศพอีธาน ฉันรับโทรศัพท์ที่หลวงพ่อยื่นมาและกดหาเบอร์ผู้มีบุญคุณเก่าของฉัน ฉันรู้วิธีการโทรออกโดยไม่มีสัญญาณเพราะเป็นสิ่งที่องค์กรเคยสอนฉันมา ฉันรอสายอยู่พักใหญ่ก่อนจะมีคนรับสาย
'นั่นใครพูดครับ?' เสียงอันไม่พอใจของเขาเหมือนเป็นการจะบอกว่าถ้าฉันไม่เข้าเนื้อหาสำคัญภายในสองนาทีนี้ ฉันต้องถูกเขาเย็บปากแน่นอน
"ขอโทษที่โทรมากวนนะวิกโก้ นี่สตีลนะ พอดีว่าอยากจะคุยอะไรด้วยหน่อย ฉันรบกวนคุณรึเปล่า?"
'สตีล? นี่ก็หลายปีแล้วนะ เธอมีเรื่องเดือดร้อนอะไรรึเปล่า?' แน่นอนว่าวิกโก้ยังไม่รู้ว่าลูกชายเขาทำอะไรลงไป ฉันทำให้ตัวเองใจเย็นลง เพราะหลังจากนี้...ฉันเชื่อว่าสงครามจะเกิดขึ้น และการประกาศศึกครั้งนี้เป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากที่จะทำนัก
"เปล่า ฉันได้ข่าวว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนายกำลังจะได้ตำแหน่งต่อจากนายใช่มั้ย?"
'เธอรู้มาจากไหน?' น้ำเสียงวิกโก้ดูแปลกใจ ฉันไม่อยากจะพูดอะไรต่อหลังจากที่ฉันเริ่มหายใจไม่ทั้วท้อง และความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่าฉันไม่สามารถช่วยอีธานไว้ได้นั้นทำให้ฉันเจ็บกว่าร่างกายที่ถูกกระทำ
"ไม่สำคัญหรอก แต่ฝากบอกเขาทีว่าอะไรที่เขาพรากมันไปจากฉัน...เขาต้องชดใช้คืนด้วยชีวิต"
ฉันวางสายโทรศัพท์พร้อมคราบน้ำตาที่ไหลลงแก้ม สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ฉันต้องเตรียมตัวรับการโจมตีให้พร้อม ฉันกำลังจะฆ่าลูกของปีศาจ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ต่างจากการไปฆ่าตัวตายซักเท่าไหร่ แต่ฉันยังจะเหลืออะไรให้เสียอีกงั้นหรอ?
"ใครก็ได้ ตามลูคัสมาที"
ไม่นานนักลูคัส คริส และเด็กหัวแดงอีกคนก็เดินเข้ามา ทั้งสามแปลกใจที่จู่ๆ วิกโก้ก็เรียกพวกเขาเข้ามากลางห้องประชุมแบบนี้ ชายกลางคนรินบรั่นดีลงในแก้วก่อนจะส่งให้ลูกชาย สีหน้าของวิกโก้แสดงความกังวลจนลูคัสแปลกใจ แต่หนุ่มผมบลอนด์ก็รับแก้วจากผู้เป็นพ่อมา
"ดื่มซะ"
เด็กหนุ่มยิ้มก่อนจะกระดกบรั่นดีจนหมด และเขาก็ไม่ได้ตั้งตัวจากหมัดของผู้เป็นพ่อที่สวนเข้ามาเข้ากลางลิ้นปี่ คนในห้องประชุมที่นั่งคุยกันอยู่เงียบทันทีเมื่อเห็นวิกโก้ทำแบบนั้น และผู้บริหารใหญ่อย่างวิกโก้ก็หมดความอดทนและเตะเข้าที่ลำตัวลูกชายตัวเองจนเขาอาเจียนออกมา
"แกมีอะไรที่ยังไม่ได้บอกฉันรึเปล่า?"
"พ่อหมายถึงอะไร?"
"จะพูดเองหรือให้ฉันพูด"
วิกโก้ถอดเสื้อนอกและพับแขนเสื้อขึ้น คริสและเพื่อนอีกคนทำท่าจะเดินออกจากห้อง แต่พอพวกเขาได้เห็นสายตาของวิกโก้ที่มองมาทั้งสองก็ชะงักไปก่อนจะถอยจากประตู พร้อมกับก้มหน้ายอมรับผิดกับสิ่งที่พวกเขาทำลงไป
"ผมก็แค่เอากับผู้หญิงเอง เหมือนคนอื่นๆ ทำตามที่พ่อบอกทุกอย่าง!"
"งั้นหรอ?" วิกโก้ดึงคอเสื้อเด็กหนุ่มผมบลอนด์ขึ้น "แกพูดว่า...แกทำตามที่ฉันบอกงั้นใช่มั้ย?" วิกโก้สวนหมัดใส่ลูคัสอีกครั้งจนเขาล้มลง ชายกลางคนหายใจอย่างเหนื่อยหอบก่อนจะเดินไปรินเหล้าใส่แก้วให้ตัวเอง
"งั้นฉันถามแกหน่อยไอ้ลูกชาย ผู้หญิงคนนั้นที่แกไปเอาด้วยน่ะ เธอตาสีเทา ผมสีบลอนด์ควันบุหรี่ มีรอยสักว่ามาร์ตินี่อยู่ที่สะโพกใช่มั้ย?"
"พ่อรู้ได้ไง..."
ลูคัสตกใจที่วิกโก้รู้ คนที่อยู่ห้องประชุมต่างพากันกลืนน้ำลายด้วยความกลัวเมื่อได้ยินลักษณะของสาว 'มาร์ตินี่' ที่ลูคัสพูดถึง วิกโก้ถอนหายใจและซดเหล้าเข้าไปอีกอึกจนหมด ทุกอย่างตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม
"เล่ามาอีก"
"ก็แฟนมันกวนประสาทผม ผมก็แค่อยากได้เธอ! แค่ไปดักรอในบ้านแล้วก็ระบายกับนังนั่นเท่านั้นเอง แต่ผมจัดการทุกอย่างแล้วนะ ผมยิงแฟนมัน แล้วก็ฝังยัยนั่นไว้แล้วด้วย ไม่มีหลักฐาน"
"แกฆ่าเขาหรอ?" วิกโก้หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะระเบิดอารมณ์และสวนหมัดใส่ลูคัสอีกครั้ง และวิกโก้ก็สะบัดมือเพราะความเจ็บ เขากวาดตามองคนรอบห้องประชุม
"ผมถือว่าทุกคนรับทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ได้โปรด...การประชุมจบแล้ว"
วิกโก้พูดเป็นเชิงไล่คนในห้องออกไป ชายกลางคนนั่งบนเก้าอี้บาร์ที่อยู่ข้างประตูก่อนจะหยิบบรั่นดีมารินใส่แก้วอีกครั้ง และสายตาของเขาก็เปลี่ยนกลับเป็นความกังวล
"ฉันไม่ได้โกรธกับสิ่งที่แกทำหรอกนะ แต่โกรธที่ว่าไปทำกับใครมากกว่า" วิกโก้มองลูคัสที่ก้มหน้าเงียบ เขาจึงพูดต่อ "เธอชื่อคาเมรอน สตีล เคยเป็นนักฆ่าในองค์กรของเรามาก่อน รอยสักที่แกเห็นน่ะเป็นรหัสของเธอ จนวันนึงเธอมาขอถอนตัวจากเรื่องผิดพลาดที่เราทำไว้ ได้ข่าวล่าสุดก็ที่ว่าเธอไปมีชีวิตใหม่ที่เนเพิล์ส แล้วก็ล่าสุดที่เธอโทรมาบอกว่าแกทำอะไรลงไปนี่ล่ะ"
วิกโก้พูดเท่านั้นก่อนจะหยิบสูทนอกสีน้ำตาลเตรียมจะเดินไปจากห้อง แต่ก่อนที่เขาจะไปก็พูดทิ้งท้ายไว้ให้ชายโฉดสามคนได้รับรู้ถึงสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้
"ฉันเคยเห็นเธอสู้ผู้ชายสามคนด้วยมือเปล่า...บีบลูกตาพวกนั้น และขอบอกแกไว้เลยนะ เธอจะตามฆ่าจนกว่าแกจะตายคามือเธอ มันจะไม่ใช่แค่การตายแบบทั่วๆ ไปด้วย ถ้าไม่จัดการธุระของแกให้เรียบร้อย ธุรกิจทุกอย่างของฉันถือเป็นโมฆะ"
ลูคัสหน้าถอดสีเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย วิกโก้คว่ำแก้วบรั่นดีลงและเดินออกไปจากห้อง ไม่มีคำพูดใดๆ จากผู้เป็นพ่ออีก ทั้งสามมองหน้ากันด้วยความวิตกกังวล
"จะเอาไงต่อ?" คริสถาม
"หาคนมาฆ่ามันซะสิ ผู้หญิงคนเดียวจะแน่แค่ไหนเชียว"
"อยากจะพูดอะไรมั้ย?"
บาทหลวงหนุ่มถามกับฉัน เราเตรียมที่จะฝังศพของอีธาน ฉันทำได้เพียงส่ายหน้าและไม่กล่าวอะไร เขามองและยิ้มเศร้าให้ฉันก่อนจะเริ่มเทดินลงไปยังหลุมด้านล่าง ฉันร้องไห้ตั้งแต่เช้าจนแทบไม่เหลือน้ำตาให้ไหลแล้ว
ผ่านไปไม่นานนักหลุมศพของอีธานก็ฝังเสร็จเรียบร้อย ระหว่างนั้นฉันก็นั่งทำกางเขนปักหลุมศพไปพลางๆ เพื่อไว้ใช้ตกแต่ง จนเมื่อบาทหลวงคนนั้นเดินออกไป ฉันมาที่หลุมศพอีธานอีกครั้งพร้อมกางเขนและช่อดอกเดซี่ที่ฉันเด็ดมาจากบริเวณรั้วโบสถ์
"ฉันรู้ว่าคุณไม่ชอบดอกไม้นะ แต่ก็เอาเถอะ จำตอนที่เราไปดูหนังด้วยกันได้รึเปล่าอีธาน?"
มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เป็นวันที่ฉันอยากจะแกล้งอีธานมากที่สุดขนาดที่ว่าฉันเตรียมแผนไว้พร้อม อีธานไม่ชอบดูหนังผีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทุกครั้งที่ฉันเปิดเรื่องคุยเกี่ยวกับหนังเลือดสาดเขาก็จะปฎิเสธทุกครั้ง
ฉันบอกกับเขาไปว่าเราจะไปดูหนังเรื่องฟิฟตี้ เชดส์ ออฟ เกรย์ด้วยกัน จนเมื่อตอนที่ฉันจองตั๋วหนังให้เขา ฉันแกล้งบอกอีธานว่าฉันเลือกผิดเป็นเรื่องเดอะ วิสิทแทน หนังสยองขวัญเป็นอะไรที่เขาเกลียดเข้าไส้เลยล่ะ แน่นอนว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนเพราะเขาก็ไม่เคยได้ดูตัวอย่างหนังมาก่อน
ทั้งเรื่องที่ฉายอีธานแทบจะไม่ขยับออกจากเก้าอี้เลย...หมายถึงกลัวจนลุกไม่ขึ้นมากกว่า มีฉากนึงที่ทำให้เขาสะดุ้งและร้องกรี๊ดในโรง ตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่ยอมให้ฉันจองตั๋วเองอีกเลย
"คุณกรี๊ดจนฉันยังตกใจเองเลยรู้มั้ย?" ฉันพูดและหัวเราะกับความทรงจำนั้น "แล้วสุดท้ายคุณก็ไม่ได้ไปดูคุณเกรย์กับแอนนา ขอโทษด้วยนะ แล้วอีกอย่างที่ฉันอยากจะขอโทษ..."
ฉันกำหมัดแน่น ลังเลที่จะเอ่ยคำพูดนั้นออกไป
"ฉันขอโทษที่ต้องกลับไปฆ่าคนอีกรอบ"
[End of Chapter 3]