-SOLO PART-
‘เธอไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น’
‘ออก...ไป...!!’
หลังจากที่ยัยตัวเเสบนั่นเดินออกจากห้องทำงานของผมไป ผมก็เดินเข้ามาอีกห้องนึงซึ่งเป็นห้องลับที่มีเพียงผมกับไอ้ทิมมือขาวของผมเท่านั้นที่รู้ ซึ่งประตูทางเข้าก็คือชั้นวางหนังสือใหญ่ตรงมุมห้องทางด้านขวามือ ภายในห้องนี้ถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เรียบหรูเป็นโทนสีดำทั้งหมด มีกระจบบานใหญ่สูงตั้งแต่พื้นจรดเพดานเพียงด้านเดียวของห้อง
“ผู้หญิงอะไรวะหน้าหงุดหงิดชะมัด” ผมยิ่งนึกก็ยิ่งโมโหว่ะ เป็นผู้หญิงซะป่าวแต่ไม่มีความเรียบร้อยเลยสักนิด
ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะคว้าเอาเสื้อเชิ้ตตัวใหม่จากในตู้เสื้อผ้าออกมาสวมแทนเสื้อตัวเก่าที่ยัยตัวแสบนั่นทำเปียก
อื้ออออออ อื้ออออออ
โทรศัพท์ผมสั่นรั่วขนาดนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไอ้พวกนรกส่งมาเกิดเพื่อนของผมเอง โทรศัพท์สั่นรั่วขนาดไม่ใช่เรื่องงานแน่ๆ มีอยู่เรื่องเดียวที่ทำให้พวกมันพิมพ์คุยกันได้ยาวขนาดนี้เป็นอะไรนอกจาเรื่องเหล้า
Line
NakRob : พวกมึงคับ
NakRob : วันนี้เจอกันที่เดิมนะคับ ใครไม่มากูตัดเพื่อนนะคับ
Marcus : เออ ดีงั้นกูไม่ไป
Marcus : กูรอโอกาสนี้มานานล่ะ
NakRob : สัส!!
NakRob : คุณหมอเจซีกับท่านประธานโซโล่คับ ไปมุดหัวอยู่ไหนกันคับ?
JC : กูไม่ไป
JC : เข้าเวร
Marcus : มึงเป็นเจ้าของโรงพยาบาลนะคับคุณหมอ
Marcus : มึงแบ่งงานให้คนอื่นทำบ้างเถอะคับ
NakRob : เออจริง รวยจะตายห่าละไอ้สัส!!
NakRob : แล้วแต่มึงนะคับ แต่ถ้าคุณหมอไม่มา ‘เรื่อง สมภารกินไก่วัด’ มึงแตกแน่
JC : พวกเชี้ย!!
NakRob : ไอ้โซ ไอ้ตัวดีมึงเงียบเลยวะ
SOLO : เออกูไป
นี่แหละพวกเพื่อนผมเราคบกันมาตั้งแต่เรียนผมจำความได้ พ่อกับแม่ของพวกเรารู้จักกัน พวกผมเลยสนิทกันจนเลิกคบกันไม่ได้ เรื่องจริงก็ไม่ใช่เพราะครอบครัวหรอก คงเพราะพวกผมรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้วล่ะมั้ง…เลิกคบกันไปมีหวังความแตกหมด
ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองก่อนล่ะกัน ผมชื่อ ‘เตชัส เดชพิพัฒนพงศ์’ หรือจะเรียกผมว่า ‘โซโล่’ ก็ได้ ถ้าคุณคิดว่าคุณสนิทกับผม ผมเป็นประธานกรรมการ บริษัท ทรี ทรู ทรานสปอร์ต เป็นบริษัทขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ ซึ่งเป็นบริษัทที่ผมรับช่วงต่อจากป๊าของผมเอง จริงๆผมมีธุรกิจสีเทาด้วย แต่ผมขี้เกลียดพูดตอนนี้
NakRob : เออดี พูดง่ายอย่างงี้ค่อยน่าคบหน่อย
SOLO : สัส!!
ผมตอบมันไปแค่นั้นแหละ แล้วก็โยนโทรศัพท์ไปไว้บนเตียงขนาดคิงไซต์ ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ก่อนที่ตัวเองจะทิ้งตัวลงไปยังเตียงตัวเดิม พร้อมกับหลับตาอย่างใช้ความคิด
22.00 น.
“ไม่ต้องไป เดี๋ยวกูขับเองไปจัดการงานที่ฉันสั่ง” ผมเอ่ยบอกกับไอ้ทิมที่กำลังเดินตามผมมาเสียงเรียบ
“...อย่าให้มีอะไรผิดพลาด” ผมเอ่ยย้ำกับมันเสียงเข้ม ไอ้ทิมไม่เคยทำงานพลาดเรื่องนั้นผมรู้ดี แต่ที่ย้ำมันก็เพราะต้องกันไว้ก่อนยังดีกว่าต้องมาตามแก้ไขทีหลัง เรื่องบางเรื่องถ้ามันผิดพลาดไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมาแก้ไขอะไรได้อีก
“ครับนาย” ผมพูดกับไอ้ทิม ก่อนที่ผมจะเดินไปยังรถสปอร์ตคันหรูประจำตำแหน่งคนขับก่อนจะขับมันออกไปทันที
@N_ROB PUB
ผมขับรถเข้าไปจอดยังลานจอดรถ VIP ซึ่งมีที่จอดไว้สำหรับรถเพียงแค่ 4 คัน นั่นเพราะมันมีไว้สำหรับพวกผมเท่านั้น ที่พวกผมได้รับสิทธิพิเศษขนาดนี้ ก็เพราะที่นี่เป็นผับของ ‘ไอ้นักรบ’ เพื่อนสุดที่รักของผมเอง นอกจากมันจะมีผับแล้ว มันยังมีโรงแรม 5 ดาวอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจของที่บ้านมัน
ผมเดินไปตามทางเพื่อขึ้นไปยังที่ประจำของพวกผม ก็คือโซน VVIP อยู่ชั้นบนสุดของผับแห่งนี้ ซึ่งทั้งโซนถูกแบ่งเป็นทั้งห้องสังสรรค์ ห้องทำงานของไอ้นักรบ และยังเป็นห้องนอนของมันด้วย จึงทำให้โซนนี้ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาเพราะมันถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว นอกจากพวกผมก็มีแต่ลูกน้องคนสนิทของไอ้นักรบเท่านั้นที่จะสามารถเข้ามาได้
“ไงท่านประธาน...กว่าจะมาได้นะมึง” ไอ้นักรบทักผมขึ้นเป็นคนแรกด้วยสีหน้าและน้ำเสียงกวนบาทาตามสไตล์มัน
“เสือก!!” ผมตอบมันไปพร้อมกับเดินไปนั่งข้างไอ้เจซี
“ไอ้มาร์คัสยังไม่มาหรอวะ” ผมเอ่ยถามพวกมันออกไป
“ไปห้องน้ำ” ไอ้เจซีตอบผมนิ่งๆ
“ของคุณโซโล่คับ” ไอ้เจคยื่นแก้วเหล้ามาให้ผม มันเป็นลูกน้องมือขวาของไอ้นักรบ และตอนนี้มันก็ต้องเปลี่ยนหน้าที่มาชงเหล้าให้พวกผมแทน ก็อย่างที่ผมบอกโซนนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ใครเข้ามาเลย แม้แต่เด็กเสริฟ หรือเด็กชงเหล้าก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา
“…” ผมรับแก้วมันมาอย่างเงียบๆ
“สมภารนั่งเงียบเลยนะมึง...คิดถึงไก่วัด อ่อวะ 555” ไอ้นักรบพูดกับไอ้เจซี
“เสือก!!” ไอ้เจซีก็ตอบกลับ
‘ไอ้เจซี’ มันเป็นหมอสืบทอดโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ต่อจากปู่ของมัน โรงพยาบาลที่มีคุณภาพส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ หรือแม้แต่การบริการก็จัดได้ว่าดีระดับต้นๆ ของประเทศเลย แต่จริงๆ ที่บ้านมันก็ทำหลายธุรกิจแหละ แต่มันก็คงชอบเป็นหมอมากกว่า มันเลยยึดอาชีพนี้เป็นหลัก ส่วนงานอื่นๆ มันก็ช่วยที่บ้านของมันดูแลอยู่ด้วย ไอ้นี่มันเป็นอัจฉริยะหยิบจับอะไรก็ได้ก็ดีไปหมด...
“คุยเชี้ยไรกันวะ...ไม่รอกูเลย” ไอ้มาร์คัสเดินเข้ามารวมวง มันเดินนั่งข้างๆไอ้นักรบ
และอีกคน ‘ไอ้มาร์คัส’ มันเป็นเจ้าของบริษัทนำเข้ารถหรู รวมถึงเปิดอู่ซ่อมรถซุปเปอร์คาร์ และมันก็ยังมีสนามแข่งรถอีกด้วย ไอ้มาร์คัสมันเป็นพวกบ้าพลัง มันชอบความเร็วของรถเป็นชีวิตจิตใจ เพราะงั้นชีวิตส่วนใหญ่ของมันจึงขลุกตัวอยู่แต่สนามแข่งรถ
“เสือก!!” ผมบอกกับไอ้มาร์คัสอย่างมั่นไส้
“ไอ้สัสโซ กูเบื่อขี้หน้ามึงว่ะ ไอ้เจคกูขอเหล้าเอาเข้มๆ นะเว้ย” ไอ้มาร์คัสตะคอกใส่ผมก่อนจะหันไปบอกกับไอ้เจคให้ชงเหล้าให้กับมัน
“มึงจะรีบเมาไปไหนวะ” ไอ้นักรบถามไอ้มาร์คัส
“กกเด็ก...?” ไอ้เจซีเอ่ยถามคนที่มาใหม่ด้วยไปหน้าเอือมมันสุดๆ
“เสือกเรื่องของกู เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะมึง” ไอ้มาร์คัสเอ่ยพร้อมกับกระดกเหล้าหมดแก้ว
“…หึ”
“นั่งเงียบเลยวะไอ้โซ” ไอ้นักรบพูดกับผม
“…” ผมไม่ได้ตอบแต่ปลายตามองมันเล็กน้อย
“มันก็คงคิดถึงน้องข้าวตู...” ไอ้มาคัสพูด
“...จำเลยสาวแสนสวยอยู่อะดิ”
“หุบปาก! กูไม่อยากได้ยินชื่อ” ผมพูดพร้อมกับจ้องหน้าไอ้มาร์คัส ใครจะไปคิดถึงว่ะเห็นหน้าแล้วมีแต่จะทำให้หงุดหงิด
สงสัยไหมว่าพวกเพื่อนผมรู้จักยัยข้าวตูน้องของไอ้ปั้นได้ยังไง มันไม่แปลกที่พวกมันจะรู้เพราะไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับผมพวกมันก็รู้หมด เหมือนกับที่เรื่องของพวกมันที่ผมก็รู้หมดเช่นกัน
“ระวังเถอะมึง…” อยู่ๆ ไอ้เจซีก็เอ่ยขึ้นมา
“ระวังเชี้ยไรมึง...” ผมถามกลับ
“ระวังจะหลงรักน้องข้าวตูไงวะ” ไอ้นักรบพูด
“จนโงหัวไม่ขึ้น” ตามด้วยไอ้มาร์คัส
“กูเตือนมึงแล้วนะ...” และก็จบที่ไอ้เจซี
“มึงกับพวกกูเป็นเพื่อนกันมากี่ปี มึงไม่พูดไม่ได้หมายความว่าพวกกูดูมึงไม่ออกไอ้โซ” และเป็นไอ้นักรบที่พูดขึ้นอีกครั้งก็จะยกแก้วเหล้าในมือมันกระดกรวดเดียวหมด “พวกกูหวังดีกับมึงไอ้โซ กูไม่อยากให้มึงต้องเสียใจทีหลัง”
“คนอย่างกู ไม่เคยแพ้ใคร และกูจะไม่มีวันเสียใจในสิ่งที่กูทำ”
‘กูจะไม่มีวันหลงรักยัยเด็กนั่นอีกแน่นอน และยิ่งเป็นน้องไอ้ปั้นด้วยยิ่งไม่มีทาง’ ผมได้แต่ย้ำกับตัวเองอยู่ภายในใจ
“พวกกูจะคอยดู...” ไอ้มาร์คัสกล่าว