-SOLO PART-
หลายวันต่อมา...
ดวงอาทิตย์ยังคงที่ขึ้นทางทิศตะวันออก ตกทางทิศตะวันตกเป็นกิจวัตรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมัน ผู้คนมากมายที่ต่างก็พากันออกมาใช้ชีวิตทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเองและครอบครัว ก็คงเหมือนกันนกตัวน้อยๆ ที่บินออกจากรังเพื่อหาอาหารในทุกๆ เช้า ก่อนจะกลับรังไปพักผ่อนในช่วงเย็น แต่ชีวิตของคนเราต่างจากนกเยอะบางคนใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่นซะจนหลงลืมความเป็นตัวเองของตัวเองไป กระทั่งเวลาผ่านไปนานเข้าเรากลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไปทำมันหล่นหายตั้งแต่เมื่อไหร่และที่ไหน ส่วนบางคนใช้ก็ชีวิตตามความต้องการของตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่นมาตลอดซึ่งแน่นอนผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
‘พวกกูหวังดีกับมึงไอ้โซ กูไม่อยากให้มึงต้องเสียใจทีหลัง’
ตั้งแต่วันนั้นเสียงของเพื่อนผมก็ดังวนอยู่ในหัวของผม ผมสลัดคำพูดของพวกมันออกไปจากหัวไม่ได้สักที คนอย่างผมไม่มีวันเสียในทีหลังแน่นอนมันสมควรโดนแล้ว
“นายครับ...” เสียงไอ้ทิมดังขึ้นจากด้านหลังปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ ก่อนที่ผมจะละสายตาจากภาพการจราจรของรถที่สัญจรไปมาบนถนนด้านนอกหน้าต่างกว้างหันกลับมามองมัน
“…”
“...งานที่เชียงรายให้ผมจัดการเลยไหมครับ” ไอ้ทิมมือขวาของผมเอ่ยถาม ขณะที่ผมกำลังหยิบเอกสารสำหรับการประชุมในตอนบ่ายขึ้นมาเปิดอ่าน
“อีก 2 วัน เดี๋ยวกูไปจัดการเอง มึงไปเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย” ผมเอ่ยบอกกับชายตรงหน้าออกไปเสียงเรียบ ก่อนจะก้มหน้าลงทำงานของผมต่อ
“ครับนาย” พอมันพูดจบก็ก้มหัวให้กับผมก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องทำงานของผมทันที
สามปีมานี้ผมให้คนติดตามดูไอ้ข้าวปั้นกับข้าวตู จนรู้ว่าชีวิตยัยนี่แม่งโครตจืดชืด ดูแล้วน่าเบื่อชิบ แต่เดี๋ยวผมนี่แหละที่จะเป็นคนสร้างสีสันให้กับเธอเอง ส่วนไอ้ปั้นมันก็คลุกตัวอยู่แต่ที่ทำงานของมันนานๆ ทีจะกลับบ้านที ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจอะไรไอ้ปั้นอยู่แล้ว ถึงมันจะเป็นเป้าหมายหลักของผมก็ตาม แต่มันไม่ใช่หมากในกระดานนี้และหมากตัวสำคัญก็มาอยู่ในมือของผู้คุมเกมอย่างผมแล้ว
“หึ…”
เหตุผลที่ผมยังไม่เริ่มทำอะไรตั้งแต่เกิดเรื่องใหม่ๆ ก็เพราะตอนนั้นต้องบินไปบินกลับระหว่างอังกฤษกับไทย เพื่อเริ่มสานต่อธุรกิจของป๊าผม และก็ต้องคอยดูแลจีน่าน้องสาวของผมอย่างใกล้ชิดอีกด้วย ตอนนั้นชีวิตผมไม่มีเวลาว่างมานั่งคิดเรื่องอะไรนอกจากเรื่องของน้องสาวผม หรือแม้แต่เวลานอน เวลากินข้างผมก็แทบจะไม่มี
‘จีไม่อยากให้โซแก้แค้นเขา’
‘จีเป็นห่วงโซนะ’
‘…’
‘ไม่มีอะไรต้องห่วงสักนิด...’
‘แต่ว่า...’
‘ไม่มีแต่...ไปพักผ่อนเถอะ’
‘โซ...’
เสียงของจีน่ายังคงดังก้องในหัวผม ทั้งน้ำเสียงและคำพูดของเธอ ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า ‘เธอยังคงรักและเป็นห่วงมันมากแค่ไหน ทั้งๆที่มันทำให้เธอต้องเจ็บปวดปางตายขนาดนี้แท้ๆ’ มันก็ยิ่งทำให้ความโกรธของผมทวีคูณขึ้นไปอีก
‘จีน่า’ เธอเป็นน้องสาวฝาแฝดของผมเอง ตั้งแต่เด็กเราทั้งคู่ถูกเลี้ยงมาแตกต่างกันมาก ผมมีป๊าเป็นคนเลี้ยงมา ผมถูกฝึกมาให้สู้คนตั้งแต่เด็กเท่าที่ผมจำความได้ ผมต้องเรียนรู้ทั้งการทำธุรกิจ การเอาตัวรอด หรือแม้แต่การใช้อาวุธไม่ว่าจะชนิดไหนผมก็ถูกฝึกมาหมด ไม่ใช่ว่าครอบครัวผมเป็นมาเฟียอะไรหรอกนะ แต่คงเป็นเพราะป๊ามีผมเป็นลูกชายเพียงคนเดียวที่จะสืบทอดตระกูลต่อจากท่าน ผมถึงต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านมั่นใจในตัวผม
ส่วนจีน่าแม่ผมเป็นคนเลี้ยงเธอมาเองกับมือ ผมคิดว่าแม่เลี้ยงเธอมาดีเกินไปซะด้วยซ้ำเพราะเธอทั้งอ่อนแอ หัวอ่อน และยังไม่รู้จักที่จะสู้คนอีก ผมจึงต้องคอยปกป้องเธอตลอด ถึงเราจะถูกเลี้ยงมาต่างกันยังไงผมก็รักน้องสาวของผมมาก ผมไม่เคยทำให้น้องร้องไห้หรือเสียใจเลยสักครั้ง แล้วมันเป็นใครถึงได้กล้าที่จะทำ
“ใครที่มันทำให้คนที่ผมรักต้องเจ็บ มันจะต้องเจ็บมากกว่า”
อีกด้านหนึ่ง
-KAOTU PART-
หลายวันมานี้โชคดีที่ฉันไม่รับงานจากท่านประธานจอมโหดก็เลยไม่มีเรื่องอะไรที่ชวนขนหัวลุกเกิดขึ้นกับฉัน เขาดูเป็นผู้ชายที่น่ากลัวคนหนึ่งเลยล่ะฉันสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นสายตาและท่าทางของเขาดูจะไม่มีอะไรที่เป็นมิตรกับฉันสักอย่างเลย ฉันได้แต่ภาวนาขอให้เวลาที่เหลือไม่ได้ปะทะกับเขาแบบตัวต่อตัวอีกเป็นดีที่สุด
“คุณส้มเข้ามาพบผมด้วย” เสียงของท่านประธานดังมาจากเครื่องอินเตอร์คอมเอ่ยเรียกพี่ส้มให้เข้าไปพบเขาด้านใน
“ค่ะท่านประธาน” เธอเอ่ยตอบกลับเขาพร้อมกับลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องของท่านประธานทันที
ก๊อกกก ก๊อกกก
"ขออนุญาตค่ะท่านประธาน"
...
พี่ส้มหายเข้าไปในห้องของท่านประธานเกือบชั่วโมง ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกมาพร้อมกัน และทั้งสองปลายตามองมายังฉันเล็กน้อยพร้อมกับพูดอะไรกันสักอย่างซึ่งฉันอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยิน หรือพวกเขาคุยกันเสียงเบาจนทำให้ฉันไม่ได้ยินก็ไม่รู้ พูดจบท่านประธานก็เดินออกไปฉันก็เลยก้มหัวให้เขาเพื่อทำความเคารพ ก่อนที่ท่านจะเดินไปยังห้องประชุมกับพี่ส้ม
“…”
2 ชั่วโมงต่อมา
“น้องข้าวตู” พี่ส้มเธอเอ่ยเรียกฉันทันทีที่เธอเดินออกมาจากห้องประชุม มีเรื่องด่วนอะไรรึป่าว เพราะเธอเรียกฉันมาแต่ไกลทั้งที่ตัวเองยังไม่ถึงโต๊ะด้วยซ้ำ
“ขา...พี่ส้ม” ฉันขานรับพี่ส้มออกไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ข้าวตูจะต้องไปทำงานที่เชียงรายกับท่านประธาน 3 วัน…” หญิงตรงหน้าเอ่ยบอกกับฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกลับมาให้ฉันเช่นกัน
“หะ ให้ ข้าวไปทำงานกับท่านประธาน” ฉันเอ่ยถามเธอออกไปเสียงสั่นเพื่อยืนยันว่าหูของตัวเองไม่ได้ฝาดไป
“ใช่จ้ะ...เป็นคำสั่งของท่านประธาน”
ซึ่งคำตอบของเธอก็ทำให้ฉันช็อคไปกลางอากาศ โอ้ยยย ‘ข้าวตูตายแน่เลยงานนี้’ ทั้งๆ ที่ฉันทำให้เขาต้องปวดหัวขนาดนี้ เค้าก็ยังคงเลือกฉันไปทำงานที่ต่างจังหวัดด้วยเนี่ยนะ ฉันควรจะดีใจหรือเสียใจกันดีเนี่ยที่เจ้านายไม่ได้มองข้ามความสามารถของฉัน
“พี่ฝากด้วยนะข้าว พี่ไปด้วยไม่ได้เพราะท่านประธานส่งพี่ไปประชุมแทนท่านที่ภูเก็ต”
เพราะพี่ส้มมีงานที่สำคัญกว่าต้องจัดการนี่เอง ฉันต้องไปช่วยงานท่านประธานแทนเธอเป็นเหตุผลที่ฉันเข้าใจได้ ‘สู้ข้าวตู ท่องไว้ทำงานๆ’
“ค่ะพี่ส้ม พี่ไม่ต้องกังวลนะคะ ข้าวตูจะทำให้เต็มที่นะคะ” ฉันตอบกับพี่ส้มไปอย่างมั่นใจ เพื่อให้พี่ส้มเธอสบายใจ ฉันดูออกว่าเธอค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับฉัน ฉันจะทำให้ทุกคนเห็นว่าฉันมีศักยภาพมาพอสสำหรับงานนี้ อย่างน้อยก็จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระงานของพี่ส้มได้บ้าง เพราะมันคือหน้าที่ของฉัน
“แล้วข้าวตูต้องไปเมื่อไหร่หรอค่ะพี่ส้ม” ฉันเอ่ยถามพี่ส้มออกไปด้วยความสงสัย
“วันจันทร์หน้าค่ะ” เธอก็ตอบกลับฉันมาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร
“ได้ค่ะ...พี่ส้ม” ฉันยิ้มกว้างแล้วตอบกลับเธอออกไป ทำใจดีสู้เสือไปก่อนละกัน หวังว่าเสือจะไม่กัดคอฉันตายนะ
@ บ้านข้าวตู
19.00 น.
เนื่องจากวันนี้วันศุกร์พอถึงเวลาเลิกงานทำให้รถติดมากๆ กว่าฉันจะกลับมาถึงบ้าน ก็ปาเข้าไปหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว
“สวัสดีค่ะคุณแม่” เมื่อฉันเดินเข้ามาในบ้านก็เจอคุณแม่นั่งรออยู่ที่โซฟา ฉันเอ่ยทักท่านตามปกติ
“ไหว้พระนะลูก...” แม่เอ่ยตอบฉันพร้อมหันมายิ้มให้ฉัน
“คิดถึงข้าวไหมค่ะ” ฉันเอ่ยถามท่านออกไปอย่างอ้อนๆ ก่อนที่จะเดินไปกอดท่านด้วยความคิดถึงนี่ฉันไปทำงานในตอนเช้าและตอนเย็นก็กลับนะเนี่ย ถ้าต้องไปต่างจังหวัดตั้ง 3 วันคงจะคิดถึงแย่เลน
“คิดถึงสิจ้ะหนูน้อยของแม่ มาทานข้าวกันเถอะลูก แม่ทำของโปรดของหนูทั้งนั้นเลย” แม่เอ่ยบอกพร้อมกับกอดตอบฉันอุ่นจังอ้อมกอดที่ฉันคุ้นเคย
“ค่ะ”
…
“แม่ค่ะ...วันจันทร์หนูต้องไปทำงานที่เชียงราย 3 วันนะคะ” ฉันเอ่ยบอกกับแม่ขณะที่เรากำลังนั่งทานข้าวกัน
“...”
“หนูต้องระวังตัวด้วยลูก” แม่เงียบไปนานก่อนที่ท่านจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
ฉันรู้สึกเหมือนแม่ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เลยที่ฉันจะต้องไปทำงานไกลถึงเชียงราย แต่ก็คงเป็นเพราะฉันไม่เคยไปไหนไกลๆ โดยที่ไม่มีแม่หรือพี่ปั้นไปด้วยเลย แม่ก็คงจะเป็นห่วงฉันเพราะเรื่องนี้
“ค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเลยค่ะ” ฉันตอบพร้อมกับยิ้มให้กับแม่
“แม่ทานนี่นะคะ” ฉันพูดพร้อมกับตักผัดผักของโปรดท่าน
“ขอบใจจ้ะ”
…
“แม่ทานข้าวอิ่มแล้วหรอค่ะ” ฉันเอ่ยถามแม่ออกไปด้วยความสงสัย วันนี้ท่านทานข้าวน้อยมากน้องกว่าทุกครั้งที่เคยทาน
“จ้ะ...”
“เดี๋ยวหนูล้างจานให้เองนะคะ แม่ไปพักนะคะ” ฉันเอ่ยบอกกับท่านก่อนจะเก็บจานรวามๆกัน ก่อนจะเดินเอาไปว่างไว้ที่ซิงค์ล้างจานเพื่อรอทำความสะอาด
“งั้น...แม่ขึ้นห้องก่อนนะลูก”
“ค่ะแม่...” ฉันขานตอบท่านจบ ท่านจึงเดินขึ้นไปยังห้องนอนที่อยู่ด้านบนทันที
อีกด้านหนึ่ง...
Line
แม่ : ปั้นวันจันทร์น้องต้องไปทำงานที่เชียงราย แม่เป็นห่วงน้องจังเลยลูก
แม่ : แม่กลัวว่าเขาจะไปด้วย
แม่ : กลัวว่าเขาจะทำอะไรน้อง
แม่ : ถ้าปั้นว่างแล้วโทรหาแม่ด้วยนะลูก
เธอส่งข้อความไปหาข้าวปั้นด้วยความกระวนกระวายใจ เธอรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับการไปเชียงรายของลูกสาวเพียงคนเดียวในครั้งนี้
-KAOTU PART-
22.00 น.
~ครืนนนนนนนนน~ ~ครืนนนนนนนนนนน~
เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นมาจากโต๊ะเขียนหนังสือ คนที่โทรมาหาฉันในเวลาแบบนี้คงเป็นใครไปไม่ได้หรอกนะนอกจากวีนัสเพื่อนสาวคนสวยของฉันนั่นเอง
ติ๊ด!!
“ฮัลโหลลลลลล กำลังคิดถึงพอดีเลย”
(ทำไม ไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้อีก) ปลายสายเอ่ยถามฉันออกมาอย่างเอือมระอา
“ป่าวซะหน่อย เราออกจะเรียบร้อยจะไปสร้างวีรกงวีรกรรมอะไรเล่า” ฉันเอ่ยตอบเพื่อนสาวออกไปอย่างงอลๆ
(หรอข้าว ใช่หรอคะ) น้ำเสียงยียวนกวนประสาทของปลายสาย ไม่ใช่ว่าเธอไม่เชื่อฉัน แต่ต้องการจะแกล้งฉันมากกว่า
“ชิ๊...ใช่สิ”
(แล้วท่านประธานของข้าวเขาไม่ว่าอะไรข้าวเลยหรอ) วีนัสเอ่ยถามฉันด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่วันนั้นฉันก็ไม่เคยทักไปบ่นกับเธออีกเลย
“ไม่นะ เพราะข้าวไม่ค่อยได้เจอเขาเลย จนกระทั่งวันนี้ที่เขามาประชุม”
(ฮ่าฮ่าฮ่า วีว่าแล้ว...) เธอขำออกมาเสียงดัง ราวกับว่าเธอคาดการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ขำไรข้าวอ่ะ” ฉันเอ่ยถามเธอออกไปอย่างงอล ก่อนจะเดินมานั่งลงยังเตียงขนาด 5 ฟุตที่ตั้งอยู่กลางห้องนอนของฉัน
(เอ๊า ก็ที่ข้าวยังรอดอยู่เพราะเฮียโซโล่ของวีไม่ว่างไง) วีนัสเอ่ยออกมาทีเล่นทีจริง
ฉันไม่แปลกใจเลยว่าวีนัสรู้จักกับท่านประธานได้ยังไง ก็เขาและพวกเพื่อนๆ ของเขาน่ะดังจะตายในหมู่สาวๆ ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของพวกเขาบนอินเตอร์เยอะแยะ แต่คงต้องยกเว้นสาวสวยแสนจะน่ารักอย่างฉันไว้คนหนึ่งน่ะ เพราะฉันก็พึ่งรู้จักเขาก็ตอนที่ฉันหาข้อมูลบริษัทเนี่ยแหละ
ฉันไม่รู้หรอกนะว่าข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเขียนโอเว่อร์ไปขนาดไหน แต่จากประสบการณ์ที่ฉันได้พบเจอกับตัวเองเพียงไม่กี่ครั้งมันก็ทำให้ฉันกลัวเขามากแล้ว ฉันรู้สึกว่าฉันควรอยู่ให้ห่างจากผู้ชายคนนี้ยิ่งไกลยิ่งดี
“ชิ๊...จะฟ้องวินเนอร์”
(เชอะ กลัวที่ไหนไปดีกว่าไปคุยกะผู้ชายดีกว่า) น้ำเสียงของวีนัสบอกกับฉันอย่างกวนๆ
“จ้าๆ”
ติ๊ด!!