บทนำ สตรีเช่นข้า ไม่อาจคู่ควรงั้นหรือ
ยามรัตติกาลหนึ่งหลังจากฤดูหนาวมาย่ำเยือน สตรีในชุดสีแดงสดนั่งนิ่งอยู่ภายในเรือนหรู ใบหน้านางงามหยาดเยิ้มหว่างคิ้วโค้งโก่งคล้ายพระจันทร์เสี้ยวยิ่งมองยิ่งหลงใหล ทว่านัยน์ตานางนั้นกลับแฝงไปด้วยความดุร้ายอย่างหาที่เปรียบ
"เฉิงหยางข้าหวังเพียงรักจากท่าน แต่ท่านกลับหลอกใช้ข้างั้นหรือ" หญิงสาวในวัยเพียงสิบเก้าหนาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะอื้น
หลันอันหนิงบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลหลันตระกูลที่ร่ำรวยทั้งอำนาจและบารมี บิดานางนามว่าหลันเสวี่ยเป็นถึงเสนาบดีฝ่ายซ้าย แต่ถึงแม้นางจะมีทุกสิ่งอย่างหลันอันหนิงกลับมีนิสัยดุร้าย จิตใจคับแคบ รักเพียงตัวเอง
ทว่านางดุร้ายก็จริง นางมีจิตใจคับแคบก็จริง แต่กับเขาหวังเฉิงหยางนางกลับมีใจรักมั่นให้เขาไม่เคยเสแสร้งแกล้งทำ
นับแต่วันที่ได้รับรู้เรื่องการสมรสหลันอันหนิงดีใจจนนอนไม่หลับ แต่แล้วความสุขเหล่านั้นกลับต้องพังลงเมื่อความจริงปรากฏว่าหวังเฉิงหยางนั้นไม่เคยรักนางเลย เขาบอกนางว่าทุกการกระทำล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาเพื่อต้องการอำนาจจากตระกูลหลันเท่านั้น
แต่แล้วอย่างไรเล่าในเมื่อนางรักเขาไปแล้ว ให้ถอนหัวใจเลิกรักเพียงข้ามคืนอย่างงั้นหรือ
ค่ำคืนที่แม้แต่ดวงจันทร์ยังเฉยชา คืนวันสมรสที่สตรีทุกนางใฝ่หาแต่หลันอันหนิงกลับถูกทอดทิ้งไว้เพียงลำพัง ไม่พบแม้แต่หน้าเจ้าบ่าว
ดวงหน้างามหลุบต่ำลงก่อนมือน้อยจะดึงผ้าคลุมศีรษะออก ดวงตาสั่นเครือก้มมองพื้นครู่หนึ่งในตอนนั้นเองที่หน้าประตูมีเสียงฝีเท้ากำลังย่ามกายเดินตรงเข้ามา
"เฉิงหยางท่านมา..." หญิงสาวฉีกยิ้มกว้างก่อนจะหุบลงเพียงชั่วพริบตาเมื่อคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่นางเฝ้ารอแต่กลับเป็นสาวใช้คนสนิท
เจียอีสาวใช้เดินตรงมาหยุดตรงหน้าทำท่าทางตะกุกตะกักแล้วกล่าวขึ้นว่า
"ฮูหยินเข้านอนเถิดเจ้าค่ะ คืนนี้เกรงว่าคุณชายคงไม่มาแล้ว"
หลันอันหนิงกำมือแน่นเมื่อได้ยิน นางเชิดหน้าพยายามข่มความเสียใจเอาไว้แล้วพูดว่า
"ข้าไม่นอน ข้าจะรอเขา...ต่อให้รอทั้งคืนข้าก็จะรอ"
สาวใช้คนสนิทไม่อาจค้านนางได้ เจียอีก้มหน้าเดินออกจากเรือนไปด้วยรู้ว่าฮูหยินตนดื้อรั้นเพียงใด
หลังจากความเงียบปกคลุมอีกครั้งหลันอันหนิงเพ่งดวงตาจดจ่อไปที่ประตูไม่วางตา เพลาเลยผ่านไปนานสองนานคนที่นางรอกลับไม่เห็นแม้เงา
แต่ทว่าในตอนที่หญิงสาวถอดใจจู่ ๆ มีร่างสูงโปร่งใต้เสียงไฟสลัวย่ามกายเข้าเรือนมาพอดี ดวงตาคู่งามขยายวาวขึ้นพร้อมเอ่ยว่า
"เฉิงหยางท่านมาแล้ว"
ชายร่างสูงโปร่งใบหน้าคมเป็นสันรูปงามชนิดที่ผู้ใดได้เห็นเป็นต้องเหลียวมอง ดวงตาเขาคมกริบราวกับมัจจุราชในร่างมนุษย์ไม่อาจจับจ้องมองได้
หวังเฉิงหยางบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลหวังผู้เป็นทุกอย่าง เขาแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งในการดูแลคนทั้งตระกูลหลังจากบิดาจากไป เหตุนี้เขาจึงต้องการอำนาจยิ่งมาเท่าไหร่ยิ่งดี
และหลันอันหนิงได้เติมเต็มความปรารถนาให้เขาแล้ว
"เฉิงหยางท่านมาเสียที ข้ารอทะ..."
"อันหนิงที่ข้าบอกเจ้าไปไม่เข้าหัวเจ้าเลยสินะ" ชายหนุ่มข่มเสียงกล่าว แววตาเรียบนิ่งที่เพ่งมองไปยังสตรีตรงหน้าช่างต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลันอันหนิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"ข้าจำได้ ข้าเพียงดีใจที่ท่านมา" นางกล่าวแม้จะรู้ว่าเขารังเกียจตนมากเพียงใด ชายหนุ่มกัดกรามแน่นคล้ายกำลังพยายามข่มความอารมณ์โกรธเอาไว้แล้วพูดขึ้นว่า
"หลันอันหนิงเก็บแววตาใสซื่อของเจ้าเสีย ข้าเห็นแล้ว...คลื่นไส้" เขากล่าวด้วยความเดียดฉันท์อย่างไม่อาจปกปิด หลันอันหนิงดวงตาสั่นเครือราวไม่เชื่อหู เพียงไม่กี่วันบุรุษที่เคยอ่อนโยนเหตุใดจึงกลับกลายเป็นคนละคนได้เพียงนี้
"เฉิงหยางท่านทำเช่นนี้กับข้าทำไม หรือเป็นเพราะข้าทำสิ่งใดให้ท่านไม่พอใจรึ"
"อันหนิงข้าทำเพราะว่าเจ้า...เป็นเจ้า ตลอดเวลาที่ข้าพยายามอยู่ใกล้เจ้าข้าได้ค้นพบว่าเจ้าน่ารังเกียจมากเพียงใด เจ้าต่ำทรามไม่เคยรักใครเลยนอกจากตัวเอง"
"ท่านไม่เข้าใจ ที่ข้าต้องทำเช่นนั้นเป็นเพราะทุกคนจ้องแต่จะหาผลประโยชน์จากข้า"
"ไม่...นั่นเป็นเพียงข้ออ้าง" หวังเฉิงหยางค้านนางขึ้น ดวงตาดำขลับจ้องเขม็งมองดวงหน้างามไม่กะพริบก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วโน้มใบหน้าคมกริบลงที่ข้างหูพร้อมกล่าวขึ้นว่า
"หลันอันหนิงเหตุใดเจ้าถึงเอาแต่กล่าวโทษผู้อื่นเล่า เจ้าดูเจ้าสิว่าตัวเจ้าน่ารังเกียจเพียงใด" สิ้นวาจาเขาจึงผละใบหน้าออกห่างสบประสานมองนางในความเงียบ ดวงตาคู่หนึ่งเต็มไปด้วยความชิงชังอีกคู่กลับสั่นเครือพินิจมองด้วยหัวใจที่แตกสลาย
เพียงเพราะนางมีจิตใจคับแคบหลีกหนีจากผู้คนที่คอยหวังผลประโยชน์จึงคู่ควรต่อการถูกหลอกใช้อย่างงั้นหรือ
หวังเฉิงหยางข่มสายตาจ้องดวงหน้างามสักพักก่อนจะหมุนกายเตรียมจะเดินจาก หลันอันหนิงกัดกลืนบางสิ่งที่จุกแน่นในอกลงแล้วเอ่ยถามเขาขึ้นว่า
"เฉิงหยางข้าถามท่าน...ที่ผ่านมาท่านเคยรักข้าบ้างหรือไม่"
ชายหนุ่มหยุดชะงักเมื่อได้ยินก่อนจะหันมองมาที่ร่างบางแล้วกล่าวว่า
"ครั้งหนึ่ง...อาจเคยรัก..."