‘วานียา’ดินแดนลึกลับ
“ทุกคน วันนี้ทำดีมาก แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะนะ”
เสียงศาสตราจารย์มาร์ตินบอกบรรดาเหล่าลูกศิษย์หลังจากที่สำรวจซากปรักหักพังของวานียา ดินแดนที่ล่มสลายมาแล้วกว่า2000ปี
วานียาซุกซ่อนตัวอยู่ใกล้เขตรอยต่อของทะเลทรายกับเขตทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์ สันนิษฐานได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของอารยธรรมและภาษาถิ่นของพื้นที่นี้ และงานวิจัยนี้ก็มีประโยชน์ต่อการเข้าใจที่มาและความเป็นไปของชนพื้นเมือง ดังนั้นจึงมีการให้งบวิจัยจากส่วนกลางเพื่อให้นักศึกษาในทีมเลือกศึกษาร่องรอยประวัติศาสตร์ของวานียาเพื่อตีพิมพ์เป็นความรู้ทางวิชาการ เรื่องไหนได้ตีพิมพ์จะมีทุนการศึกษาด้านประวัติศาสตร์อาหรับให้อีกมากมาย
ซาน่าและเพื่อนๆสนใจมัน
“ฉันยังไม่รู้จริงๆ…ว่าอยากศึกษาเรื่องอะไร”
มีอาบอกเพื่อนๆที่ทิ้งตัวลงนอนข้างๆกันในเต้นท์
“ฉันเองก็ยังไม่รู้ เราคงต้องดูกันไปเรื่อยๆ”
แวนด้าบอกเพื่อนๆ
“นอนเอาแรงกันก่อนนะ พรุ่งนี้ยังต้องสำรวจภาพวาดฝาผนังในวิหารของวานียา คงจะเหนื่อยกันน่าดู พักผ่อนกันเถอะ”
วีน่าบอกเพื่อนๆ ซาน่าที่นอนฟังความหนักใจของเพื่อนๆค่อยๆพริ้มหลับก่อนใคร
คณะทัศนศึกษาพาเธอมาที่ประเทศคูเวต หนึ่งใน22ประเทศของอาหรับ การรอนแรมนี้เกิดขึ้นก็เพื่อเก็บข้อมูล งานวิจัยชิ้นนี้มีผลต่อเกรดที่จะตามมาหลังเรียนจบปริญญาโทของภาควิชาประวัติศาสตร์อาหรับที่เลือกเรียน
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งความเย็นของยามราตรีมาเยือน
“ซาน่า…ซาน่า…ฉันรอเจอเธออยู่”
ซาน่าลืมตาตื่นในเต้นท์กลางดึกอย่างงุนงงไม่รู้ได้ว่าเสียงประหลาดนั้นมาจากใครและทิศทางไหน หันไปทางไหนก็พบเจอแต่ความเงียบงัน
“…………..”
!!!!
เมื่อลืมตาตื่นกลับไม่เจอใคร มีเพียงแสงสลัวๆจากตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนไว้กลางเต้นท์ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก
“ซาน่า”
เสียงนั้นดังก้อง ไกลๆมาจากไหนสักแห่ง น้ำเสียงเชิญชวนเรียกร้องนั้นปลุกให้ซาน่าสาวเท้าออกจากเต้นท์อย่างสลึมสะลือไร้สติ
ทะเลทรายทอดตัวยาวไกล ลมหนาวยะเยือกพัดมาปะทะผิวไม่ทำให้ซาน่าได้สติทุกอย่างเกิดขึ้นท่ามกลางความสับสน ดำมืดกระทั่งมีแสงสว่างจากไกลๆส่องเข้ามาจนกลืนกินร่างกายในเสื้อฮูดสีดำแขนยาวบนร่างกาย ความหนาวสะท้านที่เคยมีพลันหายไป สัมผัสได้แค่แสงอาทิตย์ยามอรุณที่สาดส่องสายตาและเสียงโหวกเหวกโวยวายที่ดังชุลมุนรอบตัว
ซาน่าลืมตาตื่นขึ้น สายตาพร่าเบลอค่อยๆปรับให้มองเห็นทุกๆอย่างรอบตัวชัดเจนขึ้น จึงพบเห็นผู้คนรอบกายที่แต่งตัวแปลกประหลาดไปจากที่เคยพบ ผู้คนใส่เสื้อผ้าราวกับยุคอาหรับโบราณที่เคยเห็นในหนังสือเรียน
“ในอดีตผ้าคลุมศรีษะเป็นวัฒนธรรมของชาวอาหรับที่ใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทรายสามารถใช้ประโยชน์ Ghutra ได้หลายอย่างเช่นเดียวกับผ้าขาวม้า ของไทย คือ ใช้ปูนอน ใช้ปูละหมาด ใช้แทนเชือก กันหนาว ป้องกันฝุ่นผง ความร้อนและกันแดดในทะเลทราย”
เนื้อหาบางส่วนที่ศาสตราจารย์มาร์ตินเคยสอนลอยมาในห้วงคำนึง พลันสายตาก็มองเห็นผู้คนมากหน้าหลายตามามุงดูหล่อน ถ้าเป็นผู้ชายก็จะสวมใส่ผ้าคลุมศรีษะ รวมทั้งเสื้อคลุมมิชลาฮ์ (Mishlah) เป็นเสื้อคลุมใช้สวมทับดชิ ดาชา ตัด เย็บ ด้วยผ้าฝ้าย ผ้าขนสัตว์ ( ขนอฐู ขนแกะ) สีดำ สีน้ำตาลทอง สีขาว สีเนื้อ
ผู้คนรอบตัวราวกับหลุดมาจากในหนังสือ หากเป็นผู้หญิงก็สวมใส่ชุดอาบาย่าหลวมๆหลากสีสันต์ มองมาที่ซาน่าอย่างไคร่รู้ การมาของสตรีตรงหน้าที่ดูแตกต่างกว่าใคร หล่อนแต่งกายด้วยเสื้อฮูดแขนยาวกับกางเกงยีนส์คล่องตัว กลับถูกสายตาหลายคู่มองมาอย่างประหลาดใจ
“เจ้าเป็นใคร?…เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่หน้าผาแห่งแสงอรุณ?”
คำถามหนึ่งมาจากหญิงผู้หนึ่งน่าจะอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ
“นำเรื่องนี้แจ้งไปยังท่านชีคแล้ว ไม่นานคนของวิหารจะมาพาตัวนางไป”
ชายผู้หนึ่งกล่าว ซาน่างุนงงไปหมด มองไปรอบกายเพื่อหาใครสักคนที่รู้จักแต่เปล่าเลย ไม่มีสักคน ท่ามกลางความสับสนในดินแดนที่ไม่เคยมา ทุกอย่างแปลกประหลาดเหมือนไม่เคยเจอ
“นางกำลังจะหนี!!”
เสียงเอ็ดอึงดังขึ้นตอนที่ที่ซาน่าลุกขึ้นสาวเท้าวิ่งออกมาจากกลุ่มคนมากมาย ความชุลมุนทำให้ซาน่าสับสนไปหมด
สองขาวิ่งด้วยความอ่อนล้า ร่างกายไร้เรียวแรง ผู้คนเหล่านั้นวิ่งตามมา ซาน่ายิ่งเร่งฝีเท้ากระทั่งชนเข้ากับร่างหนึ่งที่สูงทะมึนแววตาขึงขังมองมายังหล่อนด้วยความแปลกใจ
ปั๊ก!!!
ซาน่าล้มลงเงยหน้ามองเขา ผู้ชายตัวสูงหนวดเคราเฟิ้ม
“ท่านบาฮาม่ามาแล้ว โปรดพานางไปพบท่านชีคมหาราชาผู้ปกป้องเมืองวานียาด้วยเถิด สตรีผู้นี้แปลกประหลาด นางนอนหมดสติอยู่ที่หน้าผาแห่งแสงอรุณ”
“ข้าทราบแล้ว จะทำตามประสงค์ของพวกเจ้า จับนางไว้”
บาฮาม่า คนสนิทของท่านชีคสั่งสาวกที่ตามมาสองคนเข้ามาจับซาน่าไว้ สตรีผมสีน้ำตาลประกายแดงไม่เข้าพวก ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีใครผมสีนี้ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองคนทั้งหมดอย่างกริ่งเกรง ซาน่าแตกต่างจากผู้คนรอบกายจนประหลาดใจ และไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในวานียา ทำไมหล่อนถึงมาตื่นที่นี่ ทั้งที่ความทรงจำสุดท้ายคือซาน่าอยู่กับเพื่อนๆและทีมทัศนศึกษาไม่ใช่หรือ?
…………………………….
สวัสดีค่ะทุกคน ไรท์กีฏยากลับมาแล้วกับผลงานแนวทะเลทรายระอุๆ
ชื่อ สถานที่ และช่วงเวลาในเรื่องเป็นเพียงเรื่องสมมติไม่มีอยู่จริง ไม่มีเจตนากล่าวพาดพิงผู้ใดนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามกันเสมอนะคะ
ด้วยรัก…..กีฏยา