1. แก้ว
ชายหนุ่มจ้องมองเด็กสาวผมหยักศกที่กำลังหัวเราะร่าเริงกับเพื่อนสนิท เธอเดินสวนกับเขาเพื่อลงไปยังลู่วิ่งในสนามกีฬาขณะเพื่อนสนิทนั่งรออยู่บนอัฒจันทร์
เขาปล่อยให้เวลาล่องลอยผ่านไปพร้อมกับสายลมเบา ๆ ที่ปะทะดวงหน้า มือกำผ้าผืนหนึ่งไว้แน่น ก่อนจะเดินไปหาเด็กสาวคนที่กำลังจะเก็บหนังสือเข้ากระเป๋า
เขาโปรยผงหอมไปตามทิศทางลม เด็กสาวสูดกลิ่นนั้นด้วยความสดชื่น ฉับพลันดวงตาก็เหม่อลอย เธอยื่นหนังสือเล่มนั้นให้เขาก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป ไร้ความทรงจำชั่วขณะ
ชายหนุ่มเปิดหนังสือ ค่อย ๆ วางผ้าบางแทรกไว้กลางเล่ม
เขาร่ายมนต์คาถาอำพรางผ้าผืนนั้นไว้
"มีเพียงผู้พันผูกชะตาเท่านั้นที่จักมองเห็น" เขารำพึง สายตาจ้องมองไปยังเด็กสาวผมหยักศกในสนาม
********
เด็กสาวยังจำวันนั้นได้ดี ภาพความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังคงชัดเจน ชายหาดสมิหลา คือสถานที่ที่แก้วและเพื่อนสนิทชอบไปนั่งเล่นด้วยกันทุกเย็นวันศุกร์ และวันนั้นเป็นวันที่เธอบังเอิญได้รู้จักกับรุ่นน้องต่างโรงเรียนคนหนึ่ง
“วิลืมหนังสือไว้ที่สนามกีฬา” วิ หรือชื่อจริงคือ ‘วิภาดา’ บอกขณะกำลังเดินขึ้นไปยังถนนซึ่งทอดตัวขนานไปตามความยาวของชายหาดเพื่อรอขึ้นรถโดยสารเดินทางกลับบ้าน
“หนังสือเรียนคงไม่หายหรอก” แก้วตั้งสมมุติฐาน “ถ้าหายก็ยืมของแก้วไปก่อนก็ได้ แล้ววันจันทร์แก้วค่อย...ขอลอกคำตอบ”
“นิสัยไม่ดี แต่หนังสือนั่นเป็นของแก้ว ไม่ใช่ของวิน่ะสิ” เธอหันมาทำหน้าแหยๆ
“อ้าว ไหงเป็นหนังสือแก้วล่ะ”
“วันนี้วิลืมหนังสือวิชาภาษาอังกฤษ ตอนนั่งรอที่สนามจึงหยิบของแก้วใช้ทำการบ้าน”
ปกติหลังเลิกเรียนแก้วจะต้องไปซ้อมกรีฑาที่สนามกีฬากลางของจังหวัดซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียน โดยมีเพื่อนสนิททำการบ้านหรืออ่านหนังสือในระหว่างรอ และทุกเย็นวันศุกร์พวกเธอมักไปเดินเล่นบนชายหาดซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับสนามกีฬากันต่อก่อนกลับบ้าน
เมื่อทั้งสองย้อนกลับไปที่อัฒจันทร์สนามกีฬาอีกครั้ง ปรากฏว่าหนังสือไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอก อาจมีคนเก็บไว้ เขาอาจเอามาคืนให้วันหลังก็ได้ เพราะส่วนใหญ่นักเรียนที่มาซ้อมกีฬาที่นี่ก็รู้จักกันทั้งนั้นแม้จะอยู่ต่างโรงเรียน” แก้วบอกเมื่อเห็นเพื่อนมีสีหน้ากังวล
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินออกจากตัวอาคารใต้อัฒจันทร์ มีเด็กผู้ชายหัวเกรียนคนหนึ่งในชุดนักเรียนกำลังวิ่งหันรีหันขวางเหมือนหนีอะไรบางอย่างเข้าไปในห้องน้ำ และเพียงชั่วอึดใจเดียวก็มีพวกเด็กผู้ชายหัวเกรียนในชุดพละอีกห้าคนวิ่งกรูตามมาเคาะประตูห้องน้ำดังโครมคราม
“ออกมาเดี๋ยวนี้นะโว้ย ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” เสียงขู่ของใครคนหนึ่งในกลุ่มนั่น
“น่ากลัว รีบไปกันเถอะ” วิกระซิบบอกพลางใช้สองมือคว้าแขนของแก้ว ดึงแรง ๆ เพื่อให้รีบเดินออกไปให้พ้นจากบริเวณนั้นโดยเร็ว
“น่าสงสารเด็กที่ถูกรุม” แก้วยังลังเล “เราไปบอกใครให้มาช่วยดีกว่า”
“แก้ว มาหาหนังสือเหรอ” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เมื่อแก้วหันไปดูจึงเห็นว่าเป็นเพื่อนนักกีฬาต่างโรงเรียนของเธอเอง
แก้วนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงแกล้งตะโกนส่งเสียงดังให้พวกที่อยู่หน้าห้องน้ำได้ยิน “ครูคะ มาทำอะไรกันเยอะแยะเลย ทีมนักฟุตบอลจะเข้าห้องน้ำเหรอคะครู”
ได้ผล กลุ่มเด็กผู้ชายหัวเกรียนชุดพละต่างรีบกรูวิ่งออกไปจากอาคารใต้อัฒจันทร์อย่างรวดเร็ว
“น้องออกมาได้แล้วล่ะ พวกนั้นไปกันหมดแล้ว” แก้วตะโกนบอกคนที่ยังซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำ
“อย่าหลอกกันนะ เป็นนกต่อรึเปล่าก็ไม่รู้” เสียงแหบๆ บอกกลับมา ฟังดูเหมือนเป็นเสียงแตกของเด็กผู้ชาย ม.ต้น
“ออกไปหมดแล้วจริง ๆ ใจคอจะหลบอยู่จนมืดค่ำก็ตามใจ พอพวกพี่กลับไปแล้วระวังพวกนั้นกลับมาอีกนะ” แก้วขู่น้ำเสียงจริงจัง
ประตูห้องน้ำถูกแง้มเปิดออกทีละนิดๆ เขาค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาดูให้แน่ใจก่อนว่าปลอดภัยแล้วจริงๆ จึงค่อยก้าวออกมายืนมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แก้วเห็นชื่อย่อโรงเรียนตรงหน้าอกเสื้อ ทำให้รู้ว่าเขาเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนเดียวกันกับเด็กกลุ่มชุดพละทั้งห้าคน
“เกิดอะไรขึ้น” แก้วถามด้วยความอยากรู้ “เป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกันกับพวกนั้นนี่”
“พวกนั้นเป็นเพื่อน ๆ ในห้อง จะรุมถอดเสื้อผ้าผม โทษฐานที่เล่นเกมแพ้”
“แล้ววิ่งหนีเข้าห้องน้ำเนี่ยนะ เป็นใจมากเลย” แก้วอดนึกขำไม่ได้
“นึกว่าพวกนั้นไม่ทันเห็นว่าผมวิ่งมาทางนี้”
“ไม่ทันเห็นอะไรล่ะ ตามก้นมาติด ๆ เลย” แก้วหัวเราะ “วันนี้รอด แต่วันหน้าจะรอดเหรอ”
“คงไม่ได้เล่นอะไรแบบนี้กันอีกแล้ว” เขายักไหล่ ก่อนจะจ้องหน้าถามอีกฝ่าย “ขอบคุณพี่มากนะครับ ผมชื่อดิน พี่ชื่ออะไรครับ”
เด็กชายยิ้มตาหยี ปากกว้างโชว์ให้เห็นเขี้ยวเสน่ห์
“พี่ชื่อแก้ว” เธอยิ้มหวานกลับไปเช่นกัน “แล้วนี่จะกลับบ้านยังไง ไม่กลัวเพื่อนดักรออยู่อีกเหรอ”
“พ่อผมคงเลิกงานแล้ว ปกติผมมารอกลับบ้านพร้อมพ่อที่นี่ พ่อผมทำงานที่ศาลากลางจังหวัด อยู่ตรงข้ามประตูทางออกสนามกีฬานี่เอง”
“เดี๋ยวพวกพี่เดินไปส่งน้องหน้าประตูใหญ่ดีกว่า จะได้เห็นว่าเจอกับพ่อแล้ว” แก้วเสนอ
ดินพยักหน้าก่อนจะขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา เมื่อเดินไปถึงประตูทางออกสนามกีฬาซึ่งอยู่ติดกับถนนใหญ่ ก็มีเสียงแตรรถดังมาจากรถยนต์คันหนึ่งที่จอดรออยู่ริมถนนเลยไปจากประตูไม่ไกลนัก
“นั่นไง รถพ่อผม” ดินบอก “ผมไปก่อนนะครับ”
แล้วเขาก็วิ่งไปขึ้นรถของพ่อทันที
“ดีนะเนี่ย ที่ไม่ใช่การรุมทำร้าย แค่แกล้งกันเล่น” วิสรุปด้วยสีหน้าโล่งใจ
“น้องเขาไม่บอกความจริงมากกว่า” แก้วแย้ง “บอกเราว่าเพื่อนๆ ในห้อง แต่ที่เห็นดินสวมชุดนักเรียน พวกนั้นสวมชุดพละ”
“น้องคงมีเหตุผลของเขาที่ไม่บอกความจริงกับเราทั้งหมด” นัยให้ความเห็นหลังจากเงียบมานาน
“ว่าแต่ นัยเก็บหนังสือไว้ให้ใช่ไหม” แก้วนึกขึ้นได้ “ขอหนังสือคืนด้วยสิ จะได้กลับบ้านสักที”
“มีคนเก็บได้ เขาเอามาให้ผม ตอนนี้หนังสืออยู่ที่ห้องชมรมฟุตบอล เดี๋ยวผมวิ่งไปเอามาให้ รอสักครู่” นัยบอกก่อนจะวิ่งเข้าไปในสนามกีฬาอย่างรวดเร็ว ไม่เกินห้านาที เขาก็วิ่งกระหืดกระหอบนำหนังสือมาคืนให้
“ใครกันที่เก็บหนังสือนี้แล้วมาฝากไว้ที่นัย” แก้วยังสงสัย
“ผมไม่รู้จักเขา ผู้ชายคนนั้นบอกว่า แก้วจะกลับมาเอาหนังสือ ให้ผมรอ” นัยมีสีหน้าสงสัยเช่นกัน “นึกว่าแก้วฝากหนังสือไว้กับเขาซะอีก”
“เปล่านะ วิต่างหากที่ลืมหนังสือนี่ไว้” วิบอก ก่อนจะคาดเดาต่อ “อาจจะมีคนที่รู้จักแก้ว นี่ไงหน้าปกหนังสือเขียนชื่อ ‘แก้ว ศศิรินทร์’ แล้วคนนั้นก็อาจรู้ว่านัยเป็นเพื่อนกับแก้วก็เป็นได้”
“เขารู้ได้ไงว่าแก้วจะกลับมาเอาหนังสือ” นัยถามต่อ
“นั่นสิ” แก้วครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะละวาง “แต่ช่างเถอะ ค่อยว่ากัน ตอนนี้เราต้องรีบกลับบ้านแล้วนะวิ”
หลังจากนั้นเพื่อนสาวทั้งสองก็ขึ้นรถตุ๊กๆ ไปยังท่าแพขนานยนต์ฝั่งแหลมสนอ่อน
ขณะกำลังยืนอยู่บนแพยนต์ที่กำลังแล่นข้ามฟากไปยังอีกฝั่ง วิภาดาก็พูดถึงเด็กผู้ชายต่างโรงเรียนขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องคนนั้น หน้าตาน่ารักเนอะ อีกหน่อยถ้าโตเป็นหนุ่มคงหล่อมาก รู้สึกว่าน้องเขามีท่าทางเขิน ๆ อายๆ แก้วอยู่นะ...อาจแอบปลื้มรุ่นพี่จอมซ่าอย่างแก้วเข้าให้แล้วก็ได้”
“จะได้เจอกันอีกไหมนะ เจ้าเด็กเขี้ยวเสน่ห์นั่น” แก้วอดยิ้มไม่ได้ขณะหวนนึกถึงรอยยิ้มหวานของเขา ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “ดูนกฝูงนั้นสิ บินสวนทางกับเราเสมอเลย”
แก้วชี้ให้เพื่อนดูนกฝูงหนึ่งซึ่งกำลังบินไปทางแหลมสนอ่อนในเขตอำเภอเมืองสงขลา ขณะที่แพขนานยนต์โดยสารกำลังแล่นมุ่งหน้าข้ามฟากไปยังฝั่งหัวเขาแดง อำเภอสิงหนคร
*********
หลังแยกย้ายกับเพื่อนสนิทที่ท่าแพขนานยนต์แล้ว แก้วก็เดินมุ่งหน้ากลับบ้านซึ่งอยู่ตรงเชิงเขาแดงไม่ไกลจากท่าแพมากนัก ยามใกล้พลบค่ำ ท้องฟ้าสีส้มระเรื่อราวกับถูกระบายด้วยสีน้ำอันสวยงามพาดผ่านบนแนวเขาแดงซึ่งทอดตัวคลอเคลียกับน้ำทะเลบริเวณปากทางเข้าทะเลสาบ เป็นภาพที่สวยงามตราตรึงใจ แม้เธอจะเห็นภาพเหล่านั้นจนชินตา แต่ก็ยังคงรู้สึกอิ่มเอมใจทุกครั้งที่เห็น
พ่อของแก้วมีอาชีพเป็นช่างซ่อมเรือที่อู่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากท่าแพขนานยนต์ไปทางทิศใต้ประมาณสามร้อยเมตร เมื่อเรียนขึ้นชั้น ม.๔ แก้วได้โควตานักกีฬาดีเด่นเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนในตัวอำเภอเมืองสงขลา ซึ่งสามารถเดินทางได้สะดวกเพียงข้ามฟากด้วยแพขนานยนต์ แล้วโดยสารรถสองแถวเล็ก หรือรถตุ๊ก ๆ ต่อไปโรงเรียน ใช้เวลาเพียงไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
แก้วรู้มาว่าเดิมทีสมัยหนุ่ม ๆ พ่อเคยรับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างพ่อได้ลาออกจากงานและเดินทางลงปักษ์ใต้ เมื่อมาเจอแม่และแต่งงานกันแล้วพ่อก็ไม่เคยกลับกรุงเทพฯ อีกเลย สมัยเด็กๆ แก้วมักตั้งคำถามกับพ่อเสมอว่ามีญาติฐานะดีอยู่ที่กรุงเทพฯ บ้างหรือเปล่า พ่อจะหัวเราะเบา ๆ เป็นคำตอบ ถือเป็นการดับความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของแก้วจนหมดสิ้น เมื่อโตขึ้นเธอจึงค่อย ๆ เลิกคิดเลิกหวังไปในที่สุด แต่ก็มักจะเอามาพูดเล่นเป็นมุกตลกกับพี่ชายอีกสองคนว่าพวกเขาทั้งสามอาจเป็นทายาทของเศรษฐีตระกูลใดตระกูลหนึ่งที่กรุงเทพฯ ก็ได้
แก้วเคยเห็นพ่อคุยกับชาวต่างชาติที่มาถามทาง และเห็นว่าพ่ออ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้
‘ทำไมพ่อไม่ไปเป็นครู หรือทำงานอย่างอื่นล่ะคะ’ แก้วเคยถามพ่อ เพราะแอบคิดมาตลอดว่า ถ้าพ่อทำงานอย่างอื่น ฐานะทางบ้านคงสบายกว่านี้
‘โตขึ้นลูกจะเข้าใจ ว่าความสุขของคนเรา ไม่ได้อยู่ที่ความยากดีมีจนเพียงอย่างเดียว’ พ่อจะพูดกับลูก ๆ ด้วยภาษาไทยกลางเสมอ เพื่อฝึกให้ลูก ๆ สามารถพูดภาษาไทยกลางได้ชัดและไม่เพี้ยน เพราะคนปักษ์ใต้ส่วนใหญ่มักพูดภาษาไทยกลางเพี้ยน หรือที่เรียกกันว่า ‘ทองแดงหล่น’
‘ภาษาอังกฤษไม่ยากเกินไปหรอกลูก...จงเปิดใจ อย่าไปยึดติดกับตัวครูที่ลูกไม่ชอบ’ พ่อมักแนะนำให้แก้วตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษ เพราะผลการเรียนของแก้ววิชาอื่น ๆ ดีมาก แต่ภาษาอังกฤษกลับได้เกรด ๑ มาตลอด
‘การเรียนภาษาอังกฤษ เราต้องฝึกบ่อย ๆ ถ้าเราเก่งภาษาเราจะได้เปรียบนะลูก’ พ่อพยายามอธิบายทุกครั้งหลังจากรู้ผลการสอบปลายภาค
‘แล้วไงคะ พ่อก็เก่งภาษาอังกฤษ แล้วทำไมครอบครัวเราถึงยังจนแบบนี้ล่ะ ได้เปรียบตรงไหน’ แก้วมักแย้งด้วยความดื้อรั้น แต่พ่อไม่เคยดุว่าอะไรกลับมา นั่นทำให้เธอรู้สึกผิดและสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พูดแบบนั้นให้พ่อเสียใจอีก
แต่จนแล้วจนรอด แก้วก็มักเผลอทำให้พ่อเสียใจอยู่เสมอ แม้กระทั่งในตอนเช้าของวันนี้ ก่อนไปโรงเรียน แก้วทำท่าทางรำคาญและกระฟัดกระเฟียดใส่ ขณะที่พ่อเตือนให้เธอปรับปรุงการเรียนภาษาอังกฤษ เย็นนี้แก้วจึงตั้งใจจะขอโทษพ่ออีกครั้ง
เมื่อถึงบ้าน แก้วรีบวิ่งไปที่แม่พลางมองหาพ่อซึ่งปกติจะต้องกลับถึงบ้านก่อนแล้ว
“พ่อหลบมาแล้วม้าย” แก้วส่งเสียงถามแม่ด้วยภาษาไทยปักษ์ใต้ ซึ่งแปลว่า พ่อกลับมาหรือยัง
“ไม่หลบมาที” แม่บอกให้รู้ว่าพ่อยังไม่กลับ ก่อนจะเตือนเมื่อเห็นแก้วทำท่าจะล้มตัวลงนอนบนตักแม่ซึ่งนั่งอยู่บนพื้นบ้าน “ไปอาบน้ำก่อนลูก พ่อหลบมาจะได้กินข้าวพร้อมกัน”
แม้จะโดนแม่ไล่ให้ไปอาบน้ำ แต่แก้วก็ยังแกล้งดื้อนอนลงบนตัก
“อย่าดื้อตะลูก” แม่ทำเสียงรำคาญ พลางใช้มือดึงผมสีน้ำตาลเข้มซึ่งหยักศกเป็นลอนเล็ก ๆ ของลูกสาวเบา ๆ
“โอ๊ยยยยยย” แก้วแกล้งร้องแหกปากลั่นบ้าน “เจ็บนะแม่”
“แม่ดึงเบา ๆ นิ” แม่รีบบอก
แก้วยิ้มตาหยี แม่จึงหยิกแก้มอวบอูมของลูกสาวเป็นการเอาคืน คราวนี้แก้วเจ็บจริงและเจ็บไม่น้อยเลย
“ไปอาบน้ำ อย่าขี้คร้านอาบน้ำ ไปอาบเลยไป๊” แม่ทำเสียงดุไล่ พลางพยายามผลักศีรษะของแก้วให้พ้นจากตัก “ขี้คร้านอาบน้ำ โหย้นิ”
“มาช่วยทำงานในครัวก่อนสิ” เสียงห้วนของพี่ชายดังมาจากหลังบ้าน ”กลับมาก็ช้า แล้วก็มัวแต่อ้อนแม่ ชอบหนีงานในครัวตลอด มาช่วยล้างจานเดี๋ยวนี้”
“รู้ ๆ อยู่ แก้วต้องซ้อมกีฬานี่นา เลยกลับช้า” แก้วตะโกนเถียงปากยื่น
“แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องช่วยทำงานบ้านงานครัวนะ พี่เป็นผู้ชายยังช่วยงานแม่ในครัวเลย” สัญญาซึ่งเป็นพี่ที่อายุมากกว่าแก้วสองปีเริ่มมีน้ำเสียงดุขึ้น “อย่าเอาเปรียบกันสิ อยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยแบ่งเบาหน้าที่ที่บ้านด้วย”
“บ่นอยู่ได้ กลับมาเหนื่อย ๆ น่ารำคาญ” แก้วบ่นเสียงดังก่อนจะทำหน้างอหยิบกระเป๋าเรียนวิ่งเข้าไปในห้องนอนของตัวเองด้วยความเอาแต่ใจ เพราะรู้ว่าพี่ชายคนนี้เป็นคนปากร้ายแต่ใจดี โกรธไม่นานและอภัยให้เธอเสมอ
ห้องนอนของแก้วเป็นห้องพิเศษ ซึ่งคงไม่มีห้องนอนของใครในโลกนี้ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน เป็นห้องที่น่าจะเรียกว่า ‘โพรงนอน’ มากกว่า เพราะห้องนี้ได้มาจากการที่พ่อขุดเลาะเอาดินออกไปจากเชิงเขาที่อยู่ติดกับผนังบ้านและพบว่ามีโพรงอยู่ด้านใน ซึ่งในโพรงมีแท่นหินคล้ายแท่นที่นอน พ่อจึงต่อเติมหลังคาบ้านมาปิดโพรงหินแห่งนี้ ทำการฉาบแท่นหินด้วยปูน เอาฟูกบาง ๆ มาวางข้างบนเพื่อใช้สำหรับเป็นที่นอน เมื่อแก้วเห็นก็ชอบมากเธอขอใช้เป็นที่นอนเล่น แต่เมื่อนานเข้าก็กลายเป็นห้องนอนประจำของเธอ
“ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” เสียงพี่สัญญาเคาะประตู “อย่ามาทำเป็นงอนแล้วคิดจะอู้งานบ้านงานครัวอีกเด็ดขาด”
“ไม่ออกไป ขี้บ่นนักก็ทำคนเดียวไปเลย” แก้วตะโกนบอก
“ไม่ออกมาใช่ไหม งั้นก็อยู่ในนั้น ไม่ต้องออกมากินข้าวเย็นนี้” ขาดคำพี่ชายก็คล้องสายโซ่หน้าประตู
“เปิดประตูให้น้อง อย่าทำพันนี้” แม่ดุพี่ชาย ความหมายว่า อย่าทำแบบนี้
“อย่าใช้อารมณ์ดุน้อง” เสียงพี่สันติ พี่ชายอีกคนของแก้วพูดขึ้น “น้องยังเด็ก”
“ตามใจกันนัก ใครอย่าเปิดนะ จะสั่งสอนให้หายดื้อ” เสียงพี่สัญญายืนยันเสียงแข็ง “เมื่อเช้าก็เถียงพ่อ ไม่น่ารักเลย ถ้าไม่สำนึกก็ต้องให้อดข้าวกันบ้าง แล้วไม่ต้องมาขู่ว่าจะย้ายไปอยู่หอพักนักกีฬาด้วย อยากไปก็ไปเลย ผู้หญิงอะไรไม่หยิบจับงานบ้านงานครัว”
“ไม่ให้กินก็ไม่กิน คนอะไรไม่รักน้อง” แก้วเริ่มมีน้ำตาซึมออกมาด้วยความน้อยใจ “ไม่อยากอยู่ที่นี่กับพี่แล้ว อยากไปให้พ้นพี่ขี้บ่น”
แก้วรั้นบอกไปแบบนั้นแต่ไม่ได้คิดจริงจังอะไร เพราะรู้ว่าเมื่อพ่อกลับมาถึงบ้าน พี่ชายก็ใจอ่อนเปิดประตูให้ออกไปทานข้าวพร้อมกันอยู่ดี เธอจึงเปิดไฟหยิบหนังสือภาษาอังกฤษ ตั้งใจจะทำการบ้าน ปรับปรุงตัวในการเรียนภาษาอังกฤษตามที่พ่อต้องการ
ขณะหยิบหนังสือเพื่อกางเปิดอ่าน ก็เห็นของบางอย่างร่วงหล่นลงมา เมื่อหยิบดูก็เห็นเป็นผ้าสี่เหลี่ยมชิ้นขนาดเท่าผ้าเช็ดหน้าทั่วไป ผ้าผืนสีเขียวมีตัวอักษรสีแดงเขียนไว้แต่แก้วไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร เธออ่านไม่ออก เมื่อกลับผ้าดูอีกด้านเห็นยันต์สีแดงเขียนไว้บริเวณมุมของผ้าทั้งสี่มุม แก้วได้แต่สงสัยว่าผ้าประหลาดผืนนี้มาอยู่ในหนังสือของเธอได้อย่างไร
แก้วรู้สึกกลัว เธอรีบโยนผ้าผืนนั้นออกไปให้พ้นมือ มันหล่นไปอยู่บนที่นอน ทันไดนั้น เธอก็ได้กลิ่นแปลกๆ รู้สึกปวดศีรษะและครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาการเหมือนจะเป็นไข้ ไม่นานนักก็รู้สึกร้อนวูบวาบ อาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน ตั้งใจจะลุกเดินออกไปที่ประตู แต่ขากลับอ่อนแรง ร่างจึงล้มลงบนที่นอน ความหวาดกลัวยิ่งถาโถมทวีคูณ เพราะตอนนี้เธอกำลังนอนทับผ้าประหลาดผืนนั้นอยู่ แก้วพยายามฝืนตัวลุกขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ เหมือนร่างกายถูกยึดติดอยู่กับที่ แขนขาไร้เรี่ยวแรง เธอพยายามส่งเสียงร้องตะโกนเรียกแม่ แต่เสียงนั้นกลับถูกกลืนหายลงไปในลำคอ ได้แต่กรอกสายตามองไปที่ประตูห้องซึ่งอยู่ด้านขวาของที่นอน หวังให้แม่เปิดประตูเข้ามาช่วย
ไม่นานนัก ศีรษะก็หนักอึ้งปวดร้าวจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ แก้วได้ยินเสียงแม่ตะโกนดังมาจากครัวหลังบ้าน
“เปิดประตูห้องให้น้อง พ่อมาถึงบ้านแล้ว”
และนั่นเป็นเสียงที่แก้วได้ยินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสติของเธอจะดับวูบลง
*********
เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง อาการวิงเวียนและปวดศีรษะยังถาโถมเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ แก้วค่อย ๆ ลืมตา เห็นบรรยากาศรอบ ๆ มืดสนิท คิดว่าตัวเองคงนอนหลับไปนานและตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะทุกอย่างเงียบสงัด พยายามประคองตัวให้ลุกขึ้นนั่ง เหวี่ยงขาลงจากที่นอน รู้สึกได้ว่าใต้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่านั้นเป็นพื้นขรุขระ มันทำให้รู้สึกเจ็บฝ่าเท้า และจมูกก็ได้กลิ่นเหม็นอับอย่างรุนแรง รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก
เมื่อลุกขึ้นยืน ศีรษะก็ชนเข้ากับของแข็งบางอย่างจนรู้สึกปวดตื้อเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ปวดมากอยู่แล้ว แม้สายตาจะเริ่มชินกับความมืดขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่อยู่เหนือศีรษะนั้นคืออะไร
แก้วก้มศีรษะ ก้าวเดินไปข้างหน้าได้เพียงสามก้าว ก็ชนเข้ากับอะไรบางอย่างตรงหน้า เธอคิดว่าเดินชนประตูอีกแล้ว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ตื่นสายและต้องเร่งรีบเตรียมตัวไปโรงเรียนก็มักจะงัวเงียเดินชนประตูอยู่บ่อย ๆ
เมื่อใช้มือควานหาสวิตช์ไฟฟ้าที่อยู่ข้างประตูเพื่อเปิดไฟในห้องนอนแล้วก็ต้องชะงัก เพราะสัมผัสได้ว่าฝาผนังห้องมีปุ่มขรุขระ เธอตัดสินใจสร้างความกล้าเพื่อเอาชนะความกลัวท่ามกลางความมืดมิด เอื้อมมือไปควานหาสวิตช์ไฟฟ้าอีกครั้ง แต่สัมผัสที่ได้รับก็ยังเหมือนเดิม จึงใช้มือทั้งสองคลำสะเปะสะปะไปทั่ว รู้สึกเหมือนว่ากำลังอยู่ในที่แคบ ๆ จึงถอยหลังกลับไปยังที่นอน เมื่อนั่งลงความแข็งกระด้างที่สัมผัสได้ก็ทำให้สะดุ้งอีกครั้ง เธอใช้มือลูบคลำหาฟูกที่นอน แต่กลับสัมผัสกับพื้นแข็ง ๆ และกรวดก้อนเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่บนนั้น ไม่มีฟูกที่นอนนุ่ม ๆ เหมือนเคย ครั้นควานหาหมอนหนุนนอน...ไม่เจอ ควานหาตู้ไม้เล็ก ๆ ข้างที่นอน...ก็ไม่มี
ความหวาดหวั่นยิ่งถาโถมเข้ามา ขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัดมากขึ้นเพราะเริ่มหายใจไม่ออก แม้กลิ่นเหม็นอับจะทำให้รู้สึกไม่อยากหายใจ แต่เธอก็ยังจำเป็นต้องพยายามหายใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนออกซิเจนเริ่มหมดลงแล้ว แก้วคิดว่าตัวเองคงกำลังฝันร้ายอยู่ จึงล้มตัวลงนอนเพื่อจะได้ตื่นขึ้นจากฝันร้ายเสียที
“พ่อจ๋า แม่จ๋า” แก้วตะโกนเรียกหาท่านทั้งสอง แม้จะคิดว่าเป็นเพียงความฝัน แต่มันช่างน่ากลัวและทรมานเหลือเกิน
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที รู้สึกได้ว่าอากาศในปอดหมดลงแล้ว แก้วดิ้นรนหาลมหายใจเฮือกสุดท้ายเพื่อต่อชีวิต ภาพที่เห็นคือความดำมืดมิดที่ถาโถมเข้ามาราวเกลียวคลื่นยักษ์สีดำ
*********