บทนำ
วันที่ต้องพบปะญาติมิตรภายในครอบครัวไม่ใช่วันที่สร้างความสุขให้ ‘มาธวี’ หรือที่คนในครอบครัวเรียกติดปากด้วยชื่อเล่นว่า ‘เหมย’ อีกต่อไป หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งวัยสามสิบปี หน้างอเล็กน้อยทันทีที่ได้ยินผู้เป็นย่าพูดถึงเรื่องคู่ครองของเธอ เรื่องที่ไม่ควรหยิบยกมาพูดหรือต่อรองในขณะที่ทุกคนในบ้านกำลังมีความสุขกับการรับขวัญหลานชายคนแรกของบ้าน
คิ้วเรียวได้รูปขมวดเข้าหากันจนยุ่ง พยายามไม่สนใจเสียงพูดคุยที่รายล้อม แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหลีกหนี เมื่อเจ้าตัวเล็กที่กำลังโอบอุ้มอยู่ในขณะนี้ดันหลับใส่เธอเสียได้ ไอ้ที่คิดว่าจะหาทางออกด้วยการเล่นกับลูกของพี่ชายเพื่อเอาตัวรอดเป็นอันต้องจบลง ยอมส่งร่างอวบๆ ของเจ้าตัวแสบให้พี่สะใภ้แต่โดยดี เมื่อเห็นว่าพี่ชายของเธอเดินกลับเข้ามาในบ้านพร้อมกับที่นอนเด็กขนาดเล็กแบบพกพา
มาธวีหันมามองใบหน้าของอาม่าที่เคยใจดี ก่อนจะคลี่ยิ้มเจื่อนๆ เป็นการตอบรับเมื่อท่านถามถึงประโยคสำคัญขึ้นมา พยายามคิดหาทางออกให้ตัวเองอย่างเร่งด่วน ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมอาม่าถึงได้อยากให้เธอรีบแต่งงานนัก แต่ครั้นจะให้ถามออกไปตรงๆ อย่างที่มารดาของเธอยุส่งมา เธอก็เกรงว่าจะถูกบ่นยาวเหยียด
“ตกลงว่ายังไง ถ้าวันเสาร์นี้ลื้อว่าง...อั๊วจะนัดอาแทนคุณกับป๊าของอีเข้ามาที่นี่”
“เหมยไม่ว่างค่ะ” มาธวีตอบกลับทันที พยายามปั้นหน้าเรียบใส่ผู้เป็นย่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“อาเหมย...”
“พอดีมีนัดทานข้าวกับคนอื่นแล้ว ไม่อยากผิดนัดค่ะ”
“ไปยกเลิก...แล้วมาเจออาแทนคุณดีกว่า อาม่าอยากให้ลื้อทำความรู้จักกับเขาให้มากกว่านี้”
“แต่...”
คนหน้าหวานถอนหายใจออกมาเบาๆ หันไปสบตาที่ชายที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ห่าง อยากร้องขอความช่วยเหลือให้พี่ชายพูดอะไรออกมาบ้าง แต่ดูเหมือนเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งหลับไปนั้นจะโยเยขึ้นมาอีกครั้ง
ทำให้มาธวีจำต้องกันหน้ากับมาสบตากับผู้เป็นย่า กลิ้งกลอกแววตาไปมาเพราะอยากหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผลมาอ้าง ไม่ต้องการให้เกิดการดูตัวตามธรรมเนียม เธอเคยบอกท่านไปแล้วว่าไม่ชอบการบีบบังคับ จึงตัดสินใจพูดถึงสิ่งที่รับรู้มาโดยตลอด
“เฮียแทนคุณเขามีแฟนอยู่แล้ว และเหมยก็เห็นเขาควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า อาม่าจะให้เหมยไปยุ่งกับเขาทำไมคะ” หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ หลังจากเห็นใบหน้าที่ตึงเครียดของผู้เป็นย่า “และอีกอย่างนะคะ...เหมยมีคนรักอยู่แล้ว คงแต่งงานกับผู้ชายที่อาม่าเลือกให้ไม่ได้หรอกค่ะ”
“อั๊วไม่เชื่อว่าลื้อจะมีแฟนจริงอย่างที่กำลังอ้างอยู่” อาม่ากิมลั้งส่ายหน้าไปมา ผมสีดอกเลาที่ดัดเป็นทรงนั้นไหวเอนไปตามแรงของใบหน้า “อย่ามาโกหกอั๊วนะอาเหมย ไหนอาหม่อนบอกว่าตอนนี้ลื้อยังไม่มีใครไง”
คนหน้าหวานตามสไตล์ลูกคนจีนหันไปมองหน้าพี่ชายทันที ไม่คิดว่าคนเป็นพี่จะเอาข้อมูลส่วนตัวของเธอมาขายให้อาม่าฟังแบบนี้ สายตากลมโตที่ถอดแบบมาจากมารดาจึงถลึงใส่พี่ชายไปหนึ่งครั้งราวกับต้องการคาดโทษให้คนเป็นพี่รู้ตัว ว่าอย่าทำแบบนี้กับเธออีกเป็นครั้งที่สอง เคยบอกไปหลายครั้งหลายหนแล้วว่าอย่าพูดเรื่องส่วนตัวของเธอออกไป แล้วยังไงล่ะ...สุดท้ายพี่หม่อนของเธอก็ถูกอาม่าต้อนให้พูดเหมือนเดิม!
“เหมยมีแฟนแล้วจริงๆ ค่ะ เฮียหม่อนอาจจะไม่รู้ ก็เลยคิดว่าเหมยยังโสดอยู่”
“แน่ใจเหรอ?” ท่านถามย้ำ ยกยิ้มมุมปาก
“โธ่! ก็ต้องแน่ใจสิคะ เหมยมีแฟนแล้วจริงๆ ค่ะ จะให้ไปบอกเลิกเขา แล้วมาแต่งกับเฮียแทนคุณแทนน่ะ...เหมยทำไม่ได้หรอกนะคะอาม่า แฟนเหมยคงเสียใจแย่”
อาม่ากิมลั้งก้มมองหญิงสาวที่เดินมาคุกเข่าตรงหน้า พร้อมกับโน้มตัวมากอดท่านเอาไว้หลวมๆ สายตาที่มองหลานสาวแปรเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ขึ้นมาฉับพลัน อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าหากไล่ต้อนไปเรื่อยๆ แม่ตัวดีจะทำอย่างไร
“ปีนี้ลื้ออายุสามสิบแล้วนะอาเหมย อาม่าอยากเห็นลื้อมีครอบครัวที่ดี ถึงได้พูดเรื่องนี้กับลื้ออีกครั้ง”
“แต่เหมยยังไม่รีบนี่คะ เอาไว้อายุสามสิบห้าเมื่อไหร่ค่อยแต่งก็ได้”
“รอนานขนาดนั้นไม่ได้หรอก อาม่าอยากเห็นลื้อเป็นฝั่งเป็นฝาก่อนที่อาม่าจะตาย อากงของลื้อก็คงอยากเห็นลื้อมีความสุขเหมือนกัน”
สตรีรูปร่างท้วมเอ่ยบอกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ว่าท่านอยากไล่ต้อนหลานเรื่องคู่ครองนัก แต่เป็นเพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ มาธวีเอาแต่ทำงานหนักติดต่อกันโดยไม่คิดจะสนใจใคร ท่านจึงไม่อยากให้หลานสาวสุดที่รักหลงไหลในความสันโดษจนติดเป็นนิสัยในระยะยาว
และอันที่จริงก็ไม่ได้อยากให้ผู้ชายหน้าไหนมาดูตัวหลานเหมือนดั่งธรรมเนียมจีนที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา แต่ที่ต้องขู่ว่าจะหาใครสักคนมาดูตัวมาธวีนั้น ก็เพราะท่านรู้ว่าหลานสาวคนเล็กนั้นดื้อรั้นแค่ไหน ถ้าไม่แอบตกลงทำสัญญาบางอย่างกับลูกชายคนเล็กเอาไว้ มีหรือมาธวีจะยอมเปิดปากพูดเรื่องนี้ออกมาก่อน
ก็เพราะไม่พูด และเห็นว่าเวลานั้นสมควรแล้ว จึงต้องเริ่มต้อน!
ทั้งที่ท่านอุตส่าห์ถูกใจเจ้าผู้ชายคนหนึ่งเอาไว้แล้วแท้ๆ แต่ดูเหมือนแม่หลานสาวจะห่างเหินกับพ่อหนุ่มหน้าคมคนนั้นไปนาน ผู้ชายหน้าทะเล้นที่จำชื่อได้ว่า ‘ชยกร’ เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของมาธวี ที่พ่วงตำแหน่งคนรู้ใจอยู่หลายปี ก่อนคนทั้งคู่จะแยกย้ายไปมีชีวิตเป็นของตัวเองหลังเรียนจบ
เรื่องนี้ท่านรับรู้มาโดยตลอดว่าคนทั้งสองมีปัญหาต่อกันอย่างไร เพียงแต่ไม่อยากเข้าไปยุ่งหรือก้าวก่าย และไม่คิดอีกเช่นกันว่าจู่ๆ มาธวีจะพูดว่าตนเองมีคนรักขึ้นมาได้ เพราะแบบนั้นจึงเข้าทาง...ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมอีกต่อไปเมื่อมาธวีเป็นฝ่ายเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาเสียเอง!
“แฟนที่ลื้อว่า ใช่อากายหรือเปล่า?”
“ก็...”
“พ่อหนุ่มคนนั้นชื่ออากายใช่ไหมอาหม่อน แฟนน้องสาวลื้อน่ะ?” เมื่อเห็นแม่หลานสาวอิดออด ก็รีบเอ่ยถามหลานชายคนโตโดยไว
“ครับอาม่า” คณิศหันมาตอบผู้เป็นย่าพร้อมกับส่งสายตามาบอกน้องสาวทางอ้อมว่าเขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้
“อากายก็น่ารักดีนะ อาม่าไม่เจอตั้งนานแล้ว พามาเจอกันบ้างสิอาเหมย”
“คือ...”
มาธวีเงียบลงถนัดตา ภาพในหัววิ่งวนย้อนไปถึงใครบางคนที่เคยเจอกับอาม่าของเธอด้วยความบังเอิญ จนกระทั่งก้าวเท้าเข้ามามีบทบาทในครอบครัวมากขึ้น ใครบางคนที่ทำให้เธอหัวเสียอยู่ตลอดเวลา ใครคนนั้นที่เธอเคยบอกให้รับรู้ว่าเธอรักเขามาก และไม่คิดว่าเขาจะทิ้งเธอไปเพียงเพราะเหตุผลว่าเขาไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเธอ
ผู้ชายคนนั้นที่เป็นทั้งเพื่อนและคนที่เธอรักมากที่สุด....
“ถ้ายังคบกันอยู่ก็พาเขามาทำความรู้จักกับครอบครัวให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที”
“เหมยยังไม่พร้อมจะพาใครมาเจอครอบครัวเราค่ะ”
“งั้นก็ไม่เป็นไร” อาม่าหันไปรับน้ำชาจากลูกสะใภ้มาจิบช้าๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าของมาธวีไม่วางตา “งั้นอั๊วจะถือเสียว่าลื้อยังไม่มีใคร ฉะนั้นการดูตัวก็ต้องเกิดขึ้นตามแผนที่ผู้ใหญ่คุยกันไว้ตามเดิม”
“อาม่าคะ!”
“อั๊วมีเวลาให้ลื้อแค่สัปดาห์เดียวอาเหมย ภายในวันศุกร์นี้ถ้าลื้อไม่พาผู้ชายที่คบหาดูใจกันอยู่มาเจอครอบครัวของเราให้ถูกต้อง อั๊วก็จะนัดอาแทนคุณกับป๊าของอีมาพูดคุยเรื่องหมั้นหมายให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที”
ใบหน้าของมาธวีคว่ำลงทันทีที่ฟังประโยคนั้นจบ คนตัวเล็กกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ครอบครัวของเธอเกิดการคลุมถุงชน แต่นับเป็นครั้งที่สองหลังจากที่พี่ชายและพี่สะใภ้ได้แต่งงานกัน และใช่...พี่ชายของเธอก็ถูกทำแบบเดียวกันกับที่เธอเจออยู่ในเวลานี้
ปัญหาการดูตัวบ้าๆ ที่ค่ำครึเหมือนสมัยโบราณนานมา!
แน่นอนว่าเธอไม่ชอบวิถีที่ยึดติดกันมาเป็นรุ่นสู่รุ่นจนไม่ยอมคลายของบรรพบุรุษในตระกูล และไม่ชอบการถูกบังคับในเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแบบนี้ ให้ตายสิ...แล้วแบบนี้จะทำยังไงกันเล่า!
“เหมยไม่อยากให้ใครมายุ่งเรื่องความรัก” สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกไปทื่อๆ แบบนั้น
“ถ้าไม่อยากให้ยุ่ง ลื้อก็ต้องทำตามเงื่อนไขที่อาม่าว่ามา”
“เหมยไม่...”
“ถ้าไม่ยอมพาคนรักมาเจอกัน ลื้อก็ต้องแต่งกับผู้ชายที่อาม่าเลือกให้” ท่านพูดดักคออย่างรวดเร็ว “ดีเท่าไหร่แล้วที่อั๊วให้โอกาสลื้อได้เลือกเอง ดังนั้นอย่ามาดื้อกับอาม่าในเรื่องนี้เด็ดขาด”
“ป๊า...” คนตัวเล็กหันไปมองหน้าบิดาที่นั่งอยู่ไม่ห่าง แต่อีกฝ่ายกลับเบนสายตาหนีไปเสียอย่างนั้น
“ไม่ต้องเรียกให้ใครช่วยทั้งนั้น”
“ก็เหมยยังไม่อยากแต่งงานจริงๆ นี่คะอาม่า เรื่องเรียนรู้กันและกันก็ไม่เห็นต้องรีบร้อน”
“ไม่ใช่ว่าลื้อยังไม่มีใครอย่างที่อ้างออกมาหรอกเหรอ?” คนที่ผ่านโลกมามากดักคออย่างคนรู้ทัน “หรือหลายปีมานี้ ที่อากายหายหน้าหายตาไปก็เป็นเพราะว่าลื้อสองคนเลิกกันแล้ว?”
“เอ่อ...” คนพูดเบนสายตาหนี
“หรือว่าคนที่คบอยู่ตอนนี้ไม่ใช่อากาย?” หญิงสูงวัยอมยิ้ม เมื่อเห็นหลานสาวนิ่งไป “แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร แต่แน่ใจนะว่าลื้อมีแฟนที่คบหาดูใจกันอยู่แล้วจริงๆ อย่างที่พูดออกมา”
“มี...มีแล้วค่ะ” มาธวีตอบรับไม่เต็มเสียงนัก
“งั้นก็พาเขามาที่บ้านเรา วันศุกร์มื้อเย็นคือเวลาสุดท้ายของลื้ออาเหมย!”
มาธวีพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใบหน้างอง้ำมากกว่าเก่าไม่รู้กี่เท่าตัว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมทุกคนต้องวุ่นวายกับชีวิตของเธอขนาดนี้ด้วย อายุสามสิบแล้วทำไม...นี่มันสมัยไหนกันแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องมีสามีก็ได้!
แต่เอาเข้าจริงก็ป่วยการณ์ที่จะพูด...นั่นคือสิ่งเดียวเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นรอยยิ้มหวานๆ ของสตรีวัยแปดสิบห้าปีที่นั่งอยู่ตรงหน้า ซึ่งแน่นอนว่าความสวยหวานที่เคลือบอยู่บนเรียวปากสีแดงของอาม่านั้น ไม่มีแววล้อเล่นออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
แล้วนี่เธอจะทำยังไง ต้องทำยังไงถึงจะรอดจากเรื่องบ้าๆ นี่สักทีนะมาธวี!