บทที่ 1 ลูกชัง
“วินลูก ชอบชุดที่แม่ซื้อให้ลูกไหมครับ” เสียงอ่อนเสียงหวานของมารดาที่ดังมาจากห้องรับแขกของบ้าน ทำให้ร่างสูงของคนที่กำลังจะเดินเข้าบ้านชะงัก
‘วาคิน’ แค่นยิ้ม ก้าวเดินออกไปข้างหน้าด้วยสองขาที่มั่นคงมากกว่าเดิม ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะเลยผ่านเรื่องน่ารำคาญนั้นไป เสียงร้องทักของพี่ชายก็ดังขึ้นเสียก่อน
“กลับมาแล้วเหรอวา” ชายหนุ่มชะงักอีกครั้ง ถอนหายใจ หันกลับไปพยักหน้าตอบ แววตาไหวระริกยามเหลือบมองเห็นใครอีกคนที่นั่งเคียงข้างพี่ชาย
ร่างที่สูงน้อยกว่าเขานิดเดียวนั่งทำหน้าเบื่อหน่ายข้างกายสตรีสูงวัยใบหน้างดงามค่อยเผยรอยยิ้มออกมา ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สาวเท้าเข้ามาใกล้ แล้วจับจูงแขนของเขาไปนั่งลงข้างกาย
วาคินไม่ได้ขัดขืน หากก็ไม่ได้เต็มใจเสียทีเดียว ร่างสูงกว่าพี่ชายหลายเซนติเมตร เพราะมีเชื้อสายทางฝั่งยุโรปตามบิดาทิ้งกายลงนั่งข้างพี่ชายด้วยความจำยอม หากหางตาของคนที่ไม่แสดงสีหน้ากลับยังจับจ้องมองสตรีที่อยู่ไม่ไกลกัน
“มาช่วยพี่เลือกชุดเจ้าบ่าวหน่อย” พี่ชายเอ่ยด้วยรอยยิ้มพลางส่งอัลบั้มรูปชุดเจ้าบ่าวสองสามเล่มให้เขาถือ วาคินรับมันเอามาไว้เงียบๆ ไม่เปิดดู หากก็ไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ ทว่า… สตรีสูงศักดิ์ที่นั่งเงียบมาสักพักกลับเป็นฝ่ายเอ่ย ‘ไล่’ เขากลายๆ แทน
“วาจะไปเข้าใจรสนิยมของลูกดีเท่าแม่เหรอ มาครับ แม่เลือกให้เอง” อัลบั้มในมือถูกยื้อแย่งกลับไปอีกครั้ง สายตาคู่หวานที่มักอ่อนโยนยามมองบุตรชายคนโต เย็นชาขึ้นเมื่อจ้องมองบุตรชายคนเล็ก เพียงเท่านั้นคนที่เพิ่งนั่งลงก็ขยับกายลุก
“ขอโทษด้วยครับพี่วิน พอดีผมมีงานสำคัญต้องรีบไปเคลียร์” วาคินก้าวฉับๆ ออกจากห้องรับแขกโดยไม่ฟังคำทัดทานของคนเป็นพี่อีก ชายหนุ่มพุ่งตัวขึ้นบันไดตรงไปยังห้องทำงานของตนทันที โดยไม่หยุดรอให้คนเป็นพี่ก้าวมาทันอีกรอบ
เมื่อประตูสีขาวบานใหญ่ปิดลง ร่างสูงก็ทรุดกายลงนั่งอย่างหมดแรง
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ สายตาที่มารดาใช้มองเขาก็ยังเหมือนเดิม
มันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย แม้สักวินาทีเดียว
แม้กระทั่งชื่อ… สำหรับพี่ชายของเขายังมีความหมายอันแปลว่าชัยชนะ เป็นที่หนึ่ง ในขณะที่ชื่อของเขาไร้ความหมาย เป็นชื่อที่บิดาผู้จากไปตั้งให้ แม้ไม่เข้าใจภาษาไทยก็ตาม วา มาจากชื่อแรกของมารดา วารี ส่วน คิน มาจากชื่อท้ายภาษาไทยที่มารดาของเขาตั้งให้บิดา อคิน บิดาของเขารักมารดามาก มากจนให้ได้ทั้งชีวิต ทว่ามารดาของเขากลับรู้สึกตรงข้ามกัน เขาเกิดมาจากความผิดพลาด คุณหญิงวารีไม่ได้รักใคร่ในตัวชายชาวอิตาลีที่ ‘บังเอิญ’ คบหาเมื่อครั้งหนีข่าวซุบซิบหลังการหย่าร้างกับอดีตสามีไปเที่ยวยุโรป และที่นั่นคือถิ่นกำเนิดของเขา
ความผิดพลาดจากค่ำคืนหนึ่งทำให้เขาถือกำเนิดในขณะที่บิดามารดาไร้พันธะทางกฎหมาย เขาเป็นลูกนอกสมรส หากก็ยังถือว่าเป็นลูก หลังคลอด บิดาของเขาต้องเลี้ยงดูเขาเพียงลำพัง เมื่อคุณหญิงวารีถูกเรียกตัวกลับไทยเพียงคนเดียว วาคินอยู่กับบิดาเพียงสองคน จนกระทั่งอายุได้ 8 ขวบ ผู้เป็นที่พึ่งสุดท้ายได้จากเขาไปอย่างไม่มีวันกลับ
ความเจ็บปวดต่อการจากไปของบิดาไม่เทียบเท่าความจริงที่ว่า… ตนเองไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัวเลิศวรานนท์ แม้จะเดียดฉันท์สายเลือดต่างด้าวที่เกิดมาจากความผิดพลาด ทว่าคุณตาของเขาก็ยังคงมีความอบอุ่นมอบให้ หากมันก็เพียงไม่นาน วาคินเข้ามาอยู่ในบ้านเลิศวรานนท์ในฐานะ ‘บุตรบุญธรรม’ ของหม่อมหลวงกีรติ เลิศวรานนท์ เขาเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘น้องชายบุญธรรม’ ของมารดา ความน้อยเนื้อต่ำใจถูกเก็บกักไว้ข้างใน ยิ่งนานวันมันหล่อหลอมให้หัวใจเจ็บช้ำด้านชาไปทุกวินาที สุดท้ายชายหนุ่มก็กลายเป็นคนแข็งกระด้าง และเย็นชา
สายตาสีเทาเข้มตามบิดามักดุดัน ข้างในไร้ความรู้สึก แม้ใบหน้าประดับรอยยิ้ม เพราะเป็นบุตรบุญธรรมของคุณตา วาคินจำต้องรับหน้าที่ดูแลกิจการของครอบครัวช่วยพี่ชาย ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหลานของเขา คนนอกไม่มีใครรับรู้สถานะอันแท้จริงของเขา ทว่าคนใน เครือญาติ หรือเพื่อนฝูงของคนในตระกูลต่างทราบดีถึงความเป็นมาของเขา ไม่แปลกหากเมื่อมีโอกาสงานสำคัญ เขามักปลีกตัวไปที่ไหนไกลๆ สักที่ และแจ้งต่อคนทางนี้ว่าไม่ว่าง
ครั้งนี้ก็เช่นกัน… ตระกูลผู้ดีเก่าอย่างเลิศวรานนท์ต้องการเกี่ยวดองกับตระกูลมหาเศรษฐีใหม่อย่างวรโชติพงศ์ แม้จะเพิ่งก้าวขึ้นมามีชื่อเสียง และร่ำรวยมหาศาลจากกิจการเกี่ยวกับอาหารแปรรูปส่งออก ทว่าสินเดิมจากคุณหญิงรจเรศภรรยาคนปัจจุบันของคุณธรากรก็เป็นอีกแรงกระตุ้นให้คุณหญิงวารีอยากเป็นทองแผ่นเดียวกันกับคนบ้านนั้น เพราะเหตุนี้พี่ชายของเขาจึงต้องรับหน้าที่สำคัญนั่นคือ การแต่งงาน
เจ้าสาวของฝั่งนั้นคือ กวินตรา วรโชติพงศ์ ทายาทคนเล็กของคุณหญิงรจเรศ และเป็นทายาทโดยสายเลือดคนเดียวของตระกูลหาญชัยชนะ บ้านเดิมของคุณหญิงรจเรศที่มารดาของเขาปรารถนาจะเกี่ยวดองมากที่สุด
มาวินเคยคัดค้านในคราแรก ทว่าสุดท้ายพี่ชายของเขาก็พ่ายแพ้ให้แก่ความปรารถนาของมารดา เขาซึ่งเป็นน้าชายทำได้เพียงนั่งนิ่งๆ ฟังคำสรรเสริญครอบครัวของอีกฝั่งไม่ไกลกันนัก ก่อนจะปลีกตัวออกมา วาคินเคยรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนเกินของบ้าน ทว่าพอเขาอยู่ไปนานๆ ก็เข้าใจดี
เขาไม่ใช่ส่วนเกิน หากเขาไม่ใช่คนในครอบครัวเลิศวรานนท์ตั้งแต่แรก หากไม่ใช่เพราะคำสั่งเสียสุดท้ายของคุณตาเขาคงเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของบิดาเพื่อไปชีวิตที่ปรารถนานานแล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูทำให้ร่างสูงขยับลุกขึ้นยืน ใช้สองมือปาดไล่หยดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วยตาทิ้ง ผลักประตูออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ทำงานเสร็จหรือยัง” เสียงถามพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของพี่ชายทำให้วาคินแค่นหัวเราะในลำคอ
“ครับ” เขาตอบสั้นๆ ก่อนเดินนำเข้ามายังห้องทำงานที่จัดเป็นสัดส่วนภายในห้องนอน
มาวินเดินตามแผ่นหลังของน้องชายไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานอันเป็นสถานที่ประจำของเขา เมื่อเบื่อหน่ายฟังมารดาพร่ำเพ้อถึงคนตระกูลวรโชติพงศ์ เขาก็มักปลีกตัวมาที่นี่ สถานที่ที่มารดาไม่มากร่ำกราย
“วา” ทันทีที่วาคินนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม คนที่ตั้งใจมาสนทนากับน้องก็เปิดฉากคุยทันที
“พี่มีเรื่องจะคุยด้วย” เขาอยากคุยเรื่องสำคัญที่มารดามักคัดค้านเสมอ ทว่าในสายตาของมาวินมันเป็นสิ่งที่วาคินควรต้องได้
“พี่จะโอนหุ้นของแอลเอ็นให้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ตามพินัยกรรมของคุณตานะ”
วาคินไม่ตอบรับ เพียงส่ายหน้าแทนคำตอบ หากคนที่ตั้งใจเอาไว้แล้วก็ไม่ลดละความพยายาม
“วา มันเป็นสิ่งที่วาต้องได้” ทว่ามารดาของเขาไม่ต้องการให้เขาได้!
“คุณหญิงวารีคงไม่อยากให้ผมได้รับในสิ่งที่ไม่ควรเป็นของผม”
มาวินถอนหายใจทิ้ง หยัดกายตรง นัยน์ตาขี้เล่นอบอุ่นคู่เดิมจริงจังมากขึ้นเมื่อมองสบกับน้อง
“มันควรเป็นของวา” เพราะวาคินคือคนที่ชุบชีวิตบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำท่าจะล้มละลายขึ้นมาด้วยสองมือ ฝ่าฟันวิกฤติหนักหนามาด้วยสองแขนแข็งแรงของอีกฝ่าย แม้ตำแหน่งกรรมการบริหารของบริษัทจะเป็นชื่อของเขา ทว่าคนที่รับหน้าที่ดูแลทุกอย่างคือน้องชายต่างบิดาคนนี้ คนที่ทำให้แอลเอ็นกรุ๊ปกลับมามีชีวิตอีกครั้งควรจะต้องได้อะไรตอบแทนบ้าง ไม่ใช่ความหมางเมินจากมารดา หรือสายตาหยามเหยียดจากคนในตระกูล
“ไม่รู้ละ พี่ให้ทนายจัดการให้เราแล้ว”
เป็นอันสิ้นสุดการสนทนาเมื่อร่างตรงหน้าจากไปพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
วาคินไม่ได้ยินดีรับในสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามยัดเยียดให้ เพราะมันก็เหมือนของร้อน อยู่ในมือใครก็รังแต่จะทำให้ทุกข์ทั้งกายทั้งใจมากกว่า ทว่าชายหนุ่มก็ไม่อาจปฏิเสธพี่ชายได้ ที่ทำได้คงยินยอมรับมันมาถือเอาไว้ แล้วค่อยส่งคืนให้ ‘เจ้าของ’ ในเวลาที่เหมาะสม
อย่างไรเสียวันข้างหน้า ‘ลูกชัง’ ที่ไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างเขาก็คงต้องไป…
“โง่!” เสียงตวาดแว้ดที่ดังมาจากห้องรับแขกทำให้ทุกคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานสะดุ้ง หันมองไปยังต้นเสียง ก่อนหันกลับมามองสบตากันแล้วก้มหน้าทำงานต่อไป
“แกโง่แบบนี้ไงถึงได้เป็นแค่ลูกเมียน้อย” คำบริภาษยังคงดังต่อเนื่อง จนคนที่นอนนิ่งบนเตียงต้องขยับกาย หากก็ทำได้เพียงเล็กน้อย เมื่อร่างกายป่วยไข้ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถปกป้องบุตรสาวคนโตได้
เพี๊ยะ
ฝ่ามือเรียวฟาดลงบนข้างแก้มขาวเนียนเต็มแรง ดวงตาเฉี่ยวคมที่แต่งแต้มเด่นชัดขึงตามอง นิ้วชี้เรียวยาวจิ้มลงบนหน้าผากเกลี้ยงเกลา ก่อนตะเบ็งเสียงด่าทอหนักขึ้น
“คนอย่างแก ถ้าไม่เป็นคนใช้ก็คงต้องเป็นโสเภนีเหมือนแม่ของแก ไร้ค่า ไร้ราคาให้คนชื่นชม!” คำหยามเหยียดเหล่านี้หากเป็นเมื่อก่อน ‘กลอยใจ’ คงเจ็บปวดกับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าวันนี้หล่อนชาชินเสียแล้วกับสิ่งที่ได้ยิน เคยกรุ่นโกรธที่ ‘แม่เลี้ยง’ มักด่าทอไปถึงมารดาที่จากไป ทว่าพอนานวันเข้าก็ข่มใจได้ กักเก็บความเสียใจเอาไว้ข้างใน เพื่อรอเวลา…
สักวัน หล่อนให้สัญญากับตนเอง และสาบานต่อหน้าอัฐิของมารดา
สักวัน หล่อนจะเดินออกไปจากที่นี่ จากขุมนรกบนดินที่คนซึ่งเรียกตนเองว่าผู้ดีสร้างมันขึ้นมาจากสองมือ
หญิงสาวเป็นบุตรสาวคนโตของครอบครัว หากในความเป็นจริง หล่อนเป็นได้เพียงลูกเมียน้อย แม้มารดาจะเป็นภรรยาคนแรก หากก็เป็นเพียงภรรยาทางพฤตินัย ไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวของบิดา ไม่นานหลังจากคลอดหล่อน ท่านก็สิ้นใจเพราะตรอมใจตาย หลังจากสามีต้องไปแต่งงานกับลูกสาวมหาเศรษฐีที่ครอบครัวจัดหามาให้
กลอยใจกลายเป็นเด็กที่ ‘ขาด’ ไม่ใช่ครอบครัว หากสิ่งที่หล่อนขาดไปคือความเป็นคน
ทุกคนในบ้านวรโชติพงศ์เห็นเธอเพียงเศษฝุ่น เป็นตำหนิ เป็นความอัปยศอดสูที่ต้องแบกรับ หลายปีก่อนหล่อนเคยอยากไปจากที่นี่ เก็บข้าวของพร้อมหอบหิ้วความเสียใจก้าวออกไปจากบ้าน ทว่าเพียงขยับก้าว ยังไม่ทันพ้นประตู ข่าวร้ายก็เดินทางมาถึง บิดาเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาตซีกซ้าย เดินไม่ได้ ต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียง ความหวังอันริบหรี่ที่จะหนีไปตายเอาดาบหน้ามีอันต้องพับเก็บ เมื่อความเป็นคนดีของหล่อนชักนำให้ลูกสาวคนโตของท่านกลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง
“เก็บกวาด แล้วพาพ่อของแกกลับเข้าไปนอนในห้องของตัวเองให้เรียบร้อย ถ้าฉันกับลูกวินนี่กลับมายังไม่เรียบร้อย แกเจอดีแน่!” ใบหน้าสะสวยที่แต่งแต้มมาอย่างดีบิดเบ้ เมื่อมองเลยไปยังสามีซึ่งนอนเป็นผักสร้างความเดือดร้อนให้ตน ก่อนหันกลับมองจ้องลูกเมียน้อยซึ่งเป็นหนามทิ่มใจของตนเองอีกครั้ง ใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปบนหน้าผากเกลี้ยงของอีกฝ่ายแรงๆ อีกครั้ง
“สาระแนดีนัก แล้วอย่าสาระแนไปบอกเรื่องนี้กับลูกสาวฉันนะ ไม่งั้นฉันเอาแกตาย!”
กวินตราอาจไม่พอใจที่มารดาปฏิบัติต่อบิดาไม่ดี หากกับหล่อน ผู้เป็นลูกเมียน้อยคงไม่ระคายใจคนเป็นน้องอย่างแน่นอน
“กลอยไม่กล้าหรอกค่ะ”
“ดี!” น้ำเสียงสะบัดตอบกลับทันที ก่อนบิดปากคว่ำแล้วก้าวข้ามร่างบางที่นั่งพับเพียบบนพื้นไปอย่างไม่ให้เกียรติ และหยามเหยียดอย่างที่สุด
กลอยใจกำมือที่วางบนตักแน่น กดริมฝีปากล่างจนเลือดซิบ ไม่ตอบโต้ หากกักเก็บทุกอย่างเอาไว้ในใจ
หล่อนเชื่อเสมอว่า… การแก้แค้นที่ดีที่สุดคือการทำชีวิตให้ดีขึ้น
ทุกคืนก่อนหลับตา หล่อนจะภาวนาให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ วันที่หล่อนจะได้เป็นอิสระ ได้โบยบินไปจากบ้านหลังนี้ แม้จะดูเป็นลูกเนรคุณในสายตาใครต่อใคร หากโอกาสครั้งที่สองมาถึง หล่อนจะไม่ลังเลอีกแล้ว
“พ่อแกเคยให้อะไรแกบ้าง นอกจากเศษเงินกับเศษความรักที่นานๆ ครั้งจะมาถึง ฉันจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่พ่อแกให้อะไรสักอย่างคือวันเกิดตอนแกอายุ 22 มันเป็นปากกาด้ามไม่กี่ร้อยเองไม่ใช่เหรอ แถมตอนรับปริญญา ฉันไม่เห็นพ่อที่แกรักนักรักหนาจะแวะมาแสดงความยินดีอะไรเลย แกควรต้องรู้นะกลอยว่าที่ผ่านมา แกมีชีวิตอยู่ได้เพราะตัวเอง”
คำพูดของขนิษฐายังดังชัดในความรู้สึกของเธอ กลอยใจเคยเถียงกลับ หากก็สรรหาคำพูดยกย่องผู้ให้กำเนิดไม่ได้เลย
ไม่มีสิ่งใดที่บิดาของเธอมอบให้ นอกจากนามสกุล
“ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง แค่ครั้งเดียว แกต้องออกมานะ”
ออกจากขุมนรกที่เธอทุกข์ทรมานมาทั้งชีวิต
กลอยใจพยักหน้าตอบรับเพื่อนรัก ยืนยันให้คนที่เคียงข้างตนมาตั้งแต่จำความได้เชื่อมั่นใจการตัดสินใจครั้งนี้
“ขอแค่มีโอกาสอีกครั้ง ฉันจะไม่ลังเล”
แม้การไปครั้งนี้ อาจถูกตราหน้าว่าลูกเนรคุณ!
ทว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กลอยใจคิดว่าตนเองทำหน้าที่ของลูกถึงที่สุดแล้ว หล่อนไม่ได้ทำงาน หลังเรียนจบก็ต้องทำหน้าที่ดูแลปรนนิบัติบิดาที่นอนติดเตียงมาตลอดเพียงคนเดียว โอกาสในชีวิตของหล่อนสูญเสียไปหลายอย่าง รวมทั้ง… ความรัก
ผู้ชายคนเดียวที่หล่อนมีใจให้ และเฝ้าแอบมอง ยามอีกฝ่ายมาเที่ยวเล่นที่บ้านหลังใหญ่ตั้งแต่จำความได้คือแรงใจให้อยากมีชีวิตที่ดีกว่าวันนี้ ทว่า… ความรักข้างเดียวแสนเพ้อฝันต้องจบลงเมื่อข่าวสำคัญมาถึง
“ลูกวินนี่ของฉันจะแต่งงานกับมาวิน ลูกชายของคุณหญิงวารีเดือนหน้า แกเตรียมตัวให้ดี วันนั้นฉันจะต้องไม่ได้เห็นแกกับพ่อของแกในงาน!”
หัวใจที่เต้นได้เพราะผู้ชายที่ชื่อ มาวิน เลิศวรานนท์ หยุดเต้นทันที คำพูดของเพื่อนรักผุดวาบเข้ามาในหัวอีกครั้ง เมื่อคิดถึงใบหน้าของชายในดวงใจ
“สักวันแม่คุณวินก็คงจับเขาแต่งกับยัยวินนี่ สองตระกูลนี้อยากเกี่ยวดองกันใจจะขาด ใครๆ ก็รู้ แถมยัยวินนี่ยังภาษีดีขนาดนั้น เป็นถึงทายาทคนเดียวของวรโชติพงศ์ เป็นประธานกรรมการบริหารของ VP Enterprise ในขณะที่แกมีตัวตนในสายตาของเขาบ้างไหมก็ยังไม่รู้ ตื่นเถอะกลอย ถึงเวลาต้องยอมรับความจริง แกกับเขาไม่ใช่คู่กัน หรือต่อให้เขาเห็นแกเป็นมนุษย์คนนึงจริงๆ แกคิดว่าคุณหญิงวารีผู้ดีเก่าที่ถือศักดิ์ศรียิ่งชีวิตจะยอมรับสะใภ้ที่ได้ชื่อว่าลูกนอกสมรสเหรอ นอกจากไม่ยอมรับ อาจทำกับแกยิ่งกว่าคนบ้านนี้อีกนะ”
ขนิษฐาไม่ได้พูดเกินไป และไม่ได้พูดทำร้ายจิตใจเธอ หากเพื่อนต้องการให้เธอคิด เมื่อเธอพยายามอย่างที่สุดเพื่อหาเหตุให้ตนเองยังอยู่ในบ้านหลังนี้เพื่อ… เขา
“เห็นไหม ฉันบอกแกแล้ว ตัดใจเสียเถอะกลอย ถึงเวลาที่เราต้องกลับมาเดินตามเส้นทางของเรา ดูแลตัวเอง และหัวใจของตัวเองให้ดี เชื่อฉันนะ”
ขนิษฐาไม่ได้ซ้ำเติม แต่มักปลอบโยนด้วยความจริงเสมอ หากเป็นคนอื่นคงชิงชังในตัวเพื่อนรัก แต่สำหรับคนที่คบหากันมาทั้งชีวิตแล้ว มันกลับเป็นคำเตือนที่เรียกสติของเธอได้ดี
และมันส่งผลให้เธอตัดสินใจเด็ดขาด…
“เมื่อถึงเวลา ฉันจะเดินออกมาด้วยสองขาของตัวเอง แกไม่ต้องห่วง”
และหล่อนหวังในมันมาถึงในเร็ววัน…
แม้จะอาศัยอยู่ในบ้าน และมีชื่อในทะเบียนบ้าน หากกลอยใจถูกกีดกันให้ออกจากวงสังคมชั้นสูง หล่อนเป็นได้เพียงคนรับใช้ในบ้านของบิดาในสายตาของเหล่าคุณหญิงคุณนาย และเพื่อนฝูงของกวินตรา เมื่อก่อนมันเคยเป็นความเจ็บปวด ทว่าเมื่อผ่านไป มันชาชิน และกลายเป็นความเฉยชา
แต่หล่อนก็ไม่ได้อยากอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ไม่ได้อยากเป็นคนชนชั้นสูง ไฮโซหรือคนมีชื่อเสียงอันจอมปลอมที่มักสวมหน้ากากเข้าหากันเช่นสองแม่ลูก ที่แบบนั้นมันไม่เหมาะกับเธอ ส่วนที่ที่เหมาะกับเธอคือที่ไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ที่นี่
“คุณหนู” เสียงอาทรพร้อมใบหน้าเหี่ยวย่นคุ้นตาทำให้กลอยใจต้องหันมอง หญิงสาวยกมือปาดน้ำตาบนข้างแก้ม คลี่ยิ้มยากลำบากให้หญิงชราผู้เป็นเก่าคนแก่ของตระกูลบิดา แล้วขานตอบ
“มีอะไรหรือคะนมอุ่น” แม่นมสูงวัยคลานเข้ามาใกล้ รวบร่างบอบบางของคนที่ตนเองชุบเลี้ยงมากับมือเอาไว้แน่น เวทนา สงสารจับหัวใจ หากก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากโอบกอด ปลอบโยนเช่นนี้เรื่อยไป
กลอยใจรับอ้อมกอดที่อบอุ่นเสมอพร้อมกอดตอบ ไม่ได้ร้องไห้โฮเหมือนครั้งแรกๆ อีกแล้ว มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ยามได้รับอ้อมกอดแนบแน่นขึ้นเท่านั้น มันหมดสิ้นแล้วความเสียใจที่กัดกินอกข้างซ้ายจนยับเยิน ที่มีอยู่ตอนนี้เป็นเพียงความชาชินที่ส่งผลให้หัวใจด้านชา
“อืออื้อ” เสียงครางอืออาในลำคอที่ได้ยินทำให้ร่างสองร่างที่กอดกันแน่นผละออก มองตามต้นเสียงไป ก่อนยิ้มบางๆ
บิดามีสีหน้าไม่สู้ดี มองตาเธอด้วยน้ำตา ทว่ากลอยใจไม่มีความรักหรือความเกลียดชังให้บิดาอีกแล้ว หล่อนคล้ายคนปลงตก และวางทุกอย่างลงหลังจากผ่านมา 5 ปีกับการทำหน้าที่ลูกของท่าน อดีตหัวใจดวงน้อยเคยชิงชังความเห็นแก่ตัวของผู้ให้กำเนิด เคียดแค้นทุกคนที่มีส่วนให้มารดาต้องตรอมใจตาย ทว่าเมื่อนานวันเข้า ความรู้สึกเหล่านั้นมันกลายเป็น ‘ความด้านชา’ กับทุกสิ่งอย่างที่ประเดประดังเข้ามา หญิงสาวเลือกจะทำใจให้ชินกับมัน ปฏิบัติตาม ไม่โต้แย้งใดใดให้สถานการณ์แย่ลง
หล่อนไม่ปรารถนาสิ่งใดในบ้านหลังนี้อีกแล้ว แม้กระทั่งความเป็นคนที่ควรได้รับจากสองแม่ลูก สิ่งเดียวเท่านั้นที่ยังเป็นเป้าหมายสุดท้ายในชีวิตก็คือ… อิสระ
ในสักวันที่อาจมาถึง แม้ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่โอกาสสุดท้ายในชีวิตที่เฝ้ารอจะก้าวเข้าหา ทว่า… อย่างน้อยวันข้างหน้าก็ยังเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ มากกว่าสิ่งที่สายไปแล้ว
“นมรักคุณหนูนะคะ” ใบหน้าของหญิงสูงวัยเต็มไปด้วยความอาทรรักใคร่อย่างที่เอ่ย
กลอยใจยิ้ม และยิ้มเลยไปยังผู้ให้กำเนิดที่นอนมองทั้งน้ำตาพร้อมตอบ
“กลอยก็รักนมกับคุณพ่อค่ะ”
ทั้งๆ ที่ความจริง ในหัวใจของหล่อนไม่มีตะกอนความรู้สึกใดมอบให้ใครอีกแล้ว… แม้กระทั่งตัวเอง