บทนำ
หากมีใครสักคนเอ่ยปากบอก ‘ปาณิศา’ ว่าสิ่งที่เธอเลือกทำลงไป ช่างเป็นความโง่เง่าอย่างยิ่งสำหรับชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง เธอคงไม่อาจเถียงกลับได้ว่าสิ่งนั้นไม่จริงอย่างที่ใครมักพูด
และยิ่งเถียงไม่ได้ เมื่อบางสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ดันเกิดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เกิดขึ้นมาในจังหวะที่ความสัมพันธ์ของเธอและนายจ้างคนสำคัญกำลังสั่นคลอน
เธอท้อง...กำลังตั้งท้องลูกของ ‘อติรุจ’
พลาด...ทั้งที่เขาเคยสั่งไว้แล้ว ว่าอย่าปล่อยให้เกิดขึ้นเด็ดขาด แต่ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน แม้ว่าจะพยายามดูแลตัวเองดีแค่ไหนก็ตาม
“เวียนหัวจัง”
คนตัวเล็กบ่นพึมพำ ยันตัวขึ้นมานั่งพร้อมหลับตาครู่ใหญ่ สิ่งที่คุณหมอเตือนไว้และบอกกล่าวให้เตรียมใจว่าต้องพบเจอในระยะนี้ ทำให้เธอแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรในแต่ละวัน
อยากล้มตัวลงไปนอน แต่ก็ไม่อาจทำ เสียงผู้คนที่ดังแว่วมาจากด้านนอก ทำให้ปาณิศาต้องรีบลุกขึ้นมาจากเตียงนอนในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่ใช้หลับนอนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เหลือบตามองบุรุษหนุ่มผิวขาว รูปร่างสูงโปร่งวัยสามสิบห้าปี ที่ยังนอนหลับตาพริ้มราวกับที่นอนของเธอนั้นนอนสบายนักหนา ทั้งที่ความจริงแล้ว ก็เป็นแค่เพียงฟูกขนาดห้าฟุตที่ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร หากเทียบกับความสุขสบายในห้องนอนของเขา คงต้องบอกว่ามองไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว
“จะรีบลุกไปไหน?”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถาม พร้อมกับลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจไปมา สายตายังคงจับจ้องไปที่แผ่นหลังบอบบาง ที่ตนได้ตระกองกอดไว้ตลอดค่ำคืน
“มีคนมาทำงานแล้ว ปายต้องรีบออกไปเปิดประตูโกดังค่ะ”
“ทำไมไม่ฝากกุญแจไว้ที่ป้าอ่อน”
อติรุจเอ่ยถาม ทั้งที่รู้ดีว่าคำตอบของปาณิศานั้นเป็นอย่างไร เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถาม
แต่เป็นการถามนับครั้งไม่ถ้วน...
ถามเช่นนี้นับตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนที่ตั้งใจ ‘ผูกปิ่นโต’ กับเธอ
ผูกปิ่นโต หรือความหมายอีกนัยหนึ่งคือการมีใครสักคนที่พร้อมจะผูกสัมพันธ์ในการทำเรื่องอย่างว่า เขาไม่ชอบคบผู้หญิงไปเรื่อยๆ ไม่ชอบมีความสัมพันธ์แบบฉาบฉวยกับใคร ขณะเดียวกันก็ยังไม่นึกอยากรักใคร่ใครอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน
นับตั้งแต่คนรักจากไปตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน เขาก็ไม่เคยมองใครหรือแม้แต่จะคิดหาใครมาแทนที่
ฉะนั้น...ทางออกที่ดีที่สุดในการที่จะปลดเปลื้องอารมณ์ดิบเถื่อนของตัวเองออกไปเสียบ้าง จึงจบลงด้วยการหาใครสักคนมาทำหน้าที่บนเตียงให้ และปาณิศาก็คือตัวเลือกแรกที่เขาสนใจ
หลังจากที่มารดาขอให้เขาย้ายกลับมาอยู่บ้านแทนที่จะเป็นคอนโดตามคำร้องขอของผู้เป็นยาย เขาก็เริ่มแผนสานสัมพันธ์กับปาณิศาในฐานะเจ้านายผู้คลั่งรัก กระทั่งหญิงสาวหลงกล เดินเข้าสู่วังวนที่เขาจงใจหลอกล่อไว้ตั้งแต่แรก ทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนไป
เขา...จงใจหลอกให้เธอรักจนโงหัวไม่ขึ้น แล้วจึงเอ่ยบอกถึงเจตนาสำคัญที่คิดเอาไว้ตั้งแต่แรกในวันสำคัญของเธอ
วันเกิดปีนั้น...ที่ควรจะเต็มไปด้วยความสุข
ปิ่นโตรักของเขา มีเงื่อนไขสำคัญว่าต่างฝ่ายต่างต้องมีกันและกัน ไม่นอกลู่นอกทาง ไม่นอกกายใครอีกคนอย่างเด็ดขาด
ช่างเป็นความสัมพันธ์ซับซ้อนที่ครั้งหนึ่งปาณิศาเคยคิดเอาไว้ ว่าอาจจะแปรเปลี่ยนไปเป็นรักได้ในสักวัน หากเธอทำตัวน่ารักและเสมอต้นเสมอปลาย เขาคงมองเห็นคุณค่าในตัวเธอบ้าง
แต่สุดท้าย...ทุกสิ่งก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจเธอคิด
เมื่อคำสั่งของอติรุจยังคงเดิม คือห้ามคนในบ้านของเขาหรือแม้แต่พนักงานรับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน เธอและเขาจะเป็นเพียงแค่เจ้านายกับลูกน้องเท่านั้น
เขาสั่งห้าม...ไม่ให้เธอละเมิดกฎข้อนั้นโดยเด็ดขาด!
แล้วหน้าอย่างเธอที่เทใจรักเขาไปแล้วทั้งใจจะทำสิ่งใดได้ นอกจากยอมตกเป็นเบี้ยล่างอยู่แบบนี้ จนกว่าเขาจะปล่อยเธอไป
“ปาย...”
“คะ?” คนตัวเล็กสะดุ้งเล็กน้อย
“ผมถาม...ว่าทำไมถึงไม่ฝากกุญแจไว้ที่ป้าอ่อน”
“ปายกลัวคุณยายว่าค่ะ ก็เลยเก็บไว้ที่ตัวเอง”
“คุณยายไม่ว่าหรอก ออกจะไว้ใจเธอขนาดนี้”
“ปายไม่สะดวกใจจะรบกวนใคร”
“แต่มันทำให้ผมไปต่อกับคุณในตอนเช้าไม่ได้สักครั้ง”
นั่นคือสิ่งที่เขามักเปรยให้ได้ยิน โดยไม่คิดถึงใจของเธอเลยด้วยซ้ำ ว่าจะบอบช้ำและเจ็บปวดกับคมมีดที่กรีดลึกลงไปในใจมากน้อยแค่ไหน
อติรุจเป็นคนที่มีความต้องการในเรื่องอย่างว่าสูงลิบ และเขาเองก็มักจะพูดให้ได้ยินเสมอว่าเธอคือของขวัญอันล้ำค่า ที่เขาคว้ามาครอบครองได้ ประโยคนั้นทำให้เธอเจ็บช้ำอยู่ในใจ ไม่เชื่อว่าเขาจะมองเห็นเธอเป็นของขวัญที่สูงค่าจริงอย่างที่พูดออกมา
เพราะหากมีค่า...เขาคงไม่ทำแบบนี้กับเธอ!
“ผมอยากได้เวลาตอนเช้าคืนมา”
“เมื่อคืนก็หนักหนามากพอแล้วค่ะ” เธอย้ำเสียงแผ่ว
“แต่ผมยังไม่อิ่ม และคุณก็รู้ว่า...”
“อีกหน่อยคุณรุจก็คงไม่รู้สึกแบบนี้...หลังจากแต่งงาน”
เป็นคำพูดที่พูดออกมาได้ยากเย็นนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพูดของเธอ คือการย้ำเตือนตัวเองให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
เวลาของเธอและเขาใกล้หมดลงเต็มที!
“นั่นคือเรื่องในอนาคตของผมกับแพน ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“ปายลืมไป ขอโทษที่พูดถึงว่าที่ภรรยาของคุณรุจนะคะ”
น้ำเสียงของเธอหม่นลงจนทำให้อติรุจเริ่มหงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมานอกจากชักสีหน้าบึ้งตึงใส่เธอเท่านั้น
เขาไม่ใช่คนชอบอธิบายอะไร ส่วนหนึ่งในใจลึกๆ ก็คิดเอาเองว่าวันหนี่งปาณิศาจะเข้าใจ เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้เธอฟัง ในเมื่อการกระทำของเขาชัดเจนในตัวของตัวเองอยู่แล้ว
“งั้นจากนี้ปายจะไม่พูดอีก ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ”
“ปาย...” คนตัวโตคว้าแขนเธอเอาไว้ “วันนี้หน้าซีดไปนะ”
“สงสัยจะนอนน้อยมั้งคะ”
“อย่าโกหก คุณป่วยเป็นอะไรหรือเปล่า?”
“เปล่าค่ะ ปายไม่ได้เป็นอะไร”
“ยาคุมที่บอกให้กินน่ะ” อติรุจเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่ก่อกวนใจมาตลอดหลายวัน “กินครบทุกวันใช่ไหม?”
“ครบถ้วนค่ะ เพราะคุณรุจนั่งจ้องปายทุกครั้งที่ต้องกิน”
ถือเป็นความจริงข้อหนึ่งที่เขาบังคับและคอยควบคุมปาณิศาด้วยตัวเองเสมอมา ด้วยกลัวว่าเธอจะละเมิดข้อตกลงที่ให้ไว้ เขาไม่ไว้ใจ แม้ว่าเธอจะแสดงออกชัดเจนว่าไว้ใจได้ตลอดมา
“กลัวว่าปายจะท้องงั้นเหรอคะ?”
“ผมต้องแต่งงานกับแพน ไม่อยากให้มีปัญหาตามมาทีหลัง”
เป็นคำพูดที่เจ็บไปถึงแก่นหัวใจ แต่สิ่งที่ทำได้คือการฝืนยิ้มให้เขาทั้งที่หัวใจร้องบอกว่าไม่ไหว
เธอทนอยู่ในสถานะคู่นอนของเขาไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!
“ปายจะไม่ท้องกับคุณรุจเด็ดขาด”
“ทำไม?”
ทำไมต้องถาม ทั้งที่เขาเองนั่นแหละ...ที่ออกคำสั่งกับเธอ
ห้ามมีลูก ห้ามท้อง ห้ามเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาผูกมัดเขา!
“ลูกควรเกิดขึ้นมาจากความรักของพ่อกับแม่” คนพูดเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกดทับบางสิ่งลงไปให้ลึกสุดใจ “เขาไม่ควรเกิดมาพร้อมคำว่าผิดพลาด หรือแม้แต่...ความรักข้างเดียวของใคร”
“ปาย...”
“แต่ถ้ามีเขาขึ้นมาเพราะความผิดพลาดจริงๆ ปายจะจัดการทุกอย่างให้ดีที่สุด รับรองว่าจะไม่เดือดร้อนมาถึงคุณรุจแน่นอน”
หญิงสาวหันมายิ้มให้คนตัวโตบางๆ ก่อนจะหันกลับไปคว้าผ้าขนหนูผืนใหญ่มาห่อหุ้มร่างกาย หายเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่ได้สนใจว่าสายตาของคนที่มองตามมานั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างไร
เพราะเด็กผู้หญิงที่มาขออยู่ด้วยในความฝัน กำลังสั่นคลอนหัวใจของเขาจนแทบบ้า เด็กคนนี้ที่วิ่งมากอดเขาพร้อมกับเอ่ยปากถามเสียงดังว่า...
‘หนูขอมาอยู่กับพ่อได้ไหม?’
ช่างเป็นคำอ้อนวอนที่ทำให้หัวใจสั่นคลอน ยิ่งฝันเห็นบ่อยๆ ก็ยิ่งทำให้อติรุจผู้ที่อยู่ในความฝันรู้สึกโหยหาแม่หนูน้อยจับใจ
‘พ่อรักหนูได้ไหมคะ?’
คำนั้น...ที่ทำให้คนฟังใจเต้นรัวแม้กระทั่งยามตื่นจากนิทรา!