
เด็กสาววัยสิบแปดปีสาละวนอยู่หน้าเตาอบขนม ใบหน้าหวานละมุนมีเหงื่อซึมเพราะความร้อนแต่กลีบปากอิ่มกลับมีรอยยิ้มไม่จาง ทุกครั้งที่นึกถึงประโยคคำพูดของพ่อหัวใจดวงน้อยก็จะยิ่งพองโต
‘คุณเหมเขาสั่งคุกกี้รสเนยสิบกล่อง เขาบอกว่าลูกทำอร่อยมาก’
พระพายหัดทำขนมมาตั้งแต่เด็กเพราะมันคือความชอบ ก่อนจะยึดเป็นอาชีพเมื่อมั่นใจในฝีมือของตัวเอง เด็กสาวรู้สึกเขินอายแต่ก็ต้องยอมรับ ว่าที่ผ่านมามีหลายคนชมว่าเธอทำขนมอร่อย แต่คำชมของใครก็ไม่สามารถทำให้หัวใจของเธอพองโตได้เท่ากับคำชมของเหมันต์
“ทำอะไรน่ะหอมฟุ้งไปทั่วบ้านเชียว”
คุณพายัพเดินเข้ามาทักทายลูกสาวถึงในห้องครัว จึงถูกทักทายกลับด้วยการสวมกอดบิดาเอาไว้
“วันนี้พ่อกลับไวจังค่ะ”
“งานไม่ยุ่งน่ะลูก แล้วนี่ทำอะไรล่ะ”
“อบคุ้กกี้ค่ะ พรุ่งนี้จะได้ฝากพ่อเอาไปให้คุณเหม”
“พ่อเพิ่งบอกเมื่อวานก็ทำแล้วเหรอ คุณเหมเขาไม่ได้รีบหรอกลูก”
“หนูไม่อยากให้เขารอนานค่ะ เขามีน้ำใจอุดหนุนหนูก็เกรงใจแย่แล้ว”
คุณพายัพยิ้มด้วยความภาคภูมิใจเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว
“ความเกรงใจคือสมบัติของผู้ดี พ่อดีใจนะที่หนูเติบโตมาอย่างงดงาม ทั้งๆที่พ่อแทบจะไม่มีเวลาสั่งสอนอะไรหนูเลย”
“พ่ออะ จู่ๆก็มาดราม่าซะงั้น ไม่เอานะคะไม่พูดอะไรแบบนี้ ไปอาบน้ำเลยค่ะหนูจะเตรียมข้าวไว้ให้”
“อืม...”
คุณพายัพส่งยิ้มแล้วเดินออกจากห้องครัวเงียบๆ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะไม่อยากแสดงความรู้สึกทางลบต่อหน้าลูก ชีวิตของพ่อเลี้ยงเดี่ยววัยกว่าห้าสิบมีเบื้องหลังที่แสนขมขื่น อดีตคือความทรงจำเลวร้ายที่หวนนึกทีไรก็ยังสามารถทิ่มแทงใจได้เสมอ
พระพายมองตามหลังบิดาด้วยดวงตาแสนเศร้า เพราะเธอไม่จำเป็นต้องทำตัวสดใสเมื่ออยู่ลำพัง ที่ต้องเหลือกันแค่สองพ่อลูกก็เพราะมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น และเหตุการณ์นั้นก็ทำให้เธอสูญเสียพี่ชายไป แม่ที่ไม่อาจยอมรับความสูญเสียกล่าวโทษเธอ ก่อนจะเลือกเดินออกจากคำว่าครอบครัว
ถึงแม้ตอนนั้นเธอจะมีอายุเพียงเก้าขวบ แต่เธอก็ยังคงจดจำทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องราวแต่ทุกความรู้สึกยังคงชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด เสียใจ หรือแม้กระทั่งอาวรณ์
“ไม่ไปได้มั้ยนิสา...”
นั่นคือคำพูดของพ่อที่เธอจำได้ดี ว่ามันแฝงเอาไว้ด้วยความรู้สึกรวดร้าวเหลือประมาณ
พ่อรักแม่มาก...
พ่อรักแม่ที่สุด...
แต่แม่ไม่ต้องการพ่อและยิ่งไม่ต้องการลูกสาวอย่างเธอ ซึ่งหากจะพูดว่าครอบครัวพังลงเพราะเธอก็คงจะไม่ผิดนัก และที่พ่อยังอยู่ตรงนี้ก็เพราะต้องดูและลูกสาวที่แม่ไม่รักคนนี้
เฮ้อ...
เด็กสาวถอนใจแรงๆแล้วสลัดความคิดมืดมัวทิ้งไป ก่อนจะเริ่มหยิบจับเตรียมอาหารมื้อค่ำสำหรับบิดา เอาสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องที่กำลังทำ ไม่ปล่อยตัวเองจมอยู่กับเรื่องราวในอดีต เพราะนั่นเท่ากับการทำร้ายตัวเองแบบไม่จบสิ้น
ทุกครั้งที่สองพ่อลูกอยู่ด้วยกันพระพายจะเป็นฝ่ายชวนคุยเจื้อยแจ้วไม่ให้บิดารู้สึกเหงา เธอมักจะสรรหาเรื่องต่างๆมาเล่าให้ท่านขบขันอยู่เสมอ
“อร่อยมั้ยคะ...”
เธอถามขณะที่ตักผัดเปรี้ยวหวานใส่จานให้บิดา
“อื้ม...รสชาติดี ฝีมือทำกับข้าวพัฒนาขึ้นนะเนี่ย”
“หนูทำได้ดีแค่ไม่กี่อย่างค่ะ แต่ทุกอย่างที่ทำได้เป็นของโปรดพ่อนะคะ”
“ขอบใจลูก”
“พ่อคะ...”
“หืม...”
“เอ่อ...คุกกี้ของหนูไม่เสร็จค่ะ พรุ่งนี้แพ็คแล้วหนูจะเอาไปส่งที่บริษัทได้มั้ยคะ”
“ไม่ต้องหรอกลูก คุณเหมบอกแล้วว่าไม่ได้รีบร้อน เอาไว้ทำเสร็จค่อยฝากพ่อไปก็ได้”
“แต่หนูอยากให้ลูกค้าได้กินแบบสดๆใหม่ๆค่ะ แทบจะไม่อยากให้ข้ามวันเลยด้วยซ้ำ”
คุณพายัพชะงักมือที่กำลังตักข้าวใส่ปากแล้วมองลูกสาว
“เฉพาะลูกค้าคนนี้หรือเปล่าที่ใส่ใจเป็นพิเศษน่ะ”
“กะ...ก็คุณเหมเขาเป็นเจ้านายพ่อนี่คะ หนูก็อยากให้เขาพอใจ”
พระพายถึงกับลอบถอนใจที่ตัวเองพูดได้จนจบประโยคโดยไม่ได้แสดงพิรุธอะไรออกมา
“พ่อรู้ว่าหนูห่วงพ่อ พ่อขอบใจมากๆนะพาย แต่เอาจริงๆพ่อไม่อยากให้หนูกังวลถึงแต่พ่อจนบางครั้งลืมนึกถึงตัวเอง”
“ก็หนูรักพ่อนี่คะ”
คุณพายัพส่งยิ้มอ่อนโยนก่อนจะตักข้าวกินต่อ
“พรุ่งนี้ถ้าหนูจะเอาขนมไปส่งก็โทรหาพ่อก่อน พ่อจะได้ลงมารับข้างล่าง ดีเหมือนกันหนูจะได้ไปขอบคุณคุณเหมด้วย อุตส่าห์ช่วยอุดหนุนมาตั้งหลายครั้งแล้ว”
หัวใจของเด็กสาวเต้นกระหน่ำอยู่ในอกเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้จะได้เจอเขา โชคดีที่บิดาสนใจอาหารตรงหน้าจึงไม่ได้เห็นความเขินอายของเธอ ไม่เช่นนั้นท่านคงจะเดาออกว่าลูกสาวคนนี้แอบชอบเจ้านายของพ่อ
ผู้ชาย...ที่เธอตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น
เมื่อหลายเดือนก่อนเธอยังคงเป็นนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง วันนั้นเป็นวันสุดท้ายของการไปโรงเรียนซึ่งเลิกเร็วกว่าทุกวัน แต่พระพายยังไม่ได้กลับบ้านพร้อมคนอื่น เพราะบิดาลืมเซ็นเอกสารสำคัญให้เธอ
“ฮัลโหลพ่อคะ พ่อลืมเซ็นใบขอทุนให้หนู”
เนื่องด้วยเป็นทุนเรียนต่างประเทศจึงจำเป็นต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอม มันจึงมีความสำคัญมากพอที่จะทำให้พระพายกล้าโทรรบกวนบิดาในเวลางานของท่าน
“เหรอลูก...เอ่อ...เดี๋ยวพ่อโทรกลับนะ”
สายถูกตัดไปไม่นานบิดาก็โทรกลับมา พร้อมบอกว่าจะเข้ามาเซ็นให้พร้อมรับเธอกลับไปด้วยกัน
วันนั้นบิดาพาเหมันต์ผู้เป็นเจ้านายออกไปพบคนสำคัญข้างนอก จึงขออนุญาตเขาแวะเข้ามาทำธุระที่โรงเรียน ซึ่งเหมันต์ก็ไม่ขัดข้องแล้วยังใจดีให้เธอติดรถกลับไปด้วย
ตอนแรกเธอไม่ได้รู้สึกประหม่ามากมายนัก แต่พอต้องนั่งใกล้เขาที่เบาะหลังของรถเบนซ์คันหรู ร่างเล็กในชุดนักเรียนก็รู้สึกเหมือนถูกบีบ เธอซุกตัวอยู่ที่ประตูจนเหมันต์หัวเราะเบาๆ
“หึ หึ หึ ดูสิคุณพายัพ ลูกสาวคุณกลัวผมเหมือนหนูกลัวแมวเลย”
ทั้งๆที่ปกติทั้งแสบทั้งซนแต่พออยู่ใกล้เขากลลับรู้สึกเหมือนถูกอำนาจบางอย่างข่มไว้
“หึ หึ พาย สวัสดีคุณเหมหรือยังลูก”
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดี นั่งตามสบายเถอะ”
“ค่ะ”
“เรียนจบแล้วเหรอ...”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวส่งผมแล้วกลับบ้านได้เลยนะคุณพายัพ พาลูกสาวไปฉลองสักหน่อย”
“ขอบคุณครับ”
“แล้วนั่นตะกร้าอะไร”
เขาถามพลางมองมาที่ตะกร้าบนตักของเธอ
“คุกกี้ค่ะ หนูทำมาแจกเพื่อนๆวันจบ”
“ทำเองหรอ”
“ค่ะ ปกติทำขายค่ะ แต่ขายเล็กๆน้อยๆพอเป็นค่าขนม”
เพราะเขาให้ค

