บทที่ 1.1 - จุดเริ่มต้น
‘กายแนบกาย สัมผัสแห่งเราสอง’
ศนันธฉัตร หญิงสาวในวัยยี่สิบสองปีผู้เป็นเจ้าของเครื่องหน้าสวยหวานจนบรรดาสตรีด้วยกันเกิดความรู้สึกอิจฉา ความงามของหล่อนเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในที่ทำงาน ร่างบางเรียนจบระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่งของประเทศ โดยปัจจุบันเธอทำงานเป็นเลขานุการให้กับประธานบริษัทฯ TM Company ซึ่งเป็นบริษัทฯ เกี่ยวกับการส่งออกผักและผลไม้ของประเทศไทยไปสู่ตลาดสากล หญิงสาวเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญขององค์กรที่ทำงานดีจนได้รับเสียงชื่นชมต่างๆ นานาจากทุกฝ่าย แน่นอน… มีคนรักย่อมมีคนเกลียด ด้วยวัยวุฒิที่น้อยบวกกับประสบการณ์การทำงานเพียงแค่หนึ่งปีครึ่งแต่สามารถก้าวกระโดดมากกว่าคนที่อยู่มานาน ศนันธฉัตรจึงต้องรับความกดดันจากเสียงด้านลบมากพอสมควร
หากเจ้าหล่อนกลับไม่เก็บเอามาใส่ใจ เพราะเธอถือคติให้ผลงานเป็นตัวชี้วัดเพื่อตัดสินทุกอย่าง
“นันวันนี้ไปกินเลี้ยงวันเกิดพี่กิ๊บกันนะ” รุ่นพี่สาวคนสนิทเอ่ยชวน ใบหน้าหวานทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงอ่อน
“วันนี้เหรอคะ… แต่ว่า”
“ไม่ต้องมีแต่เลยนะ เธอปฏิเสธพวกพี่มาหลายครั้งแล้วนะ และงานนี้ก็เป็นวันเกิดของพี่กิ๊บด้วย เขาทั้งรักและเอ็นดูเธอราวกับลูกแท้ๆ ถ้าไม่ไปมีหวังผิดใจกันยาวเลย”
“นันรู้ค่ะ แต่นันห่วงน้องมินน่ะพี่สา” วันวิสา ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ ความจริงก็พอจะเข้าใจสาวรุ่นน้องอยู่บ้างเนื่องด้วยก็รู้อยู่ว่าเจ้าหล่อนมีภาระหน้าที่ต้องดูแล
“นันพาน้องมินไปด้วยได้ไหมคะ?” เสียงหวานเอ่ยถาม
“โอ๊ยหล่อน งานเนี่ยเขาจัดกันในผับนะยะ เธอจะพาเด็กอายุห้าขวบเข้าผับเนี่ยนะ” วันวิสาว่า
“งานจัดในผับหรือคะ” ศนันธฉัตรทำเสียงตกใจ ยิ่งพอรู้สถานที่จัดงานเจ้าหล่อนยิ่งพาลไม่อยากไป เรื่องเข้าผับเข้าบาร์เธอเคยเสียที่ไหน ชีวิตของหญิงสาวมีแต่เรื่องงานและเรื่องดูแลเด็กน้อยแสนน่ารักอย่าง มินตรา เท่านั้น
ความจริงแล้วมินตราไม่ได้เป็นบุตรแท้ๆ ของเธออย่างที่ใครหลายๆ คนเข้าใจ มินตราเป็นลูกสาวของพี่ชายที่ทอดทิ้งให้เธอเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กน้อยยังแบเบาะ แต่ร่างบางไม่ต้องการให้ใครรับรู้ความเป็นมาจึงบอกตัดบทว่ามินตราเป็นบุตรสาวของตนที่เกิดกับสามีเก่า ทว่าปัจจุบันได้เลิกรากันไปนานแล้ว ศนันธฉัตรไม่ต้องการให้หลานสาวที่ฟูมฟักมากับมือต้องได้รับผลกระทบทางสังคม ไม่อยากให้ถูกมองว่าเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่เฉกเช่นคนอื่น
อะไรที่ทดแทนกันได้เธอก็อยากทำเพื่อหลานสาวเพียงคนเดียว เพราะในเวลานี้บิดามารดาของเธอท่านก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว เหลือเพียงหญิงสาวกับเด็กน้อยวัยห้าขวบที่อาศัยอยู่ด้วยกันมาตลอดระยะเวลาห้าปี
“ใช่จ้ะ พี่กิ๊บเขาอยากแด๊นซ์น่ะเลยจัดในผับปีนี้ เปิดโต๊ะเรียบร้อยแล้วด้วยนะ” วันวิสายิ้มกว้าง
“นันไม่อยากไปเลยพี่สา ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปงานวันเกิดพี่กิ๊บนะคะ แต่ว่านันไม่ชอบเข้าผับน่ะค่ะ นันอึดอัด”
ศนันธฉัตรทำหน้าเครียด หญิงสาวไม่เคยสันทัดเรื่องเที่ยวกลางคืนตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการเที่ยวแบบเข้าผับในที่แคบที่มีแต่เสียงเพลงอึกโครมและกลิ่นควันบุหรี่คละคลุ้งด้วยแล้ว ยิ่งไม่ใช่แนวของร่างบางเข้าไปใหญ่
เวลาว่างจากการทำงานศนันธฉัตรมักจะพามินตราเข้าวัดทำบุญ ปล่อยนกปล่อยปลาตามประสา เพราะเธออยากให้หลานสาวเป็นเด็กมีจิตใจอันบริสุทธิ์ จึงส่งเสริมเรื่องหลักศีลธรรมเป็นพิเศษ
“ลูกหนึ่งเข้าไปแล้วควรเปิดหูเปิดตาบ้างนะนัน อีกอย่างพวกพี่ก็ไม่เคยบังคับเธอเลยนะ เห็นแก่พี่กิ๊บแกสักครั้งเถอะ งานวันเกิดเจ๊เขาทั้งที” วันวิสาอ่อนใจ อยากให้ไปด้วยกันครบทีม
“นัน…” ศนันธฉัตรนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจพลางมองหน้ารุ่นพี่สาว “ก็ได้ค่ะพี่สา แต่นันอยู่ได้แค่ชั่วโมงเดียวนะคะ” ร่างบางมีข้อต่อรอง
“ไม่มีปัญหา พี่เข้าใจว่านันห่วงลูก” วันวิสายิ้มกว้าง ก่อนที่ใบหน้าเฉี่ยวจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “แล้วนันจะฝากน้องมินตราไว้กับใครเหรอ?”
“เดี๋ยวนันไปฝากไว้กับเพื่อนค่ะ มินตราก็สนิทและไปเล่นด้วยกันออกจะบ่อย นันไปร่วมสนุกแค่ชั่วโมงเดียวลูกยังไม่ทันงอแงหรอกค่ะ” ศนันธฉัตรตอบเสียงเรียบ แววตาเต็มไปด้วยความห่วยใยยามเอ่ยชื่อของเด็กน้อย
“พี่นับถือนันจริงๆ เลยนะเนี่ย ดูแลเลี้ยงลูกเพียงลำพังมาโดยตลอด แถมยังสอนให้น้องมินเป็นเด็กดีอีกต่างหาก เก่งจริงๆ น้องสาวพี่” วันวิสาเอื้อมมือไปขยี้เส้นผมของคนตรงหน้าอย่างนึกเอ็นดู
“นันไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอกค่ะพี่สา แต่เพื่อลูกนันก็ทำได้ทุกอย่างนั่นแหล่ะค่ะ” คนตัวเล็กเอ่ย สำหรับศนันธฉัตรไม่มีอะไรสำคัญกับเจ้าหล่อนมากไปกว่าเด็กน้อยวัยห้าขวบอีกแล้ว!
ใบหน้าเล็กมาพร้อมกับดวงตากลมโตใสแจ๋ว จมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยรับกับริมฝีปากบางกระจับน่าจุ๊บ ร่างของเด็กหญิงตัวอ้วนป้อมสมวัยช่างน่ารักน่าชัง สร้างความเอ็นดูให้แก่ผู้คนที่พบเห็น สร้างรอยยิ้มให้บังเกิดไม่ว่าจะย่างกรายไปยังทิศทางใด ศนันธฉัตรมองลูกรักพลันยิ้มมีความสุข หลังจากรับมินตรากลับมาจากโรงเรียนแล้วเด็กหญิงก็ร้องอ้อนอยากทานไอศกรีมร้านเปิดใหม่ตรงหัวมุมทางเข้าหมู่บ้าน
“อร่อยไหมคะหนูมิน” เสียงหวานเอ่ยถามเด็กน้อยตรงหน้า มือเรียวคอยเช็ดคราบไอศกรีมให้อยู่ไม่ห่าง
“อร่อยค่ะ หนูมินชอบทานไอศกรีมที่สุดเลย” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าอร่อยก็ต้องทานให้หมดนะคะ”
“ค่ะ แม่จ๋าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หนูมินจะทานให้หมดเกลี้ยงเลย หนูมินจำคำสอนของแม่จ๋าได้ค่ะ ว่าเราต้องรู้จักคุณค่าของสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ หรือว่าของเล่น”
เด็กหญิงตัวน้อยพูดจาฉะฉานแสดงถึงความมั่นอกมั่นใจ
“โห… เก่งจังเลยลูกสาวแม่!”
ศนันธฉัตรเอื้อมมือไปลูบศีรษะทุย หญิงสาวรู้สึกภูมิใจเหลือเกินที่มินตราจดและจำทุกคำที่เธอสอนได้เป็นอย่างดี
“แม่จ๋า… หนูมินได้สมุดการบ้านเล่มใหม่มาด้วยค่ะ วันนี้แม่จ๋าสอนหนูมินทำการบ้านด้วยนะคะ” มินตราเงยหน้าบอกมารดา
ศนันธฉัตรมีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย…
“เอ่อ หนูมินคะ วันนี้แม่จ๋าคงสอนการบ้านหนูมินไม่ได้นะคะ แม่จ๋าต้องไปงานเลี้ยงวันเกิดป้ากิ๊บ”
มินตราสนิทสนมกับบรรดาเพื่อนร่วมงานของเธอพอสมควร เพราะช่วงที่มีงานยุ่งหญิงสาวจะพาเด็กน้อยไปที่บริษัทฯ ด้วยแทบทุกครั้ง ท่านประธานก็เข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี ภาพลักษณ์ของศนันธฉัตรเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าเธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ดังนั้นจะมีเอาลูกมาเลี้ยงในระหว่างทำงานบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร หากทำแล้วไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ศนันธฉัตรเองก็รักษาคุณภาพของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งมินตรายังเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ทำตัววุ่นวายจนเป็นที่น่ารำคานใจ เด็กน้อยวัยห้าขวบพูดเพราะและรู้จักการเข้าสังคมมากกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน ทุกคนในบริษัทจึงรักและเอ็นดูบุตรสาวของศนันธฉัตรกันแทบทุกคน
ยกเว้นคนบางกลุ่มที่ชังน้ำหน้าตัวแม่เลยพาลไม่ชอบลูก…