EP.1 มันก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่ง
ดวงตาคู่สวยของคนนอนหลับลืมขึ้น ความสะลืมสะลือทำให้เธอมองภาพตรงหน้าไม่ชัดนัก ภาพเลือนลางของใครบางคนที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอ
แหมะ!
หยดน้ำใสๆจากดวงตาของชายผู้นั้นหยดแหมะลงบนแก้มเธอ หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย ภาพตรงหน้าเริ่มชัดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนชัดเจนที่สุดมือคนเฝ้ารอเอ่ยชื่อของเธอ
“เชลโล่... ที่รัก คุณฟื้นแล้ว... ฮึก!” เขายกยิ้มทั้งน้ำตา ดึงตัวเธอเข้าไปกอดไว้แน่น จนหญิงสาวเกือบหายใจไม่ออก
“หมอครับ! หมอๆ แฟนผมฟื้นแล้ว!” เขาเรีบกดเครื่องสื่อสารที่หัวเตียง ส่งเสียงดีใจเรียกหมอให้เขามา
“ที่รัก? แฟน?? นี่คุณลุงเป็นใครอ่ะคะ? ละแล้วทำไมหนูถึงมาอยู่ที่นี่? เพื่อนๆหนูหายไปไหนกันหมดคะ?” หญิงสาวหันมองหาเพื่อนๆ ขณะเดียวกันก็ผลักชายหนุ่มออกอย่างไม่ชอบใจนักที่เขาโผกอดเธอ
“เชลโล่?” เขาจับมือเธอแน่น แปลกใจเหลือเกินที่เธอทำเหมือนไม่รู้จักเขา มองเขาด้วยสายที่แปลกไป
“ใช่! หนูชื่อเชลโล่ แต่หนูไม่รู้จักคุณลุงอ่ะ คุณลุงเป็นใครคะ? ปล่อยมือหนูสักที! เราไม่รู้จักกันสักหน่อย! ห้ามมาโดนตัวกันนะคะ!”
ทั้งคำพูด น้ำเสียงและสายตา หญิงสาวทำให้ชายหนุ่มทั้งนิ่งและอึ้งไปในเวลาเดียว เขารู้ว่าเธอไม่ได้แกล้งแน่ๆ เพราะเชลโล่แสดงไม่เก่ง...
“หนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? เพื่อนหนูไปไหน? ยัยป่าน?! แล้วพ่อแม่หนูล่ะ? นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมคนที่หนูรู้จักหายไปกันหมด!?” หญิงสาวตะโกนถาม แต่ชายหนุ่มกลับพูดอะไรไม่ออก จนหมอเจ้าของไข้เดินเข้ามาในห้อง เขาเปิดไฟฉายส่องดวงตาคู่สวยนั่น ก่อนจะถามคำถามพื้นๆ ที่คำตอบทำเอาคนฟังแทบล้มทั้งยืน
“ช่วยบอกหมอหน่อยได้ไหมว่าหนูเป็นใครมาจากไหนอายุเท่าไหร่?”
“หนูชื่อเชลโล่ หนูเรียกอยู่เกรดสิบเอ็ด อายุสิบเจ็ด นี่มันเรื่องอะไรกันคะหมอ? หนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แล้วคุณลุงคนนั้นเป็นใคร?! ทำไมเขาถึงบอกว่าหนูเป็นแฟน! ทำไมเขาถึงกอดหนูแล้วร้องไห้?”
“ใจเย็นๆเชลโล่... หนูหายใจเข้าลึกๆนะ แล้วบอกหมอหน่อยว่าภาพสุดท้ายที่หนูจำได้ก่อนจะตื่นขึ้นมา มันคือภาพอะไร?”
“หนูเล่นวอลเล่กับเพื่อนๆอยู่ที่โรงยิม... รุ่นพี่ที่หนูแอบชอบเดินผ่านมา เขาหล่อมาก หนูละสายตาจากเขาไม่ได้ แล้วลูกวอลเล่ก็ลอยมากระแทกที่หัว...” หญิงสาวพยายามนึก ก่อนจะนิ่วหน้าเพราะอาการปวดหัวแล่นขึ้นมาในทันใด
“พอแล้วๆ ไม่ต้องคิดแล้ว หนูพักก่อนนะ” คุณหมอเอ่ยขึ้นกับหญิงสาว ก่อนจะหันไปสบตากับชายหนุ่มที่ยืนอึ้งพูดไม่ออก
“เชิญที่ห้องหมอหน่อยครับคุณร็อกเก็ต”
EP.1
มันก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่ง
Cello said :
สวัสดีตัวฉันในวัยยี่สิบแปด... ฉันรีบตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดเดรส Chanel ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวันก่อน วันนี้เป็นวันเกิดของฉัน และฉันมีความสุขมากที่ตัวเองโตขึ้นอีกปี และวันนี้ฉันก็มีนัดกับร็อก... ร็อกเก็ตแฟนของฉันที่คบกันมาสิบปี นานใช่ไหมล่ะ? ควรจะแต่งงานกันได้แล้วใช่ไหมล่ะ? ฮ่ะๆ ฉันก็คิดแบบนั้นนะ แต่... ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าฉันหมั้นกับเขามาสามเดือนแล้ว เพียงแต่ร็อกยังไม่ว่างแต่งงานก็เท่านั้นเอง
ฉันคว้ากระเป๋า Hermes ลงมาที่ชั้นล่างของบ้านหลังจากที่แต่งตัวเสร็จ วันนี้ฉันจะต้องเข้าไปที่ร้าน ฉันหมายถึงร้านกาแฟที่เพิ่งเปิดได้ห้าเดือนน่ะ แต่เมื่อฉันกำลังจะเดินออกไปมาจากบ้าน ฉันก็ต้องหงุดหงิดขึ้นมาเมื่อฉันเห็นรถของพี่ไวโอลินจอดอยู่หน้าบ้าน
อาจจะไม่ค่อยมีใครรู้ แต่ฉันมีพี่สาวหนึ่งคนที่ชื่อไวโอลิน เธอแต่งงานและย้ายออกไปอยู่กับสามีเมื่อสองปีก่อน แต่ก็ยังชอบกลับมาที่บ้านหลังนี้เพื่อบงการชีวิตฉัน เนื่องจากพ่อแม่ของเราอยู่ต่างประเทศ นางเลยชอบทำตัวเหมือนเป็นแม่อีกคนของฉัน
“จะไปไหน?” ยัยพี่บ้าที่อายุห่างกับฉันสี่ปีเอ่ยถาม
“จะออกไปที่ร้าน” ฉันยักไหล่ตอบ
“ยังไม่เจ๊งอีกเหรอ? ได้ข่าวว่าขาดทุนยับเยิน”
“ไม่ต้องยุ่ง ร้านเพิ่งเปิดก็ต้องขาดทุนเป็นธรรมดา” ฉันเผยอปากใส่พี่ไวโอลินอย่างไม่อยากจะคุยด้วย
“พูดมาได้ว่าขาดทุนเป็นธรรมดา แกเปิดร้านมาห้าเดือนแต่บัญชีติดตัวแดงทั้งห้าเดือน ไปเปิดร้านอยู่เอกมัย ค่าเช่าตึกเดือนละเจ็ดแปดหมื่น ตกแต่งร้านสวย ดอกไม้สดใหม่ทุกวัน ค่าใช้จ่ายบานเบอะ แต่แกขายกาแฟแก้วละสี่สิบบาท ทั้งๆที่ใช้เมล็ดกาแฟอย่างดีนำเข้าจากเมืองนอก ต่อให้ลูกค้าเยอะจนขายไม่ทัน ยังไงแกก็เจ๊งอยู่ดี เพราะรายรับมันต่ำกว่ารายได้!” แล้วพี่สาวจอมบ่นจะก็สาธยายออกมายืดยาวจนฉันเบื่อจะฟัง
“ก็เศรษฐกิจแบบนี้ จะให้ขายแพงๆได้ไง! ใครเขาจะมาซื้อกิน!” ฉันเถียงกลับ
“ในเมื่อแกรู้ว่าเศรษฐกิจมันไม่ดี แล้วแกจะลงทุนไปทำไม! พ่อแม่ตามใจแกจนลืมดูว่าลูกสาวเขาน่ะไม่ฉลาดพอจะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ก่อนหน้านี้แกเปิดร้านดอกไม้ก็เจ๊งไม่เป็นท่า แล้วที่เคยเปิดสปาอีก... โอ๊ย! ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดประสาท! เมื่อไหร่แกจะโตสักทีนะเชลโล่!”
“ฉันโตแล้ว! แล้วถ้าปวดประสาทมากนักก็ไม่ต้องมาคิดเรื่องฉันสิ! เอาเวลาไปสนใจลูกผัวตัวเองโน่นไป!” แล้วฉันก็หมุนตัวเดินสะบัดก้นออกมาจาหน้าบ้านทันที
ให้ตายเถอะ! ทั้งที่เป็นวันเกิดฉันแท้ๆ แต่พี่ไวโอลินกลับทำให้ฉันอารมณ์เสียแต่เช้า น่าหงุดหงิดเป็นบ้าเลย!
At Wonder Coffee
ฉัรขับรถ Mercedes Benz มาจอดที่หน้าร้านกาแฟของฉัน ระหว่างที่กำลังเดินเข้าร้าน โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น พอเห็นว่าเป็นสายของซูซาน หนึ่งในเพื่อนซี้สุดเลิฟ ฉันก็รีบรับสายนั้นทันที
“ว่าไงมึง”
“มึงอยู่ไหน กูเพิ่งผ่านหน้าร้านกาแฟมึง”
“กูก็เพิ่งถึงร้านเนี่ย มึงจะไปไหน?”
“กูไปหาหมอมาไง อีกไม่กี่วันก็นัดคลอดแล้ว นี่กำลังจะกลับบ้าน...” ซูซานท้องจนจะคลอดแล้วเหรอเนี่ย... เวลาผ่านไปไวเหมือนกันนะ
“เข้ามาที่ร้านกูสิ มีเรื่องจะบ่นให้ฟัง นี่ไอ้ยีนส์มาด้วยไหม?” ยีนส์คือสามีของซูซาน ซึ่งก็เป็นเพื่อนของฉันเหมือนกัน เพราะยีนส์เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับร็อกเก็ต
“ยีนส์มาด้วย เดี๋ยวกูให้ยีนส์ไปส่งที่ร้านมึงแล้วกัน”
“โอเคจ้าแม่” พอวางสายจากซูซาน ฉันก็ตรงเข้าไปในห้องบัญชีที่อยู่ด้านหลังร้าน พอเปิดสมุดบัญชีขึ้นมาดู ฉันก็แทบหงายเงิบ... เดือนนี้ฉันขาดทุนไปหนึ่งแสนบาท รับรองว่าถ้าร็อกเก็ตและพี่ไวโอลินรู้ ฉันจะต้องโดนบ่นและก็ต้องโดนสั่งปิดร้านแน่ๆ
ไม่นานเกินรอ ยีนส์ก็เดินพยุงซูซานที่ท้องโตใกล้คลอดเข้ามาในร้าน ฉันรีบเข้าไปจัดที่นั่งให้เพื่อน ก่อนจะโบกมือเรียกพนักงงานมาให้รับออร์เดอร์
“มึงกันอะไรซาน” ฉันเอ่ยถามเพื่อน
“เอานมสดคาราเมลก็แล้วกัน” ซูซานตอบ
“แล้วยีนส์อ่ะ”
“กูไม่เอา เดี๋ยวต้องไปแล้ว รับงานโฆษณาเอาไว้” ยีนส์ว่า ก่อนจะกดจูบที่แก้มของซูซานอย่างแผ่วเบาด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่ใครเห็นก็ต้องรู้สึกอิจฉา
“เราไปก่อนนะ จะให้มารับกี่โมงก็โทรบอกนะ” ยีนส์บอกซูซาน
“โอเค... ขับรถดีๆนะ”
“ครับ”
“หวานอะไรกันขนาดนั้นวะ?” ฉันถลึงตาเอ่ยถาม หลังจากที่ยีนส์ออกไปจากร้าน
“ก็ปกติ” ซูซานยักไหล่ตอบด้วยท่าทีน่าหมั่นไส้
“มั่นหน้ามากจ้าแม่ แล้วนี่หมอว่าไงบ้าง ได้คลอดตามกำหนดใช่ไหม?”
“ครรภ์โอเคดี ลูกสาวกูพร้อมออกมาเจอโลกแล้วในอีกไม่ช้า” เพื่อนๆรวมถึงฉันก็เพิ่งจะรู้กันเมื่อไม่นานมานี้ว่าลูกในท้องของไอ้ซานเป็นเพศหญิง
“แล้วนี่งานแต่งมึงไปถึงไหนแล้วเชลโล่ กูเห็นหมั้นกันมาตั้งนาน แต่ไม่แต่งสักที เดี๋ยวพอทะเลาะกันมึงก็ขอเลิกอีก” ในตอนที่ซูซานถาม นมสดคาราเมลของมันก็ถูกนำมาเสิร์ฟพอดี
“ไม่รู้... ร็อกไม่ค่อยว่าง หรืออาจจะไม่เคยว่าง ไม่เหมือนไอ้ยีนส์ ไอ้เสือ แล้วก็ไอ้ขุนที่ต่อให้มีงานเยอะแค่ไหน พวกมันก็มีเวลามาอยู่กับลูกกับเมีย” ฉันเบะปากพูดถึงสามีของเพื่อนทุกคน
“นี่มึงงอนกันอีกแล้วใช่ไหม?” ซูซานช้อนตาถามฉัน
“ไม่ได้งอน แต่... มึงวันนี้วันเกิดกู กูไม่ได้ขอให้ร็อกโทรมาแฮ๊ปปี้เบิร์ดเดย์ตอนเที่ยงคืนหรอก แต่นี่แม่งจะสิบเอ็ดโมงอยู่แล้ว ร็อกยังไม่โทรหากูเลย เหมือนจำไม่ได้ว่าเป็นวันเกิดแฟน ทั้งๆที่เรานัดกันไว้เย็นนี้อ่ะ” แล้วฉันก็เริ่มบ่น... บ่นถึงปัญหาเดิมๆ คือร็อกไม่เคยมีเวลาให้ฉัน
“เชี่ย... กูยังจำไม่ได้เลยว่าวันนี้วันเกิดมึง สุขสันต์วันเกิดค่ะเพื่อน” ซูซานยิ้มแหยๆ
“มึงจำไม่ได้อ่ะไม่แปลกหรอก แต่ร็อกต้องจำได้สิวะ ร็อกเป็นแฟนกูนะ”
“นี่เหรอเรื่องที่มึงจะบ่นให้คนท้องอย่างกูฟัง” แล้วไอ้ซานก็ทำหน้าเบื่อโลกใส่ฉัน
“ไม่ใช่... กูมีเรื่องที่น่าปวดกบาลกว่านั้น”
“เชี่ย! น่ากลัวว่ะ กูขอกลับบ้านก่อนนะ” ว่าแล้วไอ้ซานก็แกล้งทำเป็นจะลุกจากโซฟา
“เดี๋ยวๆ ฟังกูก่อน” ฉันรีบยื้อแขนเพื่อนไว้อย่างเร็ว
“กูขอตัวช่วยเป็นเยลลี่กับซินได้ป่ะวะ คนท้องอย่างกูไม่ควรได้รับฟังเรื่องรุนแรง” ซูซานยังคงพูดจากวนประสาทฉัน
“งั้นโทรเรียกมันมาเลย... วันเกิดกูทั้งที เพื่อนๆควรมารวมตัวกัน” สิ้นคำพูดของฉัน ซูซานก็รีบยกสายโทรหาเพื่อนอีกสองคนทันที
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เยลลี่และซินก็มาถึงที่ร้านกาแฟของฉัน และเมื่อครบองค์ประชุม ฉันก็ไม่รอช้า... รีบเล่าเรื่องที่พี่สาวฉันบ่น รวมถึงเรื่องตัวแดงในบัญชี้ร้านนี้ทันที
“กูว่าพวกกูทุกคนเห็นด้วยเหมือนกันหมดว่ามึงไม่ควรทำธุรกิจว่ะ” เยลลี่เอ่ยขึ้นหลังจากที่ฉันเล่าจบ
“แต่กูไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ กูเบื่อ” ฉันนิ่วหน้าตอบ
“แล้วมึงจะเอาเงินมาผลาญเล่นบบนี้เหรอ? ดูร้านมึงสิ อย่างกับสวนดอกไม้ เข้ามานี่กูนึกว่ามึงกำลังแต่งสวน แล้วเสือกใช้ดอกไม้จริงซะด้วย มันเวอร์เกิน... ถ้าคิดค่ากาแฟแก้วละร้อยห้าสิบกูจะไม่ว่าเลย แต่มันดันคิดแค่สี่สิบบาท มันก็จริงอย่างที่พี่มึงพูดนั่นแหละ ยังไงก็เจ๊ง” ซินเสริมทัพ
“กูก็อยู่บ้านเฉยๆ ไม่เห็นน่าเบื่อเลย มีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะ” ซูซานเอ่ยอย่างจริงจัง
“พวกมึงไม่เข้าใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยังไงกูก็จะทำร้านนี้ต่อ แล้วก็ก็จะเปิดร้านเค้กเพิ่มด้วย” ฉันยึดมั่นในความต้องการของตัวเอง
“แล้วแต่เลยจ่ะ ร้านกาแฟยังเอาไม่รอด มึงจะมีหน้าจะเปิดร้านเค้กต่อ... บ้านมึงรวยนี่ ไม่เอาเงินมาเผาเล่นไปเลยล่ะ” เยลลี่ประชดใส่ฉัน
“พวกมึงแม่งขี้รุมกูกันอ่ะ! ไม่เคยเข้าข้างกูเลย วันนี้วันเกิดกูนะ!”
“มึงอายุยี่สิบแปดแล้วนะเชลโล่ อย่าทำตัวเหมือนสิบแปดดิ ทำร้านนี้ให้มันดีก่อน เรื่องร้านเค้กน่ะมึงค่อยเอากำลังที่ได้จากร้านนี้ไปเปิด ถ้ามึงยังทำร้านนี้ให้ได้กำไรไม่ได้... กูว่ามึงควรพอ ไม่งั้นกูจะเอาเรื่องที่มึงขาดทุนไปบอกไอ้ร็อก” ซินขู่เสียงแข็ง แล้วฉันก็ทได้แต่เงียบ เพราะถ้าร็อกรู้เรื่องนี้ รับรองได้เลยว่าเขาต้องสั่งให้ฉันปิดร้านแน่นอน
“เออๆ กูยอม พวกมึงห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกร็อกเด็ดขาด”
“แล้วนี่... ชุดใหม่นะจ๊ะ ยังไม่เข้าไทยเลยนี่ มึงสั่งออนไลน์มาใช่ไหม?” แล้วเยลลี่เจ้าแม่แฟชั่นก็ชี้นิ้วมายังชุดที่ฉันใส่
“ของขวัญวันเกิดให้ตัวเอง... หรือนี่พวกมึงยังจะห้ามไม่ให้กูใช้เงินอีก!?” ฉันถลึงตามใส่เพื่อน ก่อนที่ทุกคนจะหัวเราะอกมาพร้อมกัน อย่างที่รู้ๆกัน... ว่าฉันไม่เคยชนะสงครามน้ำลายกับใครทั้งนั้น!
Cello end.