EP.1 สารภาพ
At The Rich Condominium
“เฮ้อ!”
หญิงสาวใบหน้ากลมเจ้าของผมหน้าม้าแสนน่ารัก ถอนหายในออกมาเป็นรอบที่สิบสามตั้งแต่ที่เธอมานั่งตรงริมระเบียงห้องของหนึ่งในเพื่อนสาวคนสนิท
“ถอนหายใจซะ”
“เอาเบียร์หน่อยป่ะ?” ซูซาน เจ้าของห้องยื่นเบียร์ในมือไปตรงหน้าเพื่อนผู้ขณะนี้ทำหน้าเหนื่อยหน่ายเต็มทน
“หึ!” เธอส่ายหน้าตอบ
“สาดดด มาหลอกให้กูแดกเบียร์คนเดียว แล้วมึงก็แดกแต่โค้กอะนะ? อีคนใจบาป!” ซูซานต่อว่าเพื่อนเชิงหยอกล้อด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเรียบนิ่งตามสไตล์ของเธอ
“กูบอกตอนไหนว่าจะแดกเบียร์” เจ้าของผมหน้าม้าเลิกคิ้วถามเพื่อน ชื่อของเธอคือ ซิน ซินที่ย่อมาจากชื่อเต็มว่า ซินเซียร์ ซึ่งแปลว่าจริงใจ
“อีห่า! มาเคาะห้องกูแล้วทำหน้าเหมือนหมาหงอย ใครจะคิดล่ะว่าจะแค่มานั่งถอนหายใจทิ้งแล้วแดกน้ำอัดลม” ซูซานยกกระป๋องเบียร์ขึ้นกระดกดื่มก่อนจะส่ายหน้าให้เพื่อนเป็นเชิงว่าไม่เอาไหน
“กูนอนไม่หลับ แล้วคอนโดมึงก็อยู่ใกล้บ้านกูที่สุด” ซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงพารานอยด์ขณะที่หยิบขนมมันฝรั่งทอดเข้าปาก
“ไหนๆ มีอะไรเล่าให้หมอฟังสิ” หัวโจกของแก๊งสี่สาวผู้ที่มักจะคอยให้คำแนะนำเพื่อนในเรื่องบ้าๆเริ่มทำงานของตัวเองแล้ว... และความบรรลัยกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
“ที่มึงเคยคุยกับเชลโล่แล้วก็เยลลี่อ่ะ เรื่องที่พวกมึงสงสัยว่ากูแอบชอบใครสักคนในรุ่นเรา” ซินนิ่งไป เธอกำลังคิดหนักว่าจะพูดออกไปดีหรือไม่
“เออ ทำไมล่ะ มึงก็เล่าสิ” ซูซานอยากรู้ อยากก็ยังทำหน้านิ่งอยู่
“กูชอบไอ้เชี่ยขุน!”
เธอยอมพูดมันออกไปในที่สุด ถึงแม้จะไม่ได้บอกกับเจ้าตัว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอกล้าพูดความลับที่เก็บไว้นานถึงสามปีกับบุคคลอื่น
ซูซานยังคงตีหน้านิ่ง หญิงสาวยกกระป๋องเบียร์ขึ้นมาดื่ม ใบหน้าสวย ดวงตากลมโต กำลังให้ความคิดอยู่ไม่น้อย เธอคิดอยู่ว่าจะช่วยเพื่อนอย่างไรดี
“มึงอย่าเงียบดิซาน” ในขณะที่ซินกำลังกระวนกระวาย
“กูกำลังใช้ความคิดอยู่”
“คิดเชี่ยไรวะ กูป่ะที่ต้องคิดอ่ะ!” ซินทำหน้าย่นจนเหมือนสุนักพันธุ์ปั๊กเพราะความเครียดกำลังทำงานหนัก
“ไอ้เชี่ยขุนมันมีเมียอยู่แล้วไม่ใช่เหรอวะ”
“เลิกแล้ว เพิ่งเลิกไปเมื่ออาทิตย์ก่อน... เดี๋ยวๆ กูแค่บอกว่ากูชอบมัน ไม่ได้บอกว่าจะไปเอามันมาเป็นแฟนสักหน่อย”
“อีควาย! ถ้ามึงจะแค่ชอบก็หยุดเลย เสียเวลาชีวิต ถ้าคิดจะชอบมึงต้องมั่นใจดิว่ามึงจะเอามันทำผัวให้ได้ ชอบก็บอกชอบไปเลย กลัวเชี่ยไร มึงจะคิดเยอะแยะทำไมเนี่ยอีซิน!” ซูซานเปรียบเสมือนเจ้าป่าผู้ไม่เคยกลัวสิ่งใด เธอลุยได้หมด ออกหน้าแทนเพื่อนมาตลอด ครั้งนี้เธอก็คิดจะช่วยให้ซินสมหวัง ทว่ามันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่เธอเข้าใจ
“ถ้ามันง่ายอย่างที่มึงพูด กูคงไม่ต้องมานั่งถอนหายใจฟังมึงด่าเอาๆหรอก เฮ่อ!” แล้วซินก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“แล้วมึงจะทำให้มันยากทำไมวะ เรื่องแค่นี้เอง อ่ะนี่! มือถือมึง!” ว่าแล้วซูซานก็โยนมือถือไปลงที่หน้าตักของซิน
“เชื่อกู... โทรไปบอกชอบมัน”
“หึ! กูไม่กล้า” ซินส่ายหน้ารัว
“โอ๊ะ! มึงจะรอให้หมาคาบไปแดกหรือไงอีซิน! เชี่ยขุนมันเคยโสดนานที่ไหนล่ะ นี่ปีสามแล้วนะเดี๋ยวจบไปก็ต้องแยกไปทำมาหาแดกแล้ว หรือมึงจะรอให้มันตายก่อนแล้วค่อยไปเคาะฝาโรงบอกชอบมัน?”
“มึงก็เวอร์ไป... คนเราไม่ตายกันง่ายๆหรอก”
“พักก่อน... กูไปขี้เดี๋ยวมา มึงเอาเวลานี้คิดไปก่อน ถ้ากูกลับมา มึงมีทางเลือกแค่สองทาง คือหนึ่ง โทรไปบอกไอ้เชี่ยขุนว่ามึงชอบมัน หรือสอง หยุดคิดเรื่องนี้แล้วเตรียมตัวครองโสดถือพรหมจรรย์ไปยาวๆแบบกู”
ว่าแล้วซูซานก็ลุกขึ้นเดินจากริมระเบียงเข้าไปในตัวห้องเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ซินมองท่าทางการเดินซวนเซของเพื่อนก็รู้ว่าเบียร์สี่กระป๋องทำให้ซูซานเริ่มเมาแล้ว
ลึกๆแล้วซินก็อยากจะเป็นแบบซูซาน อยู่แบบสบายใจเพราะไม่สนใจเรื่องความรักหรือผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น ซูซานปักหมุดไว้ตั้งแต่ตอนที่พวกเธอทั้งสี่คนรู้จักกันตอนเข้ามาเรียนภาพยนตร์ปีหนึ่งว่าเธอจะไม่มีวันมีแฟน เพราะเธอรู้ว่าการมีความรักมันคือการสร้างความทรมานอย่างหนึ่งให้กับตัวเอง ซูซานพูดเสมอว่าสำหรับเธอผู้ชายก็เป็นเหมือนกับขยะเปียกที่ต้องทำลายไปให้หมดอย่างให้เหลือ ซินเองก็อยากจะเห็นด้วยแบบซูซานถ้าไม่ดันไปแอบชอบเพื่อนสนิทต่างกลุ่มเสียก่อน...
“เป็นไง... คิดได้ยัง อีเพื่อนโง่!” ซูซานเอ่ยถามขณะที่เดินกลับมานั่งที่ริมระเบียง
“มึงนี่ด่าเก่งเนอะ ทำไมตอนเรียนเสือกโง่วะ”
“กูด่าเก่งแล้วจะต้องเรียนเก่งอีกทำไมวะ มึงนี่ก็ถามประโง่ๆอีกแล้วนะอีซิน!”
“หึ!” ซินยกยิ้มแล้วส่ายหน้าให้กับความบ้าบอของเพื่อน
“แล้วมึงก็ไม่ต้องทำเป็นเปลื่ยนเรื่อง เลือกมาเร็วๆ ว่ามึงจะโทรหรือจะหยุดคิดเรื่องนี้!”
“กูไม่กล้า กูกลัวเสียเพื่อน กูกับมันต้องทำงานด้วยกันตลอดมึงก็รู้”
“แล้วไงวะ?!”
“เชี่ยยย! ถ้ามันรับไม่ได้ที่กูชอบมันแล้วความเป็นเพื่อนจะเหลืออะไร” ซินคิดเรื่องนี้มาตลอด ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนเขา เธอคงบอกชอบไปนานแล้ว
“นี่มึงชอบมันมานานแค่ไหนแล้ว” ซูซานเลิกคิ้วถาม
“ก็ตั้งแต่ปีหนึ่ง”
“อีห่าเอ้ย! กูก็ว่าทำไมใครเข้ามาจีบมึงก็ไม่สน ที่แท้เก็บซิงไว้ให้เชี่ยขุนนี่เอง”
“อีซาน! นี่กูเพื่อนมึงป่ะ? ให้มันน้อยๆหน่อย!”
“ก็มันจริงอ่ะ ถ้ามึงจะชอบมันมานานขนาดนี้ก็บอกๆมันไปเหอะ สุดท้ายถ้าเสียเพื่อนมึงก็ยังมีกู มีเชลโล่แล้วก็อีเยลลี่ มึงจะแคร์เชี่ยไรกับผู้ชายที่ไม่เห็นค่ามึง!” ที่ซูซานพูดก็ฟังดูมีเหตุผล ซินถึงกับนิ่งไป
“เอามือถือมึงมานี่!” ว่าแล้วซูซานก็คว้ามือถือของซินไปไว้ในมือ ก่อนจะเปิดหน้าจอเลื่อนหารายเชื่อของขุนเขา
“อย่า! อีซาน! กูไหว้!!!” ซินยกมือไหว้เพื่อน
“อ่ะ... ติดและมึงคุย” นอกจากซูซานจะไม่สนใจที่ซินร้องขอแล้ว เธอจะดกโทรออกหาขุนเขา แล้วยื่นสายของเขามาให้ซิน
ซินทำหน้าจะร้องไห้อยากตาย แต่ก็ยอมรับมือถือมาแนบหู ในตอนนั้นที่ได้ยินว่าปลายสายรับสาย หัวใจของเธอก็เนแรงไม่เป็นจังหวะขึ้นมา
“ฮัล... โหล”
“อื้อ! มีไรวะ โทรมาดึกดื่น” เขาเอ่ยถามเสียงงัวเงีย
“มึงนอนแล้วเหรอ? งั้น...” ในตอนที่ซินกำลังจะเลี่ยงไม่พูด เธออยากจะกดวางสาย ซูซานก็ทำถลึงตาใส่ก่อนจะยกเท้าขึ้นสูงหมายจะถีบซินหากเธอไม่ยอมบอกชอบขุนเขา
“เออ คุยได้...” ขุนเขาเอ่ยขึ้นมาในตอนนั้น
“ขุน... คือกู กู...” หญิงสาวอ้ำอึ้ง หัวใจของเธอเต้นถี่ขึ้นกว่าตอนแรกมากมาย
“มึงทำไม นี่กูตื่นมาฟังแล้วเนี่ย มึงมีอะไร”
“กูชอบมึง!” ราวกับโลกหยุดหมุนเมื่อเธอได้พูดคำนั้นออกไป
“...” ปลายสายนิ่งเงียบ
“แค่นี่นะ!” แล้วซินก็วางสายพร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ปัก!!
เธอโยนมือถือไปหน้าซูซานที่กำลังหัวเราะแล้วทำตัวโอนเอนอย่างชอบใจ
“ฮ่ะๆๆๆๆๆ อีเชี่ยยยย!!! มึงแม่งฮะว่ะ!”
“ฮาเชี่ยไร มึงปิดเครื่องให้กูที ถ้ามันโทรกลับมามึงไม่ต้องรับนะ ปิดเครื่องเดี๋ยวนี้เลย!”
“เออๆ ปิดอยู่ๆ ฮ่ะๆๆๆ” ซูซานยังคงหัวเราะไม่เลิก
“เชี่ยมึงแม่งได้ว่ะไอ้ซิน เรื่องนี้กูขอเล่าให้อีสองตัวนั้นฟังนะ กูว่างานนี้มีฮาแน่ๆ” ซูซานว่าพลางหยิบมือถือของตัวเองมากอดเข้าแชท
“ตายๆ งานนี้กูต้องตายแน่ๆ กูคงไม่กล้าไปเจอหน้ามันอีกแล้ว”
“ใจเย็นๆ มึงไม่ตายเพราะแค่บอกชอบผู้ชายหรอก”
“เอาเบียร์มาดิ๊”
“ไหนว่าไม่กิน? ไปหยิบเอง อยู่ในตู้เย็น ฝากเอามาให้กูกระป๋องนึงด้วย เดี๋ยวกูรายงานงานหยาบให้สองคนนั้นฟังก่อน”
สวยสุดในโลกหล้า (4)
Susan : พวกมึง กูมีเรื่องฮาๆมาเล่าว่ะ
Cello : เรื่องไรวะ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว
Jelly : กูอยู่ลานเบียร์ ออกมาดิ
Cello : เอ้า อีเยลลี่แดกเบียร์ไม่ชวนเพื่อน
Jelly : กูชวนแล้วมึงบอกไปกินข้าวกับผัวไงอีเวร
Susan : เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งกัดกัน กูมีเรื่องมาเล่าไงเพื่อน จะฟังกูกันไหมอีพวกแรด
Jelly : รออีนี่ @Sin ก่อนป่ะ
Susan : มันปิดเครื่องหนีไปแล้ว ที่จะเล่าก็เรื่องมันนี่แหละ
Cello : มีไรวะ
Jelly : มึงนี่ถามเก่งเนอะอีเชลโล่ รอไอ้ซานมันเล่าไหมล่ะ
Cello : เอ้า มึงก็ขัดเก่งเหมือนกันแหละอีเยล ชาติก่อนเป็นคนใช้เหรออีหลอกดูก
Susan : พอ! จบ! พวกมึงเลิกกัดกันแล้วฟังกู! อีซินมันชอบไอ้เชี่ยขุน แล้วมันก็เพิ่งสารภาพไปเมื่อกี้ แล้วตอนนี้มันก็กำลังเป็นบ้า นอนกระดกเบียร์กระป๋องอยู่ที่ห้องกูเนี่ย
Cello : ชิท!
Jelly : ฟัค! เชี่ยเอ้ย! เสียเชิงชิบหาย อีซาน มึงปล่อยให้เพื่อนเราทำเรื่องน่าอายแบบนี้ได้ไง บอกชอบผู้ชายก่อนแม่งโครตเสียเชิงเลย
Cello : เอ้าอีเยล กูก็บอกชอบผู้ชายก่อน ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหนเลย สุดท้ายผู้ชายก็ขอกูคบอยู่ดี
Susan : กูบอกให้มันทำเองอ่ะ ก็เพื่อนมันไม่เคย กูก็เลยสอนมันสักหน่อย ไอ้เชี่ยขุนก็สนิทกับอยู่ เผลอๆมันอาจจะได้คบกันก็ได้
Cello : ได้ข่าวว่ามันก็โสดตั้งแต่เกิดพอๆกับซินเลยอีซาน
Jelly : นั่นดิ เสียรมย์ เป็นกูหน่อยไม่ได้ ไอ้เชี่ยขุนนั่นแหละที่ต้องคลานเข่ามาบอกชอบเพื่อนเราเอง
Cello : จ่ะ แม่คนสวย เก่งนักเรื่องปั่นหัวผู้ชาย ว่าแต่อีซินมันชอบขุนตั้งแต่เมื่อไหร่วะ
Susan : มันบอกกูว่าตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ที่พวกเราเคยสงสัยว่าเหมือนมันชอบใครสักคนในรุ่นเราอ่ะ สุดท้ายเป็นเชี่ยขุนคนใกล้ตัวเลย
Jelly : บัดซบมาก! มึงรู้แค่นี้ก็บอกให้มันไปบอกชอบเลยเนี่ยนะ เวรเอ้ย! แล้วนี่ซินมันเป็นไงบ้าง แล้วเชี่ยขุนตอบว่าไง
Cello : พวกมึง เดี๋ยวกูตามอ่านนะ ผัวโทรมา
Jelly : เชลโล่ ไม่ต้องเสือกไปเล่าให้ผัวมึงฟังล่ะ แม่งยิ่งเป็นเพื่อนกันอยู่ด้วย
Cello : จ่ะแม่ รู้แล้วรู้แม่
Susan : มันนอนกอดกระป๋องเบียร์อยู่ ไม่ได้ร้องไห้นะ แต่เหมือนจะช็อคๆว่ะ ไอ้ขุนมันยังไม่ทันตอบอะไรหรอก เพราะอีซินวางสายก่อน กูว่าฝั่งโน้นก็ช็อคไม่ต่างกันหรอก 55555
Jelly : มีหน้ามาหัวเราะนะมึงอ่ะ เห้ยๆ ไอ้เชี่ยขุนมาลานเบียร์ว่ะ
Susan : ใช่เหรอวะ ไหนแม่งบอกนอนไง ตอแหลเพื่อนกูเหรอไอ้สาดดด
Jelly : Sent Photo เดี๋ยวกูไปสืบให้ พรุ่งนี้เช้ารู้เรื่องแน่พวกมึง
Susan : โอเค เดี๋ยวกูเข้าไปดูไอ้ซินหน่อย
ซูซานเดินเข้าไปหยุดยืนมองซินที่กำลังนอนมองเพดานห้องในดวงตาเหม่อลอย หญิงสาวกอดอกมองเพื่อนก่อนถอนหายใจออกมา
“กูถึงได้ไม่เสียเวลาไปรักไปชอบใคร ดูมึงสิ... ทำหน้าเหมือนหมดอาลัยตายอยากสุดๆ”
“กูไม่น่าเลย... ไม่น่าไปบอกชอบมันเลย เพราะมึงเลยไอ้ซาน มึงยุกูอ่ะ!”
“เอ้าโทษกูอีก!”
“เออ เพราะมึงนั่นแหละที่เอามือถือกูโทรหามันอ่ะ โอ๊ย! กูคงไม่กล้าไปเจอมันอีกแล้ว!” ซินพลิกตัวไปมาดิ้นพล่านเหมือนคนเป็นบ้า
“โอ๊ยอีบ้านี่! มันยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย มึงยังไม่โดนมัยปฏิเสธสักหน่อย จะกลัวเชี่ยไรไปถึงไหนเนี่ย!” ซูซานส่ายหน้าไปมาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะกระดกเบียร์กระป๋องในมือ
“รอข่าวจากอีเยลลี่เอาแล้วกัน มันบอกว่าไอ้ขุนไปที่ลานเบียร์เมื่อกี้ กูว่ามันก็คงว้าวุ่นอยู่ไม่น้อยหรอก”
“จริงเหรอ?!”
At Beer Courtyard
เยลลี่ยกแก้วเบียร์ของตัวเองไปนั่งที่โต๊ะของเพื่อนในสาขา ซึ่งเป็นโต๊ะที่ขุนเขาเพิ่งเดินเข้ามานั่งได้เพียงชั่วครู่ หญิงสาวยิ้มหวานส่งสายตาอ้อร้อให้เพื่อนๆก่อนจะหยุดลงที่ขุนเขา เป้าหมายของเธอ
“เยลลี่ เพื่อนไปไหนหมด ทำไมมาคนเดียววะ” ดนัย เพื่อนคนหนึ่งในสาขาเอ่ยถาม
“เพื่อนกูเหรอ? มึงถามถึงคนไหนอ่ะดนัย ถ้าไอ้ซานมันอยู่คอนโด สายนั้นไม่ชอบนั่งแดกเบียร์กับคนอื่น ส่วนเชลโล่ มันไม่ออกไปไหนหรอกถ้าผัวมันไม่ไปด้วย แต่ถ้าเป็นอีซิน...” เยลลี่ลากเสียงยาวปรายสายตามองขุนเขาที่กำลังยิ้มคุยกับเพื่อนคนอื่นอยู่ที่นั่งตรงข้าม
“เออ ซินอ่ะ ปกติมันชอบมาลานเบียร์กับมึงนี่” ดนัยเอ่ยถาม
“นั่นดิ ไม่รู้ป่านนี้มันทำอะไรอยู่เหมือนกัน หรือกูจะโทรชวนมันมาดีวะ ดีไหมไอ้ขุน” เยลลี่เลิกคิ้วถามชายหนุ่ม
“ถามกูทำไม เพื่อนมึงไม่ใช่เหรอ?” ขุนเขาตอบกลับเสียงเรียบก่อนจะฉีกยิ้มกวนประสาทใส่เยลลี่
“พูดเหมือนว่าอีซินไม่ใช่เพื่อนมึงด้วยงั้นแหละ” จะต่อปากต่อคำกับใครก็ได้ แต่จะมาลองดีกับเยลลี่เจ้าแม่ปั่นประสาทไม่ได้!
“มึงจะมาล้วงเอาอะไร คิดว่ารู้ไม่ทันเหรอเยลลี่” ขุนเขาหรี่ตามองเยลลี่
“อะไร มึงร้อนตัวหรือเปล่า? หรือร้อนใจ อยู่ๆก็มาลานเบียร์ตอนตีสองแบบนี้?” เยลลี่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
“ปากดีเหรอ? เดี๋ยวกูก็เรียกไอ้เสือออกมาเลย” ขุนเขาชิงขู่เยลลี่ เพราะรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้ากล้ากับผู้ชายทุกคน ยกเว้นกับเสือ เพื่อนกลุ่มเดียวกับเขา
“เชี่ย! แน่จริงอย่าเอาเพื่อนมาขู่ดิ!” เยลลี่เชิดหน้าท้าทาย
“พวกมึงสองคนทะเลาะเชี่ยไรกันวะ คุยกันดีๆดิ เพื่อนกันทั้งนั้นอ่ะ” ดนัยส่ายหน้ามองเยลลี่กับขุนเขา
“กูไม่ได้ทะเลาะ แต่แค่อยากเช็คหน่อยว่าคนแถวนี้แม่งขี้อ่อยจริงหรือเปล่า?” เยลลี่เหยียดยิ้ม
“ใครขี้อ่อยวะ”
“มึงก็น่าจะรู้นะดนัย ใครที่แม่งชอบทำให้สาวตกหลุมรัก พอได้แล้วก็ทิ้ง อ่อยเรี่ยราดแบบนี้ในสาขาเขาแม่งมีอยู่คนเดียว” เยลลี่ว่าด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติ
“ฮัลโหล ไอ้เสือเหรอ? กูอยู่ลานเบียร์หลังมออ่ะ มึงออกมาดิ... เยลลี่ก็อยู่ด้วย!” ขุนเขาเอามือถือขึ้นมาแนบหูแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปนรอยยิ้ม
“เชี่ยขุน!”
“อย่ากวนตีนกูให้มากเยลลี่ ไม่งั้นกูจัดส่งมึงให้ไอ้เสือถึงที่แน่!” พูดจบขุนเขาก็ยกแก้วเบียร์ขึ้นกระดกจนหมดแล้วลุกออกไปจากตรงนั้นทันที
“ไอ้เชี่ยขุน!!!” และเยลลี่ก็ทำได้แต่ตะโกนด่าไล่หลังเขาเท่านั้น
At Sin’s Home
ซินงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะแสงจากดวงอาทิตย์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาถึงในห้องนอน หญิงสาวมองนาฬิกาที่โต๊ะหัวเตียงพอเห็นว่าเป็นเวลาสิบโมงก็รีบเด้งตัวลุกขึ้น คว้ามือถือมากดเปิดเครื่องจากนั้นก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ
พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จซินเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงหยิบมือถือขึ้นมาดู พอได้เห็นข้อความจากสายที่ได้รับหญิงสาวก็ใจเต้นแรงถี่ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่จะนึกได้ว่าเมื่อคืนเธอทำอะไรลงไป
“ชิบหาย ขุนโทรมาตั้งสิบสาย” หญิงสาวบ่นพรึมพรำกับตัวเอง ก่อนจะโทรกลับไปหาชายหนุ่ม รอสายอยู่ไม่นานเขาก็รับ
“ฮัลโหล”
“ทำไมมึงไม่รับสายกูเลยวะ แล้วเมื่อคืนปิดเครื่องทำไม ตั้งใจจะหนีกูเหรอวะ” เขาร่ายชุดใหญ่ใส่ซินทันที
“เอ่อ... มือถือ กูแบตหมด” เธอโกหก
“แบตหมดแล้วทำไมไม่ชาร์ต”
“เออน่ะ! แล้วมึง... โทรหากูมีอะไร...” ถึงแม้จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ลึกๆแล้วเธอคาดหวังมากมายหลายสิ่งจากเขา
“เมื่อคืนที่มึงบอกว่าชอบกู พูดจริงหรือแค่เมา?”
ตึกตัก! ตึกตัก!
เสียงจังหวะการเต้นของหัวใจดังขึ้นมาจนหญิงสาวได้ยินมันอย่างชัดเจน เธอกัดปาก หลับตาและใช้ความคิดว่าจะตอบคำถามนั้นว่ายังไงดี
“ทำไมอ่ะ ถ้ากูพูดจริงไม่ได้เมา มันจะมีอะไรเกิดขึ้น?”
“ป่าว กูแค่จะบอกว่า...” ขุนเขาเว้นช่องว่างไม่ยอมพูดต่อให้จบ
“ว่า?” ซินรอแทบไม่ไหว ที่จะได้ยินประโยคต่อไปของเขา
“ไปกินข้าวกัน กูหิว”
“ไม่! กูไม่หิว แล้วกูก็ไม่ว่างด้วย มีเรียน!”
“ก็เรียนคลาสเดียวกันอ่ะ ไปกินข้าวกัน แล้วค่อยเข้าเรียน” เขาทำเสียงยืนยานใส่เธอ
“ก็บอกว่าไม่เอาไง แค่นี้นะ กูจะออกไปเรียนแล้ว” ว่าแล้วซินก็กดตัดสายนั้นทิ้ง หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นี่มันอะไรกัน... เขาไม่ได้ปฏิเสธเธอ แต่ก็ไม่ได้ยอมรับการสารภาพ เขาแค่ชวนเธอไปกินข้าวมันหมายความว่ายังไงกันแน่?!