บทนำ ตราตรึงใจ
สิบปีก่อนหน้า...
เมืองหนานจิง แห่งแคว้นจ้าว...
ในค่ำคืนที่สว่างไสวไปด้วยแสงแห่งโคมไฟนั้น เป็นเพราะว่าภายในเมืองได้จัดเทศกาลหยวนเซียว หรือ เทศกาลแขวนโคมไฟขึ้นทำให้ถนนหนทางคราคร่ำมากมายไปด้วยผู้คนและร้านรวงเต็มสองฝั่งทาง ผู้คนที่พากันออกมาด้วยใบหน้าแจ่มใส เพื่อชื่นชมความงดงามของโคมไฟ และกินขนมหยวนเซียว [1]
ว่ากันว่าเทศกาลหยวนเซียว ถือเป็นวันแห่งความรัก ที่ทำให้บรรดาสตรีต่างพากันออกมาชื่นชมความสวยงามของโคมไฟที่ประดับประดา จนได้พบเจอกับบุรุษมากหน้าหลายตาและก่อเกิดเป็นความรัก
คนมีครอบครัวต่างก็พาเด็ก ๆ ออกมาวิ่งเล่นจนเกิดเป็นรอยยิ้มแห่งความสุขไปทั่วทั้งเมือง
“ท่านแม่ โคมไฟนั่นสวยงามยิ่งนัก”
หลินลี่หมิง ในวัยแปดหนาววิ่งไปตามถนนหนทางที่เต็มไปด้วยผู้คนด้วยความสนุกสนานตามประสา โดยมีมารดาคอยวิ่งตามบุตรีที่รักยิ่งด้วยความเป็นห่วง
“หมิงเอ๋อร์ เจ้าอย่างวิ่งไปทั่ว รอแม่ก่อน”
เสียงหวานใสของมารดาเอ่ยเรียกลูกรัก เพื่อหวังให้บุตรสาวชะลอฝีเท้าลงบ้าง ก่อนที่นางจะออกวิ่งตามบุตรสาวไป แต่ทว่า
“ซูลี่ เจ้าควรจะต้องคอยดูแลฮูหยินใหญ่ จะวิ่งไปทั่วเช่นเด็ก ๆ ได้อย่างไร น่าขายหน้ายิ่งนัก”
เสียงทุ้มเข้มของผู้เป็นสามีทำให้นางหยุดนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้บ่าวรับใช้ของตนติดตามหลินลี่หมิงไป
“ขออภัยเจ้าค่ะ ท่านพี่”
หลินเฟยเทียน หรือเสนาบดีกรมยุติธรรม พยักหน้ารับก่อนจะผินใบหน้ากลับไปยังฮูหยินใหญ่ด้วยความเอาใจ และดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้มีความยุติธรรมให้กับครอบครัวเท่าไหร่นัก
ร่างบอบบางเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงหวานใส พร้อมกับยอบกายให้หลินเฟยเทียนผู้เป็นสามีด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทั้งที่ภายในใจนั้น
นางกลับรู้สึกกังวล กลัวว่าหมิงเอ๋อร์จะมีอันตราย
ซูลี่ เป็นอนุภรรยาของหลินเฟยเทียนผู้นั้น แต่ด้วยเพราะร่างกายของนางมักจะอ่อนแอ ป่วยไข้ จึงไม่ค่อยได้รับความรัก ความเมตตาจากสามีเท่าไหร่นัก
“ซูลี่ เจ้าเป็นถึงอนุภรรยาของท่านพี่ หากผู้ใดรู้เข้าว่าเจ้าไร้มารยาทเช่นนี้ ข้าคงขายหน้าไปด้วยเช่นกัน ที่ไม่อาจอบรมเจ้าให้ดี”
ฮุ่ยเฟิน ฮูหยินใหญ่ตระกูลหลิน นางเกิดมาในตระกูลขุนนางทำให้หลินเฟยเทียนมักจะเอาอกเอาใจนางเสมอ แม้ว่านางจะรังแกซูลี่เป็นประจำก็ตามที
“เอาล่ะ ๆ เจ้าดูแลฮูหยินใหญ่ให้ดีก็แล้วกัน ส่วนเรื่องเด็ก ๆ ก็ให้เล่นสนุกกันไปตามประสา”
“เจ้าค่ะ/เจ้าค่ะ”
หลินเฟยเทียนโบกมือเพื่อลดทอนความขัดแย้ง ก่อนที่เขาจะเดินนำเข้าไปยังโรงน้ำชาตระกูลเฉิน เพื่อชื่นชมบรรยากาศของเทศกาลหยวนเซียว โดยมีฮูหยินและอนุภรรยาเดินตามมาไม่ห่างกาย
แม้ว่าซูลี่จะรู้สึกเป็นห่วงบุตรสาวไม่น้อย แต่นางกลับไม่อาจหลบหลีกหน้าที่ของอนุภรรยาไปได้ จึงได้แต่ภาวนาขอให้หมิงเอ๋อร์ไม่เกิดอันตรายใด ก่อนที่นางจะก้มหน้ารินชา คอยปรนนิบัติผู้เป็นสามี
และฮูหยินใหญ่ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง...........
หลินลี่หมิงวิ่งไปตามแสงสว่างของโคมไฟที่ประดับประดาอย่างสวยงามรอบ ๆ เมือง รู้ตัวอีกทีนางก็วิ่งมาถึงสะพานใจกลางของหนานจิงเสียแล้ว
เดิมทีหนานจิงแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยมีแม่น้ำสายเล็กขั้นกลางเอาไว้ ทำให้สามารถที่จะนั่งเรือชมบรรยากาศทั้งสองฝั่งก็ได้ หรือจะเป็นการเดินข้ามผ่านสะพานที่ว่าไปยังอีกฝั่งก็ได้
“คุณหนูรอง หยุดก่อนเจ้าค่ะ”
เสียงของลั่วลั่ว บ่าวรับใช้ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้นางตื่นจากภวังค์และออกวิ่งต่อไป
หากลั่วลั่วจับนางได้ นางคงจะต้องกลับไปนั่งเฝ้าท่านพ่อจิบชาเป็นแน่
พลั่ก
ในระหว่างที่หลินลี่หมิงออกวิ่งและมัวแต่หันมองลั่วลั่ว ทำให้นางไม่ได้ดูทางข้างหน้าจนเผลอชนเข้ากับร่างเล็กร่างหนึ่งจนล้มลงบนสะพานที่แออัดไปด้วยผู้คน
“ลี่หมิง เห็นทีเจ้าจะซุ่มซ่ามเกินไปแล้วกระมัง”
น้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ เรียกให้หลินลี่หมิงแหงนใบหน้าขึ้นมองใบหน้าของคนผู้นั้น ใบหน้าเหยียดที่คุ้นตาคือพี่สาวต่างมารดาของนาง นามว่า หลินเหม่ยลี่ นั่นเอง
“ท่านพี่...”
“ชู่ อย่าเรียกข้าว่าท่านพี่ ข้าไม่อยากมีน้องเช่นเจ้า!”
หลินเหม่ยลี่ยกนิ้วชี้ขึ้นทาบริมฝีปากเพื่อบอกให้นางเบาเสียง แต่ในขณะที่หลินลี่หมิงกำลังหยัดกายลุกขึ้น พี่สาวจอมร้ายกาจกลับเดินเข้ามาประชิดกายพร้อมกับกระแทกไหล่จนนางเซถลาตกสะพาน
ใบหน้าหวานหยดย้อยของหลินเหม่ยลี่แสยะยิ้มอย่างร้ายกาจ เมื่อเห็นว่าน้องสาวที่นางไม่ได้เต็มใจรับกำลังจะตกจากสะพาน แต่ทว่า
หมับ
“ท่านอยากให้ข้าตกน้ำ แต่พอดีว่าข้าไม่อยากตกลงไปแต่เพียงผู้เดียว!”
หลินลี่หมิงรู้ดีว่านี่คือแผนการร้ายของพี่สาว แม้นางจะมีอายุเพียงแปดหนาวแต่นางก็มีความเฉลียวฉลาดและไม่ยอมให้ใครมารังแกได้อย่างง่ายดาย แล้วมีหรือที่นางจะยอมตกลงไปแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้ ฝ่ามือเล็กจึงเอื้อมไขว่ขว้าชายอาภรณ์ของหลิน เหม่ยลี่สุดแรงกำลังจนตกลงสู่แม่น้ำไปพร้อมกัน
กรี้ดดด
“คุณหนูใหญ่!”
ตู้ม
เสียงกรีดร้องของหลินเหม่ยลี่ในวัยสิบหนาวดังขึ้น เรียกความสนใจของผู้คนที่อยู่บนสะพานแต่ไม่มีผู้ใดคิดช่วยเหลือ มีเพียงบ่าวรับใช้ที่ติดตามคุณหนูใหญ่กระโดดลงน้ำตามมาช่วยแต่เพียงเท่านั้น
ส่วนหลินลี่หมิงนั้น ไร้คนติดตามเพราะนางวิ่งหนีบ่าวรับใช้ออกมา การหวังจะให้บ่าวรับใช้ของคุณหนูใหญ่ช่วยเหลือนางด้วยอีกคนคงเป็นไปได้ยาก
สายน้ำที่เยียบเย็นทำให้ท่อนขาของนางเกิดตะคริวจนไม่อาจแหวกว่ายต่อไปได้ นางจึงจมดิ่งลงสู่พื้นน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้ เกิดมาเป็นเพียงบุตรีของอนุภรรยาก็เป็นเช่นนี้ หาได้มีผู้ใดสนใจ
หลินลี่หมิงรู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก จนสติเริ่มพร่าเลือน นางกลืนน้ำลงคอไปเป็นจำนวนมากซ้ำยังอ่อนแรงจากตะคริว ‘ท่านแม่ ข้าจะตายตอนอายุเพียงแปดหนาวเพียงเท่านั้นหรือ’
‘ช่วยด้วย’ หลินลี่หมิงร้องขออยู่ภายใต้สายน้ำที่มืดมน ดวงตาของนางปรือลง ไปพร้อมกับสติที่กำลังจะมอดดับไป
ตู้มมมม
เสียงกระโจนลงสู่ผืนน้ำเป็นครั้งที่สองดังขึ้น ก่อนที่เสียงนั้นจะหายไปพร้อม ๆ กับสติของหลินลี่หมิง นางคงได้ลาโลกนี้ไปอย่างถาวร แต่ทว่า
พรวดดดด
หลินลี่หมิงพ่นน้ำออกมาจากปาก หลังจากที่รู้สึกได้ถึงแรงฝ่ามือที่กดลงบนหน้าอก ทำให้นางรอดพ้นจากความตายอีกครั้ง
“ท่านแม่ซูลี่ ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย”
เฮือก
ดวงตากลมโตปรือขึ้นจนพบว่านางขึ้นมาอยู่บนตลิ่งไม่ไกลจากสะพานไม้ที่ตกลงมา แต่ก็ยังห่างไกลจากผู้คนมากมายอยู่ดี ดวงตาหวานมองรอบ ๆ จนสบตากับเด็กชายผู้หนึ่งที่อาภรณ์เปียกปอนไปตามลำตัว ไม่เว้นแม้แต่เรือนผมสีดำสนิทที่ลู่ลงไปตามกรอบหน้า
“ไม่เป็นอันใดแล้วใช่หรือไม่...” เสียงนิ่งขรึมเอ่ยถามนาง
“อืม เจ้าช่วยข้าเอาไว้อย่างนั้นหรือ” หลินลี่หมิงถามออกไป
“แล้วเจ้าเห็นใครนอกจากข้าหรือไม่เล่า ฮึ”
ใบหน้าเรียบนิ่งแค่นเสียงในลำคอ ราวกับตราหน้าว่านางถามออกไปโดยไร้ซึ่งความคิด
“ปากร้ายนัก”
หลินลี่หมิงหยัดกายลุกขึ้นหลังจากที่อาการเริ่มดีขึ้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาพร้อมกับร่างอวบที่กระวีกระวาดเข้ามาหา
“คุณหนูรอง!”
“บ่าวของเจ้ามาโน้นแล้ว ข้าไปล่ะ” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นเดินจากไป
“ขอบคุณเจ้ามากนะ ที่ช่วยชีวิตข้า ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรบอกข้าได้หรือไม่” หลินลี่หมิงไม่ลืมที่จะเอ่ยคำขอบคุณและถามชื่อแซ่ของเขาเอาไว้
“จ้าวเหว่ยหลง”
เด็กชายคนนั้นตอบหลินลี่หมิงด้วยชื่อของตัวเองแค่เพียงสั้น ๆ ก่อนที่เขาจะเดินหันหลังจากไป แม้ใบหน้าของเขาจะเปียกปอน แต่นางยังคงจดจำเขาได้เป็นอย่างดี และตราตรึงบุคคลช่วยชีวิตเอาไว้ภายในดวงใจดวงน้อยที่ไม่อาจลืมเลือน..
[1] ขนมหยวนเซียว คือ บัวลอยลูกกลม ๆ แป้งเหนียวนุ่มมีไส้ชนิดต่าง ๆ