1 คืนแรกของชีวิตคู่
พลึบ!!
หมอนหนึ่งใบกับผ้าห่มผืนบางถูกวางลงบนโซฟาอย่างจงใจ
“นี่หมอนกับผ้าห่มของคุณค่ะ”
อะตอมเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ หลังจากที่ทั้งคู่เพิ่งผ่านพิธีส่งตัวเข้าหอมาได้ไม่ถึงสองชั่วโมง คืนแรกของชีวิตคู่ที่ควรจะอบอวลด้วยความหวาน กลับเริ่มต้นด้วยบรรยากาศตึงเครียดเสียแล้ว
คีรินเงยหน้าขึ้นมองเธอช้าๆ แววตาคมเย็นเฉียบชวนขนลุก
“เธอไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งฉัน”
น้ำเสียงต่ำเรียบเต็มไปด้วยอำนาจ
อะตอมสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างท้าทาย
“หนูไม่ได้ออกคำสั่งค่ะ แค่บอกให้ทราบ ว่าคืนนี้คุณนอนเตียงเดียวกับหนูไม่ได้”
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่ออย่างจริงจัง
“หนูไม่ชอบนอนกับใคร และอีกอย่างเราแต่งงานกันก็แค่ตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้แปลว่าคุณจะมีสิทธิ์ทำอะไรกับหนู”
มุมปากคีรินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็น
“หึ! หรือเธอคิดว่าฉันจะพิศวาสเธองั้นสิ”
เขาลุกขึ้นยืน ก้าวเข้ามาใกล้จนอะตอมต้องเงยหน้ามอง รัศมีอำนาจและความเย็นชาปะทะเข้ามาเต็มๆ
“อย่าหลงตัวเองนักเลยเด็กน้อย”
เสียงเขาต่ำกดดัน ต่อให้เธอเป็นลูกใครก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิ์มายืนออกคำสั่งฉันในบ้านหลังนี้
อะตอมกำมือแน่น แต่ยังยืนหยัดไม่ถอย
“แล้วคุณก็อย่าลืมเหมือนกันค่ะ ว่าหนูคือลูกสาวของเจ้าพ่อมาเฟีย และหนูจะไม่ยอมให้ใครมาข่มหรือเหยียบย่ำหนูเด็ดขาด”
สองสายตาประสานกันกลางห้องหอ ไม่มีใครยอมใคร คืนแรกของชีวิตคู่จึงไม่ใช่จุดเริ่มต้นของความรัก แต่คือจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น ระหว่างหัวใจที่แข็งกร้าวทั้งสองดวง
เพราะนอกจากทั้งคู่จะไม่ได้มีความรักให้กันแล้ว เขาและเธอยังหัวดื้อไม่ยอมใครพอๆกัน การแต่งงานครั้งนี้จึงไม่ต่างจากการถูกบังคับ ให้ก้าวเข้าสู่กรงขังที่ไม่มีทางเลือก
ทว่าภายใต้คำสั่งของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ที่ย้ำชัดว่านี่คือสัญญาระหว่างสองตระกูล ไม่มีใครมีสิทธิ์ปฏิเสธ คีรินและอะตอมจึงจำต้องก้มหน้ารับชะตากรรม แม้ในใจจะต่อต้านเพียงใด ก็ไม่อาจขัดขืนได้แม้แต่น้อย
พลึบ!
คีรินคว้าโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา ในขณะที่สายตาคมกริบยังคงจับจ้องอยู่บนใบหน้าสวยของเด็กสาวตรงหน้า เด็กสาววัยเพียงยี่สิบสองปี แต่กลับกล้าท้าทายเขาทุกถ้อยคำ ไม่ยอมก้มหัวให้แม้แต่น้อย
ในความคิดของเขา เธอคงอาศัยเพียงสถานะลูกสาวเจ้าพ่อมาเฟียมาเป็นเกราะกำบัง จึงกล้าอวดดีและยืนหยัดเถียงเขาอย่างไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน
“นี่คุณจะไปไหน!”
อะตอมเอ่ยถามขึ้นทันที เมื่อเห็นร่างสูงก้าวยาวๆตรงไปยังประตูห้องหอ ก่อนจะคว้าลูกบิดและเปิดออกเดินจากไป โดยไม่คิดหันกลับมามอง หรือแม้แต่จะเสียเวลาตอบเธอสักคำเดียว
“ชิ… คิดว่าหนูจะสนใจงั้นเหรอ ไม่เห็นจะแคร์เลยสักนิด ดีซะอีก อยู่คนเดียวนอนสบายๆไปเลย คืนนี้ไม่ต้องกลับมาก็ยิ่งดี”
อะตอมพึมพำไล่หลังแผ่นหลังกว้างที่หายลับออกไป ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินไปนั่งลงบนเตียงขนาดใหญ่ เตียงวิวาห์ที่ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบสีแดงสดอย่างสวยงาม ราวกับฉากในฝันของคู่รักทั่วไป
ทว่าภาพตรงหน้ากลับตัดกันสิ้นเชิงกับความจริง ของชีวิตคู่ระหว่างเธอกับเขา เพราะแทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความหวาน กลับดูเหมือนว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร้าวฉาน ที่ไม่รู้เลยว่าจะจบลงอย่างไร
“แต่เอาจริงๆก็แอบกลัวผีอยู่เหมือนกันนะเนี่ย… คืนแรกที่ได้มาอยู่บ้านหลังนี้ ก็ต้องนอนหลอนแบบนี้แล้วเหรอ เฮ้อออ…”
อะตอมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันมองไปรอบห้องอย่างระแวดระวัง ท่าทางกล้าๆกลัวๆ เพราะนอกจากนี่จะเป็นห้องหอในคืนแรกของชีวิตคู่แล้ว บ้านหลังนี้เธอก็เพิ่งก้าวเข้ามาอยู่เป็นครั้งแรกเช่นกัน
คฤหาสน์หลังใหญ่ที่โอ่อ่าหรูหรา แต่กลับว่างเปล่าและเงียบงันจนชวนให้ใจหวิว
บ้านหลังนี้เป็นของขวัญวันแต่งงานจากพ่อแม่ของคีริน ของขวัญที่มาพร้อมกับความรู้สึกแปลกแยก สำหรับคนที่ไม่ได้เลือกจะมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก อะตอมกอดอกตัวเองแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามบอกตัวเองว่าไม่ควรกลัวอะไรทั้งนั้น
แต่ในเมื่อคืนนี้เธอต้องนอนเพียงลำพัง ท่ามกลางบ้านที่ยังไม่คุ้นเคย ความกลัวเล็กๆจึงค่อยๆคืบคลานเข้ามาในใจ โดยที่เธอเองก็ห้ามมันไม่ได้เลย
“ไม่น่า… ไม่มีอะไรทั้งนั้น เลิกคิดอะไรไร้สาระสักทีสิอะตอม”
อะตอมพยายามปรามใจตัวเองไม่ให้คิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ ถึงปากจะเก่ง ไม่กลัวใครหน้าไหน แต่เรื่องผีสำหรับเธอแล้วคือที่สุดของความหวาดกลัว ทั้งที่ไม่เคยเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง แต่กลับชอบจินตนาการจนพาตัวเองไปกลัวอยู่เสมอ
คิดได้แบบนั้นเธอก็รีบปีนขึ้นไปบนเตียง ก่อนจะคว้าผ้าห่มผืนหนามาคลุมร่างไว้แน่น ราวกับมันจะเป็นเกราะป้องกันชั้นดี เพื่อซ่อนตัวเองอยู่ข้างในอย่างมิดชิด
หัวใจเต้นแรงในอก ขณะที่เธอหลับตาแน่น ภาวนาให้ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้จะรู้ดีว่าผีร้ายที่หวาดกลัวอยู่นั้น อาจเป็นเพียงภาพในจินตนาการของตัวเองเท่านั้นก็ตาม
แกร็ก!!
ขวดเหล้าราคาแพงถูกวางลงบนโต๊ะกระจก ก่อนที่เขาจะบิดฝาออกและรินของเหลวสีอำพันลงแก้วอย่างใจเย็น ราวกับต้องการกดอารมณ์คุกรุ่นในอกให้สงบลง
“เด็กอะไรปากดีชะมัด พ่อแม่ไม่สั่งสอนมาบ้างหรือไง ก่อนจะมีผัวน่าจะอบรมมารยาทลูกตัวเองให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่โยนมาเป็นภาระของคนอื่นเขาแบบนี้”
คีรินพึมพำอย่างหัวเสีย
ตั้งแต่เกิดมา เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่พูดจาหยาบคาย และนิสัยก้าวร้าวได้เท่านี้มาก่อน ยิ่งคิดถึงภาพเด็กสาววัยเพียงยี่สิบสองปีที่กล้ายืนเถียงเขาทุกคำ ก็ยิ่งทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน
ทั้งที่ในสายตาเขา เธอควรจะเป็นผู้หญิงที่อ่อนหวาน น่าถนุถนอม แต่สิ่งที่ได้เจอกลับเป็นเด็กสาวปากร้าย ที่ไร้ซึ่งความน่ารักอย่างสิ้นเชิง
อึก~ อึก~
คีรินยกแก้วเหล้าขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มของเหลวสีอำพันลงคออย่างเชื่องช้า ก่อนจะวางแก้วลงบนโต๊ะกระจกอย่างไม่เบานัก ราวกับยังระบายความคุกรุ่นในอกไม่หมด
เขาเอื้อมมือไปคว้าบุหรี่ราคาแพงขึ้นมาคาบไว้ที่มุมปาก ดวงตาคมทอดมองไปในความว่างเปล่า แสงไฟสลัวสะท้อนเงาร่างสูงให้ดูแข็งกร้าวและโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน
"ฟู้~~"
ควันบุหรี่ถูกพ่นออกมาช้าๆ ปะปนกับลมหายใจหนักอึ้งของชายหนุ่ม ราวกับทุกอึกของเหล้าและทุกมวนของบุหรี่ กำลังช่วยกดอารมณ์ไว้ไม่ให้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง