ใคร่เพียงคุณ1
กลางแดดร้อนเปรี้ยงและลมทะเลที่พัดแรงมีรถเข็นคันหนึ่งกำลังถูกนักท่องเที่ยวรุมล้อม เพราะสนใจจะซื้อเครื่องประดับที่ทำจากหินและเปลือกหอย จากหญิงสาววัยสิบเก้าปีนามว่าอันดา
“ทันมั้ยอันดาให้ย่าช่วยมั้ย!”
นางบุญเริ่มย่าของหญิงสาวที่ยืนประจำรถเข็นขายส้มตำร้องถามเมื่อเห็นหลานหยิบของและทอนเงินจนมือเป็นระวิง
“ไม่ต้องจ้ะย่าหนูขายทัน”
เสียงใสตอบกลับในขณะที่มือยังคงหยิบของใส่ถุงใบเล็กอย่างคล่องแคล่ว
“ตรงนี้ห้ามขายของนะ!”
“อันนี้ห้าสิบบาทค่ะ”
อันดายังคงพูดกับนักท่องเที่ยวโดยที่แสร้งทำหูทวนลมไม่ได้ยินเสียงขับไล่
“หยุดเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นฉันจะเรียกเจ้าหน้าที่มาไล่เธอ!”
นักท่องเที่ยวที่ได้ยินบ้างก็ซื้อต่อแต่บางคนก็วางของแล้วเดินหนีไปจนอันดาไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก
“เลือกไปก่อนนะคะ”
เธอบอกกับลูกค้าแล้วเดินเข้าหาคนที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ไม่ไกล
“พี่ชาย...ขอหนูขายตรงนี้อีกสักครึ่งชั่วโมงได้มั้ย”
“ไม่ได้! รู้มั้ยว่าฉันโดนผู้จัดการว่าทุกวันที่ห้ามเธอไม่ได้ ฉันจะโดนไล่ออกอยู่แล้วรู้ไว้ด้วย!”
ชายหนุ่มในชุดพนักงานโรงแรมบอกเสียงเข้ม เพราะไม่ว่าจะพูดหรือห้ามกี่ครั้ง หญิงสาวตรงหน้าและย่าของเธอก็ยังคงดื้อดึง เข็นรถเข้ามาขายบริเวณหาดส่วนตัวหน้าโรงแรมจนเขาถูกผู้จัดการต่อว่าหลายครั้ง
“ต่อไปนี้ถ้าเธอยังดื้อดึงฉันจะเรียกตำรวจมาจับเธอข้อหาบุกรุก!”
“แต่...”
“พอคนไปหมดเธอก็ไปที่อื่นซะแล้วอย่ามาเกะกะแถวนี้อีก”
ผู้ชายคนนั้นตัดบทแล้วเดินกลับไปยังโรงแรมหรูด้านหลัง ทิ้งให้อันดามองตามตาละห้อยเพราะยังอยากอ้อนวอนขอความเห็นใจ
“ลูกค้าไปหมดแล้วไปกันเถอะอันดาเอ้ย!”
หญิงสาวพยักหน้าแล้วเดินคอตกกลับมาที่รถเข็นคันเล็กของตัวเอง
“ย่าบอกแล้วว่าอย่ามา โดนเขาไล่เหมือนหมูเหมือนหมามันเสียความรู้สึก”
นางบุญเริ่มบ่นพร้อมกับมองใบหน้าเศร้าๆของหลานสาวด้วยความสงสาร
“ก็ตรงนี้มันขายดีนี่จ๊ะ”
“เฮ้อ...ไปเถอะ ทีหลังเราอย่ามาเลย ย่าว่าไอ้หนุ่มนั่นมันก็คงไม่อยากไล่เราหรอก แต่มันก็คงจะถูกเขาว่ามาอีกที ดูสินั่นมันยืนคุยกับใครท่าทางพินอบพิเทาน่าดูสงสัยจะเรื่องนี้ล่ะ”
อันดาหันมองตามที่ย่าบอกแล้วพบว่าพนักงานโรงแรมที่ขยันไล่เธออยู่ทุกวัน กำลังยืนอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งดูท่าทางน่าเกรงขาม
“น่าจะเป็นผู้จัดการโรงแรมที่ไอ้หนุ่มนั่นมันพูดถึง”
คำพูดของย่าทำให้ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในสมองของอันดา แล้วเธอก็ละมือจากรถเข็นวิ่งตรงไปที่หน้าโรงแรมทันที
“เอ็งจะไปไหน! อันดา! อันดา!”
นางบุญเริ่มร้องเรียกเมื่อเห็นหลานวิ่งออกไป แต่หญิงสาวก็ไม่คิดที่จะหยุด
“เดี๋ยวค่ะอย่าเพิ่งไป!”
เธอรีบตะโกนออกไปเมื่อเห็นเป้าหมายหันหลังเตรียมเดินกลับเข้าไปในโรงแรม
รามิลหยุดมองคนตัวเล็กที่เดินแกมวิ่งเข้ามาก่อนจะหยุดหอบหายใจตรงหน้าเขาด้วยสายตาเป็นคำถาม
“สวัสดีค่ะผู้จัดการ”
ยังไม่ทันที่จะคลายความสงสัยอันดาก็ยกมือไหว้พร้อมให้ตำแหน่งผู้จัดการเสร็จสรรพ
“นี่ไม่ใช่...”
“มีอะไรกับฉันงั้นเหรอ”
พนักงานที่ยืนอยู่กำลังจะขัดแต่รามิลกลับถามขึ้นคล้ายกลับยอมรับตำแหน่งผู้จัดการเสียอย่างนั้น
“ฉันอยากขอรบกวนเวลาคุณสักนิดได้มั้ยคะ”
“ได้สิ...นายไปทำงานเถอะตรงนี้ฉันจัดการเอง”
“ครับ”
รามิลมองใบหน้าสวยจัดของเด็กสาวแล้วชื่นชมในใจ เพราะใบหน้าของอันดานั้นงดงามหาตัวจับยาก เพียงแต่ถูกความมอมแมมบดบัง ซึ่งถ้าไม่พิจารณาจริงจังก็จะเห็นแค่เพียงเด็กสาวที่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
“มีอะไร...”
“ฉันอยากขอร้องให้คุณอนุญาตให้ฉันได้จอดรถเข็นขายของตรงนั้นเถอะค่ะ ฉันจะมาจอดเฉพาะช่วงบ่ายแค่เพียงไม่นานเท่านั้น”
“ถ้าอนุญาตเธออีกหน่อยก็คงมีรถเข็นมาจอดเต็มหาด ที่นี่โรงแรมห้าดาวนะเธอคิดว่าควรมั้ยที่จะปล่อยให้คนเข็นรถขายของเพ่นพ่าน”
“ฉันขอเถอะนะคะ ฉันจะไม่บอกใครเลยจะเก็บไว้เป็นความลับ ฉันมีย่าที่แก่มาก มีน้องๆต้องเลี้ยงอีกหลายคน เห็นใจฉันเถอะนะคะ”
อันดายกมือไหว้อีกครั้งพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอน แต่พอประสานกับดวงตาคมดุก็รีบหลบตาวูบด้วยความประหม่า
“แล้วเธอล่ะ ทำไมไม่เรียนหนังสือ”
“เอ่อ...เรียนจบแล้วค่ะ”
“ปริญญา?”
ใบหน้าของเธอชาวูบกับคำถามนั้น เพราะความจริงแล้ววุฒิการศึกษาที่เธอมีเพียงแค่มัธยมต้นเท่านั้น การที่ไม่ได้ร่ำเรียนเหมือนคนอื่น ทำให้อันดารู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ถูกใครถามเรื่องนี้เธอก็จะรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก
“ไม่ค่ะ แค่...ม.3”
“ม.3...อยากทำงานในโรงแรมนี้มั้ยฉันจะฝากให้”
รามิลบอกอย่างใจดีเพราะรู้สึกถูกชะตากับเธอเป็นพิเศษแต่อันดากลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ค่ะ ขายของได้เงินมากกว่าเป็นพนักงานโรงแรม เพราะวุฒิ ม.3 อย่างฉันคงจะได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ”
เธอบอกอย่างตรงไปตรงมาแล้วยกมือขึ้นประนมไหว้เขาอีกครั้ง
“ขอบคุณคุณมากค่ะที่อยากช่วยเหลือ ถ้าเป็นไปได้ฉันขอขายของตรงนั้นเถอะนะคะ”
“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”
รามิลมองเธออย่างพิจารณาแล้วยกมือขึ้นกอดอก
“ยี่สิบค่ะ”
ถึงจะไม่รู้ว่าเขาถามไปเพื่ออะไรแต่อันดาก็เลือกที่จะโกหกด้วยการเพิ่มอายุตัวเองเข้าไปอีกหนึ่งปี แต่อันที่จริงจะว่าโกหกก็ไม่ได้ เพราะเธอกำลังจะครบยี่สิบปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
“อืม...เอาเถอะ ฉันให้เธอขายตรงนั้นได้แต่วันละครึ่งชั่วโมงเท่านั้น และถ้าเธอมีพวกพ้องติดตามมาเมื่อไหร่ฉันจะไม่ให้ขายอีกถือว่าเธอไม่รักษาสัญญา”
“จริงเหรอคะ! ฉันสัญญาค่ะว่าจะไม่มีใครตามมาเด็ดขาดขอบคุณคุณมากๆนะคะผู้จัดการ ขอบคุณมากเลยค่ะ”
มือเล็กยกขึ้นประนมพร้อมกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตากลมโตมีประกายระยิบระยับเพราะความยินดี ทำเอารามิลเผลอมองอยู่นาน
“อืม...”
ชายหนุ่มทำเสียงรับรู้ในลำคอแล้วเดินกลับเข้าไปด้านใน โดยที่อันดายังคงยิ้มกว้างแล้วมองตามหลังเขา ถึงแม้ว่ารามิลจะดูดุดันเย่อหยิ่ง แต่เธอก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีเมตตาคนหนึ่ง
“ใจดีสมกับหน้าตาที่หล่อเหมือนเทพบุตร แบบนี้สิพระเอกตัวจริง”
หญิงสาวพึมพำชื่นชมแล้ววิ่งหน้าบานกลับไปหาย่าที่ยืนรออยู่
( หลายวันต่อมา )
รามิล รุ่งกิจไพศาล ชายหนุ่มวัยสามสิบปีนักธุรกิจโลจิสติกส์ชื่อดัง ที่ทำทุกอย่างเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าจะบรรจุหรือขนส่ง เรียกได้ว่าครบวงจรจนได้รับความไว้วางใจมายาวนานตั้งแต่รุ่นคุณปู่ และยิ่งรุ่งเรืองมากขึ้นเมื่อรามิลรับไม้ต่อจากบิดา
ตอนนี้เขากำลังยืนมองแม่ค้าหน้าสวยที่ขายของอยู่หน้าหาดด้วยความสนใจ จนเธอเข็นรถจากไปชายหนุ่มจึงพลิกดูนาฬิกาเรือนหรูที่ข้อมือ ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อพบว่าเธอใช้เวลาขายของเพียงครึ่งชั่วโมงอย่างที่เคยรับปากเอาไว้
สามวันแล้วที่รามิลมายืนดูเธอตรงนี้ เขาชอบในความสู้ชีวิตและความซื่อสัตย์ของเธอ ยิ่งเห็นเธอยิ้มแย้มกับนักท่องเที่ยวก็ยิ่งรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
“นี่ถ้าไม่ใช่เพราะแกฉันไม่ยอมหรอกนะเนี่ย”
ภากรบอกเพื่อนในขณะที่เดินเข้ามาเห็นรามิลยืนมองแม่ค้าสาวที่เพิ่งเข็นรถจากไป
“ถามจริงเถอะราม แม่ค้าคนนั้นทำอะไรให้แกประทับใจวะ”
“อืม...”
รามิลทำเสียงในลำคอแล้วย่นคิ้วอย่างกำลังครุ่นคิด
“ไม่รู้ว่ะ แค่สงสารมั้ง แต่เห็นเธอซื่อสัตย์อย่างนี้ก็รู้สึกดี อีกอย่างฉันรู้สึกชื่นชมที่เธอสู้ชีวิตด้วยวิธีสุจริต ทั้งๆที่...”
“ทั้งๆที่อะไร...”
“ทั้งๆที่เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องขายบริการไง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังเลือกที่จะดิ้นรนด้วยสองมือสองเท้า ไม่ใช่หากินด้วยอวัยวะสืบพันธุ์”
“ปากแกนี่มันจะร้ายไปถึงไหนวะ”
“ร้ายตรงไหนในเมื่อฉันพูดเรื่องจริง”
“แกอย่าอคติกับผู้หญิงที่เขาใช้เรือนร่างหากินสิวะ อกหักครั้งเดียวพาลไปทั่ว”
ภากรบ่นอย่างไม่จริงจังแต่รามิลถึงกับหน้าบูดเมื่อเพื่อนรักพาดพิงถึงอดีตที่แสนเจ็บ ครั้งนึงรามิลเคยมีแฟนสาวตอนที่ไปเรียนอยู่ฝรั่งเศส เขาทั้งรักทั้งหลงเธอจนเพ้อฝันไปถึงวันครองคู่ แต่แล้วฝันก็ต้องสลายเมื่อรู้ว่าแฟนสาวทำไซด์ไลน์เป็นอาชีพเสริม โดยที่ตอนเขาจับได้เธอก็ไม่ได้ตื่นตกใจ เพียงแต่บอกกับเขาว่าเธอต้องการเงิน ต้องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามใจซึ่งเขาไม่อาจให้เธอได้
เธอพูดอย่างนั้นเพราะไม่รู้ว่ารามิลนั้นร่ำรวยแค่ไหน ด้วยความที่เขาไปเรียนและอยากใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง จึงทำงานพิเศษราวกับเด็กทุนทั่วไป และคบเธอด้วยความรู้สึกจึงไม่รู้ว่าควรปรนเปรอด้วยเงินทอง
“ฉันไม่ได้พาล แค่รู้สึกว่าผู้หญิงพวกนั้นไร้ค่าเท่านั้นเอง”
“เออ! นั่นแหละที่เขาเรียกว่าพาล!”
“แล้วแต่แกจะคิด”
“ถามจริงเถอะเวลาแกซื้อกินแกนึกถึง...”
“ไม่นึก อดีตก็คืออดีตฉันไม่ได้เก็บมาคิดแล้ว แต่ที่ฉันมองผู้หญิงขายบริการว่าไร้ค่าเป็นเพราะคิดแบบนั้นจริงๆ มีราคา แต่ไม่มีค่าพอที่จะเป็นเมียเป็นแม่ใคร”
“ใจแคบจริงๆแกนี่”
รามิลยักไหล่อย่างไม่ยี่หระแล้วเดินออกไปด้วยท่าทางเย่อหยิ่งตามแบบฉบับของเขา
“คุณรามิลครับ! คุณรามิล!”
จู่ๆพนักงานคนหนึ่งก็เรียกเขาเอาไว้ ชายหนุ่มจึงหยุดเดินและเมื่อหันไปมองจึงพบว่าเป็นคนเดียวกับที่คอยไล่แม่ค้าหน้าหวาน
“มีอะไร”
“แม่ค้าคนนั้นฝากของมาให้ครับ”
รามิลมองถุงพลาสติกที่พนักงานยื่นมาตรงหน้าแล้วเอ่ยถาม
“อะไรน่ะ”
“ส้มตำไก่ย่างครับ”
“นายเอาไปกินเถอะ”
ชายหนุ่มโบกมือไล่เมื่อรู้ว่าของในถุงคืออะไร แต่เมื่อจะเดินต่อพนักงานคนเดิมก็ยื่นถุงใบเล็กให้
“อันนี้ด้วยครับ”
“อะไรอีก...”
“น่าจะของที่ระลึกครับ”
รามิลพยักหน้าก่อนจะหยิบถุงนั้นแล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์โดยไม่เปิดดู
ติ๊ง!!
เสียงสัญญาณเตือนเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก รามิลก็ไม่รอช้าที่จะก้าวเข้าไปด้านใน แล้วเปิดดูของในถุงด้วยความใคร่รู้
“หึ หึ”
เสียงหัวเราะในลำคอดังเบาๆเมื่อเห็นสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งซึ่งทำจากหินและเปลือกหอย ก่อนจะพบกระดาษใบเล็กที่ใส่มาด้านในด้วย
ฉันไม่มีเงินซื้อของขวัญตอบแทนน้ำใจของคุณเลยเลือกสร้อยข้อมือที่ฉันทำเองให้คุณ ถ้าคุณคิดว่ามันดูหวานไปให้แฟนคุณก็ได้ค่ะ ส่วนส้มตำกับไก่ย่างของย่าฉันเอง ขอบคุณคุณมากๆนะคะผู้จัดการ
อันดา...
“อันดาเหรอ...”
เสียงทุ้มทวนชื่อเธอก่อนจะยกยิ้มมุมปาก แล้วเก็บทั้งกระดาษและสร้อยข้อมือใส่กระเป๋ากางเกง
ขยัน สู้ชีวิต ซื่อสัตย์ กตัญญู
ผู้หญิงคนนี้มีทุกอย่างที่เป็นเครื่องหมายของคนดี ที่สำคัญคือความงดงามของเธอ ทำให้รามิลรู้สึกว่าเธอน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
อันดาจัดการหวีผมให้น้องสาวคนเล็กสุดที่ตอนนี้อยู่ในชุดนักเรียนอนุบาล แล้วจึงก้มลงจูบศีรษะของน้องด้วยความเอ็นดู
“วันนี้อย่าร้องไห้อีกนะปลาดาว ตั้งใจเรียนด้วยรู้มั้ย”
“จ้ะพี่ซี”
“เติ้ล...ปีนี้จะขึ้น ม.1แล้วอย่าเกเรนะ”
“ครับ”
“พี่ซี...”
“หืม...”
อันดาหันตามเสียงเรียกของน้องสาวคนรองแล้วพบว่าเด็กหญิงหน้าหมองเศร้า จึงถอนใจเฮือกเพราะรู้ดีว่าน้องทุกข์ใจด้วยสาเหตุใด
“ครูถามว่าจะเอาใบสมัครเรียนต่อ ม.4 มั้ย หนู...ต้องเอามั้ย”
ทั้งๆที่รู้ดีว่าฐานะทางบ้างอยู่ในขั้นยากจนแบบสุดๆ แต่อันดาก็ไม่อาจทำร้ายจิตใจน้องด้วยการไม่ให้เรียนต่อ เพราะรู้ดีว่าเม็ดทรายมีความฝันอยากจะเป็นคุณครู
“เอาสิ...ต้องเรียนต่อไม่งั้นจะเป็นครูได้ไงล่ะ”
“จริงเหรอพี่!”
เม็ดทรายถามอย่างตื่นเต้นอันดาจึงพยักหน้ารับ เลยถูกน้องโถมกอดจนเซไปด้านหลัง
“เบาๆหน่อย!”
“ฮือๆ...หนูดีใจที่สุดเลย!”
“พี่รู้...”
เธอสวมกอดน้องๆทั้งสามคนไว้ในคราวเดียว ถึงแม้ตอนนี้จะไม่รู้ว่าต้องดิ้นรนยังไงให้พอค่าเล่าเรียนของเด็กสามคนแต่อันดาก็ตั้งใจว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด
“ไปโรงเรียนแล้วตั้งใจเรียนกันนะ อย่าดื้อ อย่าเก พี่กับย่าจะได้ไม่เหนื่อยเปล่า”
“ครับ/จ้ะ”
เด็กๆรับคำแล้วชักแถวออกจากบ้านเช่าสังกะสีหลังเล็กเพื่อไปโรงเรียน พอทั้งบ้านเหลือเพียงสองย่าหลานนางบุญเริ่มก็หลั่งน้ำตาเงียบๆ เพราะรู้สึกเวทนาหลานๆและตื้นตันกับความรักที่อันดามีให้น้องๆ ทั้งที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกัน
หลานๆของนางถูกพ่อทอดทิ้งให้อยู่กับนางซึ่งเป็นย่า มีเพียงเด็กหญิงปลาดาวคนเล็กที่เป็นหลานยาย และถึงแม้ต่างคนจะต่างมีพ่อมีแม่ แต่เมื่อครอบครัวแตกแยกก็ไม่มีใครมาดูดำดูดี เพราะเอาใจใส่แต่ครอบครัวใหม่ลูกจากสามีหรือภรรยาเก่าจึงมีค่าเท่ากับตัวปัญหา ที่ไม่มีใครต้องการหรืออยากดูแล
“ย่าเป็นอะไรร้องไห้ทำไมจ๊ะ”
“ถ้าเม็ดทรายเรียนหนังสือเอ็งก็ต้องเหนื่อยหนักกว่าเก่า ย่านับถือน้ำใจเอ็งนะอันดา...ฮึก...ทั้งๆที่เอ็งไม่ได้เรียนแต่ก็ยังคิดจะส่งเสียให้น้องได้เรียน”
อันดาขยับเข้ากอดร่างท้วมของผู้เป็นย่าแล้วซุกหน้าลงกับอกอุ่นซึ่งเป็นที่พักใจให้เธอมาตั้งแต่เล็กจนโต
“หนูจะทำทุกอย่างที่หนูทำได้จ้ะย่า ตัวย่าเองก็เหมือนกัน...ย่าแก่มากแล้วโรคก็เยอะ แต่ยังต้องมาเข็นรถขายส้มตำอยู่เลย เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่หนูจะดูแลย่าได้”
“ขอบใจนะลูก...แค่เอ็งมีความคิดแบบนี้ย่าก็ชื่นใจแล้ว แม่เอ็งมันคิดผิดจริงๆที่ทิ้งลูกอย่างเอ็งได้”
อันดาผละออกจากอกย่าแล้วเอ่ยถามทั้งน้ำตา
“เมื่อไหร่ย่าจะบอกหนูสักทีว่าแม่หนูเป็นใคร แล้วเขาอยู่ที่ไหน”
นางบุญเริ่มมองหลานด้วยความเวทนาแล้วจึงยกมือป้ายน้ำตาทิ้ง
“ที่ย่าไม่บอกไม่ใช่อยากปกปิดอะไร แต่คิดว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะบอกเท่านั้น เพราะถ้ารู้แล้วเอ็งอาจจะยิ่งเสียใจกว่าการไม่มีแม่”
“ย่าบอกหนูเถอะ ถึงยังไงหนูก็อยากรู้...”
หญิงชรามองใบหน้างดงามของอันดาแต่ความคิดกลับย้อนนึกไปถึงอดีต ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะถูกถ่ายทอดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เพราะทุกครั้งที่นึกหรือพูดถึงมารดาของหลานสาว ก็จะรู้สึกสะเทือนใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“บ้านแม่เอ็งน่ะมันค่อนข้างมีจะกิน เพราะตายายเอ็งเขาเป็นครูทั้งคู่ ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้อดอยากเหมือบ้านเรา มันมาชอบกับพ่อเอ็งทั้งๆที่ทางบ้านไม่ยอมรับ พอมาอยู่ได้ไม่นานมันก็ท้องเอ็งทั้งที่ตอนนั้นต่างคนต่างก็อายุน้อย พ่อเอ็งน่ะมันเกเรชอบมีเรื่องกะพวกนักเลง สุดท้ายมันก็ถูกแทงตายตอนแม่เอ็งท้องได้แปดเดือน...”
นางบุญเริ่มหยุดพูดแล้วยกมือลูบศีรษะของอันดาเบาๆอย่างปลอบโยน
“พอแม่เอ็งคลอดมันก็ทิ้งเอ็งไว้กับย่า บอกว่าจะไปหางานทำ แต่มันกลับหายไปเป็นปีไม่มีข่าวคราวจนย่ากังวลเลยไปหาพ่อแม่มัน ปรากฏว่าเขาย้ายไปกันหมดแล้ว ตอนนั้นย่าได้แต่เป็นห่วงและก็ภาวนาขอให้แม่เอ็งปลอดภัย จนเอ็งอายุได้สามขวบย่าถึงได้เห็นแม่เอ็งอีกครั้ง...”
“ที่ไหนจ๊ะ! แม่กลับมาหาหนูเหรอ!”
“เปล่า...ย่าเห็นมันในทีวี มันได้ดิบได้ดีเป็นเมียนักธุรกิจใหญ่ แล้วไม่นานก็มีคนมาหาย่าที่บ้าน...เอาเงินมาให้แล้วบอกว่าห้ามติดต่อแม่เอ็งเด็ดขาด ตอนนั้นย่าถึงได้รู้ว่าที่มันไม่กลับมาหาเอ็งไม่ใช่เพราะมันไปตกระกำลำบาก แต่มันคงกลัวคนอื่นจะรู้ว่ามันเคยมีลูก ดูสิลูกเอ้ย...มันทิ้งลูกในไส้ได้ลง แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะพูดถึงมัน”
น้ำตาแห่งความสะเทือนใจไหลพรากอาบแก้มของอันดา ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การได้รู้ว่ามารดาไม่ต้องการมันเจ็บจุกอยู่ในอกจนพูดไม่ออก
“ไม่ต้องเสียใจลูกใครไม่รักย่ารัก ถึงย่าจะไม่สามารถเลี้ยงเอ็งให้สุขสบายได้ก็เถอะ”
“ย่า...ฮึก...”
อันดากอดย่าแน่นแล้วสะอื้นเสียงดังราวกับกำลังระบายทุกความอัดอั้นออกมา นานหลายนาทีกว่าเสียงร่ำไห้จะค่อยๆซาลง
“ย่ารู้จักครอบครัวใหม่ของแม่มั้ยจ๊ะ”
“รู้สิ...นามสกุลอัศวพงศ์ย่าจำได้ดีเลยล่ะ”
“อัศวพงศ์...”
“ใช่ ตอนนี้มันเป็นคุณนายไปแล้ว เห็นว่าผัวใหม่มันทำธุรกิจอาหารกระป๋อง เฮอะ!...ย่าไม่เชื่อหรอกว่าแม่เอ็งมันจะกินอิ่มนอนหลับ ทิ้งลูกทั้งคนโดยที่ไม่คิดจะจุนเจือทั้งๆที่มันก็รู้ว่าย่าลำบาก ใจมันต้องรู้สึกผิดบาปบ้างแหละถ้ายังมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง”
“ถ้าเขารวยมากอย่างนั้นเราไปขอความช่วยเหลือเขาดีมั้ยจ๊ะ”
“อย่านะอันดา...เราอยู่ตรงนี้มันยังไม่คิดจะเหลียวแล อย่าทำแบบนั้นให้ใจเจ็บกว่าเดิมเลยลูก เพราะคำตอบมันอาจจะทำให้เอ็งเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม ดีไม่ดีมันจะพาลเกลียดเอ็งด้วย อยู่ของเราแบบนี้แหละลำบากก็ทนเอา สักวันลูก...สักวันมันคงจะดีขึ้น เอ็งยังมีย่าที่รักเอ็งนะ”
นางบุญเริ่มรีบห้ามหลานพร้อมปลอบโยน แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคิดที่เตลิดไปไกลของอันดาได้
“ย่ามีรูปแม่มั้ยจ๊ะ”
“มีแต่เป็นรูปเก่าถ่ายก่อนพ่อเอ็งตายไม่กี่วัน ตอนนั้นแม่เอ็งกำลังท้องแก่เลย”
“หนูขอได้มั้ยจ๊ะ”
“ได้ลูก...แค่รู้จักหน้าตา แค่ระลึกถึงก็พอนะลูก การที่เขาไม่ติดต่อมาเลยมันชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาไม่ต้องการ เพราะฉะนั้นอย่าไปดิ้นรนให้เจ็บตัวเจ็บใจเลยนะลูก”
เด็กสาวขยับเข้ากอดร่างท้วมของหญิงชราอีกครั้งโดยไม่ยอมรับคำแต่อย่างใด เพราะในหัวกำลังครุ่นคิดในสิ่งที่ย่ากำลังห้ามปราม