บทนำ -ดวงนารี
เจ้าสัวอัศวิน อัศววงศ์ธรรม ในวัยเจ็ดสิบสองปี เจ้าของบริษัทเอดับบลิวกรุ๊ป กำลังนั่งเซ็นเอกสารอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ บุคลิกของเขายังดูดีแม้จะอยู่ในวัยชรา สุขภาพร่างกายก็ยังคงสมบูรณ์แข็งแรงอย่างคนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องกิน นอน และสุขภาพจิตเพราะถือคติว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เขาจึงมักไม่ปล่อยให้อารมณ์เสียง่าย ๆ กับเรื่องใด ยกเว้น...
“ปากกาหมึกหมด ?” เสียงทุ้มกังวานไร้ความแหบแห้งอย่างคนอายุเยอะ คิ้วดกขมวดเข้าหากัน เหลือบมองผู้ช่วยประจำตัวที่ยืนอยู่ไม่ไกล ยิ่งยศสะดุ้งด้วยรู้ว่าเจ้านายถือเรื่องนี้มาก ซึ่งความจริงปากกาด้ามนี้เขาเพิ่งเปลี่ยนมาเมื่อวาน ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่อยู่ ๆ หมึกจะหมด ราคาของมันสมกับแบรนด์ที่สลักไว้บนด้าม แต่ทำไมถึง...
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น ยิ่งยศรีบกดสปีกเกอร์โฟนทันที
“ซินแสหวังมาถึงแล้วค่ะเจ้าสัว” อุบลเลขาวัยสี่สิบปีของอัศวินเอ่ยรายงาน
“ให้เข้ามาได้เลย” เพียงเจ้าของห้องเอ่ยอนุญาต ประตูห้องก็เปิดเข้ามาทันที
ชายชราวัยเดียวกัน สวมเสื้อสีแดงคอจีนเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทีสนิทสนม เขาเดินมาหาอัศวินที่ลุกยืนต้อนรับ พยักหน้าให้แล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ที่ยิ่งยศเลื่อนให้
ซินแสหวังกวาดสายตามองห้องทำงานแล้วยิ้มพอใจ ทุกอย่างถูกตกแต่งและจัดวางตามฮวงจุ้ยที่เขาเพิ่งแนะนำไปเมื่อต้นปี เป็นการปรับฮวงจุ้ยตามปีเพื่อหนุนดวงและนำโชค กระทั่งสายตามาหยุดอยู่ที่ปากกาบนโต๊ะทำงานของอัศวิน รอยยิ้มก็จางลงเล็กน้อย ยิ่งยศสังเกตเห็นพอ ๆ กับอัศวิน ผู้ช่วยหนุ่มวัยสามสิบหกปีกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอ ภาวนาอย่าให้ซินแสรู้ว่าปากกาด้ามนั้นหมึกหมด ไม่อย่างนั้นเขาชะตาขาดแน่ ๆ
“ปากกาหมึกหมด วางไว้บนโต๊ะทำไม มันไม่ดี ของใช้ใช้หมดแล้วก็ทิ้งไป เปลี่ยนใหม่ซะสิ”
“เอ่อ...ซินแสรู้ได้ไงครับ ?” ยิ่งยศถามกล้า ๆ กลัว ๆ เหลือบมองเจ้านายก็เห็นว่าเขาส่งสายตาดุมาให้
“ถามได้ดี...นั่นไง ดูสิ เอกสารที่คุณอัศวินเซ็นอยู่ หางลายเซ็นขาดไป รู้มั้ยว่ามันเป็นลางไม่ดี”
ยิ่งยศหลับตาปี๋ ปากพาซวยแท้ ๆ ไม่น่าถามเลย ยิ่งแย่กว่าเดิมไปอีก
“ยังไม่เอาไปทิ้งอีก” อัศวินเอ่ยเตือนผู้ช่วย ฝ่ายนั้นจึงรีบเข้ามาหยิบปากกาออกไปทิ้งด้านนอกอย่างรวดเร็ว
“ผู้ช่วยลื้อคนนี้ทำงานเก่งไม่ใช่เหรอ เรื่องแค่นี้ไม่น่าบกพร่องนะคุณอัศวิน” ซินแสเอ่ย นัยน์ตาเหมือนยิ้มได้ อัศวินเลยคิดว่านั่นไม่ใช่คำถามหรือการตำหนิ แต่เป็นการสื่อนัยบางอย่าง
“ซินแสต้องการจะบอกอะไรผม ?”
“อ่า...ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่จะบอกว่าลื้อควรพักได้แล้ว อายุเลยวัยเกษียณมาหลายปีแล้ว ทำงานเกินอายุแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดี ปากกามันก็มีอายุของมัน แต่บางทีซื้อมาเดี๋ยวเดียวใช้ไม่ได้ก็มี เหมือนชีวิตคนเรา มันพร้อมจะหยุดได้ทุกเมื่อ”
“ซินแสกำลังจะบอกว่าผมกำลังจะตายงั้นเหรอ ?” เขาถามตรง ๆ ไม่ได้โมโหหรือไม่พอใจแต่อย่างใด
“ไม่ใช่ อั๊วบอกความเป็นความตายใครไม่ได้หรอก ที่พูดนี่ก็แค่เตือนในฐานะเพื่อนเฉย ๆ ลูกหลานก็มีตั้งหลายคน วางใจให้เขาทำงานบ้างซี ไม่ต้องเอาเรื่องดวงมาเกี่ยว อายุอย่างเรา ๆ ก็มีโอกาสป่วยโอกาสไปได้ทุกเมื่อนั่นแหละ”
“ผมเข้าใจ นี่แหละถึงได้เชิญซินแสมา” คราวนี้ซินแสหวังเลิกคิ้วแปลกใจ อัศวินเลยลุกยืนแล้วเชิญเขาไปนั่งที่โซฟามุมห้องแทน “เอาแฟ้มที่ให้เตรียมไว้มาให้ซินแสด้วยนะ” หันไปสั่งยิ่งยศที่เพิ่งเดินกลับเข้ามา ขณะที่อุบลยกชาเกรดดีกลิ่นหอมมาให้ซินแสแล้วถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่
ซินแสหวังสูดดมกลิ่นชาก่อนจะดื่มแล้วพยักหน้าเป็นเชิงว่าชื่นชอบ พอวางแก้วลงยิ่งยศก็นำแฟ้มมายื่นให้พอดี เขาไม่ถามอัศวินว่าเป็นแฟ้มอะไร แต่เปิดออกดู มีเอกสารแนบอยู่ด้านในทั้งหมดสามชุด เปิดดูคร่าว ๆ จนครบ จึงเงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งตรงข้าม
“ลื้อต้องการให้อั๊วทำอะไร ?”
“บริษัทผมใหญ่ก็จริง มีบริษัทในเครือมากพอจะแบ่งให้หลานทั้งสามคน แต่ก็อย่างที่รู้ อำนาจใหญ่สุดมีได้แค่หนึ่งเดียวเท่านั้น...”
“ลื้อรู้จักหลานตัวเองดีทุกคน ไม่เห็นต้องพึ่งอั๊วเลย”
“ถ้าไม่ยุติธรรม คนที่ได้อำนาจไปอาจจะอยู่ยาก ผมแค่อยากได้ตัวช่วยในการตัดสินใจ”
ซินแสหวังยิ้ม พยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้วก้มลงเปิดแฟ้มอีกครั้ง ไล่ดูเอกสารประวัติแบบละเอียดของชายหนุ่มทั้งสามทีละคน อัศวินอดทนรออย่างใจเย็น ซินแสขอปากกาจากยิ่งยศเพื่อจดบางอย่างลงบนเอกสาร กระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วโมงแฟ้มในมือซินแสหวังก็ถูกปิดลง
“ทำไมอยู่ ๆ ลื้อถึงคิดจะวางมือ ?” ซินแสกล้าถาม เพราะนอกจากเขาจะเป็นซินแสประจำตระกูลอัศววงศ์ธรรมแล้ว ยังเป็นเพื่อนของอัศวินอีกด้วย
คนถูกถามมีสีหน้าหนักใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างไม่ปิดบัง
“เมื่อสามวันก่อนผมไปตรวจสุขภาพประจำปี หมอบอกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ เลยนัดตรวจอีกครั้งอาทิตย์หน้า”
“อาการเจ็บป่วยไม่หนักหนาสาหัสหรอก ถ้ามีเหลนสักคน คงทำให้แข็งแรงขึ้นนะ” ซินแสหวังพูดด้วยรอยยิ้มจนอัศวินไม่แน่ใจว่านั่นคือการหยอกล้อประสาเพื่อน หรือเมื่อครู่เขาแอบดูดวงให้ตนเองด้วยหรือเปล่า “ปีนี้หลานชายลื้อทั้งสามคนมีดวงนารีเข้ามาเกี่ยวข้อง คนนึง...มีดวงนารีอุปถัมภ์ นำโชคมาให้ ปีนี้เขาจะรุ่งโรจน์ หยิบจับอะไรก็ดีไปหมด แต่นั่นหมายถึงว่าหลังจากตกลงแต่งงานแล้วนะ อีกคน...ดวงนารีจะทำให้ฉิบหาย แต่ความจริงจะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว คนใจร้อน โลภมาก ก็ต้องแพ้ภัยตัวเองเป็นธรรมดา แต่นารีแค่เป็นคนทำให้เขาได้รับโทษเร็วขึ้นก็เท่านั้น และคนสุดท้าย...ดวงนารีนำรักแท้มาให้ เขาจะได้เจอเนื้อคู่ที่ไปกันได้ดี และจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองฝันไว้จริง ๆ”
“แล้วดวงใครเป็นของคนไหน ?”
“อั๊วเขียนไว้ในนี้หมดแล้ว แต่ถ้าลื้ออยากให้การมอบตำแหน่งเป็นไปด้วยความยุติธรรม ก็อย่าเพิ่งเปิดแฟ้มนี้ออกดู เก็บไว้ให้ดี ค่อยเปิดเมื่อถึงเวลา”
“แล้วนารีทั้งสามคนนั้นเป็นใคร ?” อัศวินถามด้วยความแปลกใจเท่าที่เห็นหลานชายของเขา แต่ละคนยังไม่มีใครมีแฟนเป็นตัวเป็นตนเลยสักคน
“ไม่ใช่สามคน...” ซินแสหวังพูดแล้วหัวเราะเบา ๆ ยกชากลิ่นหอมขึ้นจิบอย่างรื่นรมย์ “นารีที่อั๊วพูดถึงเป็นคนคนเดียวกัน”
“ฮื่อ!” อัศวินตกใจ ยิ่งยศที่ยืนร่วมรับฟังด้วยก็ตกใจไม่แพ้กัน “อย่าบอกนะว่าหลานผมจะต้องแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน”
“ใช่ แต่คงแย่งกันไม่เอานะ” ฟังซินแสแล้วยิ่งยศต้องรีบตะครุบปากตัวเองที่เกือบหลุดหัวเราะออกมา
“ทำไมเป็นแบบนั้น ซินแสหมายความว่าไง ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ ?”
ซินแสวางแฟ้มลงบนโต๊ะแล้วใช้ปลายนิ้วดันไปตรงหน้าอัศวิน
“ลื้อไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพ ถ้ามีเหลน เหลนคนนี้จะช่วยส่งเสริมให้สุขภาพลื้อแข็งแรง”
ซินแสลุกยืน อัศวินเลยลุกตาม ทั้งสองคนออกเดินเรื่อย ๆ ไปทางประตูห้อง ซินแสหวังหยุดก่อนถึงประตูสามก้าว หันไปจับแขนอัศวินแล้วบีบเบา ๆ
“ช่วงนี้ไปไหนก็ระวังตัวหน่อย...นารีที่อั๊วบอกเป็นคนดวงซวยขั้นสุด แต่ชีวิตเธอจะแลกชีวิตลื้อเอาไว้”
ซินแสเดินออกจากห้องไปแล้ว แต่คำพูดสุดท้ายของเขายังเหมือนลอยวนอยู่ในอากาศ อัศวินรู้สึกใจโหวงอย่างประหลาด เขาไม่ใช่คนงมงายจนเสียสติ แต่มีความเชื่อเรื่องดวงและโชคชะตาพอสมควร
ซึ่งที่ผ่านมาซินแสหวังไม่เคยพูดอะไรผิดเลยแม้แต่อย่างเดียว!